- หน้าแรก
- เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ
- เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 35 การแลกเปลี่ยนทางการทูตอันน่ากระอักกระอ่วนของแลนน์
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 35 การแลกเปลี่ยนทางการทูตอันน่ากระอักกระอ่วนของแลนน์
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 35 การแลกเปลี่ยนทางการทูตอันน่ากระอักกระอ่วนของแลนน์
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 35 การแลกเปลี่ยนทางการทูตอันน่ากระอักกระอ่วนของแลนน์
“ตกลง เพียงพอแล้ว” แลนน์พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ข้าสามารถเข้าไปในป่าเพียงลำพังได้ แต่ข้าหวังว่าเจ้าจะยังคงอยู่ด้านนอกป่า และอยู่เป็นเพื่อนทหารของเราก่อนที่ข้าจะออกมา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้เหล่าดรายแอดด้านหลังนางก็ตื่นตระหนก “เอลลี ท่านทำเช่นนั้นไม่ได้!”
แลนน์กล่าวต่อไป “ข้าสามารถใจกว้างได้มากกว่านั้น ให้นาง นาง แล้วก็นาง . . .”
เขายื่นมือออกไปและชี้ไปยังดรายแอดสองสามตนที่ไม่ได้โก่งคันธนูและทำท่าทางโจมตีเมื่อครู่นี้ “ข้าสามารถให้พวกนางอยู่เป็นเพื่อนเจ้าได้ เพื่อที่เจ้าจะได้ไม่โดดเดี่ยว”
เอลลีขมวดคิ้ว “เจ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่? มนุษย์”
‘ข้าจะจับเจ้าเป็นเชลยเพื่อรับประกันความปลอดภัยของข้า’ แลนน์คิดในใจ แต่หากจะพูดคำพูดประเภทนี้ออกไปก็จำเป็นต้องขัดเกลาเสียหน่อย
แลนน์กล่าว “ข้าเคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าข้าจะเจรจาข้อตกลงที่เท่าเทียมกับพวกเจ้า และปล่อยให้ผู้คนของข้าอยู่ร่วมกับพวกเจ้าอย่างสันติ ข้าจริงจังกับเรื่องนั้น”
“ข้าหวังว่านี่จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี ข้าจะเข้าไปในป่าเพียงลำพังเพื่อตามหาเจ้าหญิง นำนางกลับมาอย่างปลอดภัยเพื่อพิสูจน์ความไว้วางใจของข้า และพวกเจ้าก็จะมีโอกาสได้อยู่ร่วมกับมนุษย์และสัมผัสถึงความจริงใจของเรา”
ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่แลนน์เพิ่งคิดขึ้นมาอย่างกะทันหัน อันที่จริงตั้งแต่ตอนที่แลนน์รู้ว่าดินแดนของเขาคือโบรคิลอน เขาก็ครุ่นคิดเกี่ยวกับดินแดนแห่งนี้ซึ่งมีบทบาทสำคัญใน ‘ซีรีย์เดอะวิทเชอร์’ มาโดยตลอด
เงาแห่งการล่มสลายของชาติซินทราแขวนอยู่เหนือหัวใจของเขาเสมอมา และเขาก็ได้เฝ้ามองหาหนทางรอดของตนเอง
บางทีหากเขาเสริมสร้างอำนาจและรวบรวมกองกำลังติดอาวุธได้ก่อนที่ซินทราจะล่มสลาย เขาก็อาจจะมีพลังพอที่จะรักษาการต่อต้านไว้ได้ในภายหลัง และจะไม่กลายเป็นหมาหัวเน่าไร้บ้านหลังจากที่ซินทราล่มสลาย
แต่ในตอนแรกความคิดนี้ก็ไม่ได้ดูเข้าท่านัก เขารู้ดีว่าในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี เขาจะไม่สามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ดินแดนของเขาได้เพียงพอ และรู้ว่าเขาจะสูญเสียทุกสิ่งเมื่อซินทราล่มสลาย
ยิ่งไปกว่านั้นทรัพยากรที่เมืองชายแดนสามารถจัดหาให้ได้นั้นมีน้อยเกินไป ไม่ต้องพูดถึงการสนับสนุนกองทัพ ด้วยจำนวนประชากรเพียงหนึ่งพันคน แม้แต่การบำรุงรักษากองกำลังป้องกันตนเองก็ยังเป็นปัญหาใหญ่
เมื่อถึงเวลาที่แลนน์ ทายาทบุรุษแห่งสายเลือดโบราณ และสมาชิกราชวงศ์ซินทรามาอยู่ที่นี่ มันก็ยากที่จะบอกได้ว่าผู้ใดจะเป็นผู้ให้ที่พักพิงแก่ผู้ใด สู้เป็นอัศวินพเนจรที่ปลอดภัยกว่าและอย่างน้อยก็ยังสามารถหลบซ่อนตัวได้ยังจะดีกว่า
ด้วยเหตุนี้เมืองโบรคิลอนจึงไม่ได้อยู่ในแผนการอนาคตของแลนน์ตั้งแต่แรก เขามีแนวโน้มที่จะแปรพักตร์ไปอยู่กับสถาบันหมาป่าของพวกวิทเชอร์กับซิริ หรือไม่ก็ไปเกาะขาเมาส์แซ็กเสียเลย
หากเขาไม่สามารถเป็นวิทเชอร์ได้จริง ๆ เขาก็สามารถหาสถานที่ปลอดภัยเพื่อเอาชีวิตรอดไปอีกห้า สิบ หรือยี่สิบปี บวกกับคุณสมบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ระบบแสดงออกมา เมื่อถึงเวลานั้นมันก็เพียงพอที่จะแข็งแกร่งได้แล้ว ในท้ายที่สุดแม้ว่าเขาจะไม่สามารถกลับไปยังซินทราได้ อย่างน้อยเขาก็จะสามารถไปไหนมาไหนทั่วโลกได้อย่างอิสระที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ดังนั้นคุณค่าของเมืองโบรคิลอนสำหรับเขาในตอนนี้จึงเป็นเพียงการเก็บภาษี เพิ่มพูนอำนาจทางเศรษฐกิจ และส่งผู้ใต้บังคับบัญชาไปค้นหาข้อมูล รวบรวมสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ที่เขาหวังว่าจะได้พบ ไม่มีอะไรอื่นอีก
ในแง่นี้การสนับสนุนทางการเงินของเมืองโบรคิลอนสำหรับเขานั้น มีประโยชน์ไม่เท่าทรัพย์สินของตระกูลแลนนิสเตอร์ หรือรางวัลที่ราชินีคาเลนเธสามารถมอบให้เขาได้เลย
แต่บัดนี้บางทีอาจเป็นเพราะโชคชะตา หลังจากที่แลนน์ได้มาทัศนศึกษาภาคสนามที่เมืองโบรคิลอนในวันนี้ เขาก็รู้สึกว่าตนเองได้เห็นความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง บางทีทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เมืองโบรคิลอนสามารถมอบให้ได้ อาจไม่ใช่คุณค่าดั้งเดิมของดินแดนแห่งนี้เลย แต่เป็นที่ตั้งทางภูมิศาสตร์อันพิเศษของมัน ซึ่งอยู่ใกล้กับดินแดนของเหล่าดรายแอด
เหล่าดรายแอดคือสุดยอดนักธนูต่อหัว พวกนางมีความสามารถในการรักษาที่หาได้ยากบนแผ่นดินใหญ่ และพวกนางยังครอบครองน้ำแห่งโบรคิลอนซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็น ‘แหล่งพลัง’ เวทมนตร์
และเนื่องจากเหล่าดรายแอดล้วนเป็นสตรีและไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้เพียงลำพัง พวกนางจึงต้องพึ่งพาบุรุษมนุษย์ในการสืบพันธุ์ นี่จึงเป็นการวางรากฐานสำหรับความร่วมมือ แม้ว่าจะมีความขัดแย้งระหว่างกันก็ตาม
เหล่าดรายแอดไม่ได้กีดกันคนนอกอย่างสิ้นเชิง หลังจากที่นิล์ฟการ์ดบุกรุก ราชินีดรายแอดก็จะให้ความคุ้มครองแก่เหล่า ‘สโคยาเทล’ ซึ่งประกอบด้วยเอลฟ์ คนแคระ และเผ่าพันธุ์กึ่งมนุษย์ อื่น ๆ ในอนาคต มิลวา ซึ่งเป็นมนุษย์ก็จะเป็นหนึ่งในผู้ที่ไม่ใช่ดรายแอดเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการยอมรับในป่าโบรคิลอน ว่ากันว่าราชินีไอธ์เนเองก็ชื่นชอบนางมาก นางจะเข้าร่วมกับกลุ่มของเกรอลท์ ในภายหลังในการค้นหาซิริของวิทเชอร์
ความสัมพันธ์ระหว่างดรายแอดและมนุษย์นั้นซับซ้อนมาก ไม่ใช่แค่ ‘ความเป็นศัตรู’ ง่าย ๆ ดรายแอดจะสืบพันธุ์ด้วยความช่วยเหลือจากบุรุษต่างเผ่าพันธุ์ ซึ่งโดยปกติคือเอลฟ์ และในกรณีอื่น ๆ ก็คือมนุษย์ บุรุษเหล่านี้จะถูกขับไล่ออกจากป่าหลังจากทิ้งลูก ๆ ไว้ และบางคนในพวกเขาก็จะไม่เต็มใจที่จะจากไป
นี่คือส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ว่าเหตุใดเมืองต่าง ๆ ใกล้โบรคิลอนจึงไม่เคยมีความขัดแย้งขนาดใหญ่ที่แท้จริงกับเหล่าดรายแอด ไม่มีผู้ใดในหมู่มนุษย์รู้ว่าดรายแอดเหล่านี้กี่คนที่มีบุตรสาวเป็นของตนเอง
เพียงแต่ว่าแลนน์ยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของเหล่าดรายแอดเหล่านี้ได้ ในเวลานี้ตัวตนที่เขาใช้ในการเจรจาความร่วมมือนั้นไม่เท่าเทียมกันอย่างมาก ในเมืองหลวงเขาคือแชมป์ฟันดาบ หลานชายของราชินี ดาวดวงใหม่แห่งราชวงศ์ แต่ต่อหน้าราชินีแห่งเหล่าดรายแอด เขาเป็นเพียงเจ้าผู้ครองนครของเมืองเล็ก ๆ เท่านั้น
บรรดาศักดิ์เอิร์ล เป็นบรรดาศักดิ์ที่ราชินีพระราชทานย้อนหลังให้แก่บิดาของเขา บรรดาศักดิ์ที่นางมอบให้แลนน์นั้นใกล้เคียงกับขุนนางในวังมากกว่า ดังนั้นเขาจึงไม่ใช่ขุนนางเก่าแก่ประเภทที่ต่อสู้กันมาหลายชั่วอายุคน และเขาก็มีอำนาจที่แท้จริงในมือน้อยมาก
เมื่อเขามาตามหาซิริในครั้งนี้ อำนาจของทั้งอาณาจักรซินทราได้หนุนหลังแลนน์อย่างมองไม่เห็น ทำให้เขามีพื้นฐานพอที่จะสนทนากับราชินีดรายแอดได้ชั่วครู่
หากทุกอย่างล้มเหลว แลนน์ก็สามารถยอมอ่อนข้อเล็กน้อย มอบ ‘เมล็ดพันธุ์’ ให้กับเหล่าดรายแอด และเสนอผู้สืบเชื้อสายสายเลือดโบราณบางส่วนให้พวกนาง ซึ่งมันก็จะเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน
เพียงแต่ว่าไม่ว่าแผนการของแลนน์จะเป็นเช่นไร ลำดับความสำคัญสูงสุดในตอนนี้คือการตามหาซิริให้พบ
หากมีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับซิริ สิ่งที่เขาพูดเพื่อข่มขู่ดรายแอดก็จะกลายเป็นจริงอย่างแน่นอน ราชินีคาเลนเธนั้นบ้าบิ่นอย่างแท้จริงเมื่อนางคลุ้มคลั่งขึ้นมา
แม้ว่าในท้ายที่สุดราชินีคาเลนเธจะไม่สามารถทำลายโบรคิลอนได้ แลนน์ก็จะกลับมาล้างแค้นให้ซิริ เมื่อเขาแข็งแกร่งจนไร้เทียมทานด้วยระบบ
จากมุมมองนี้ แลนน์ยังไม่ใช่เอิร์ลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และเขาก็ไม่ต้องการเป็นคนประเภทนั้นด้วย
กลับมาที่หัวข้อเดิม หลังจากได้ยินคำขอของแลนน์ ซึ่งใกล้เคียงกับการแลกเปลี่ยนตัวประกัน ฝ่ายดรายแอดก็มีการถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน
ในท้ายที่สุดเอลลีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและตัดสินใจ จากนั้นจึงพยักหน้าและกล่าวว่า “ตกลง”
นางหันกลับไปและเรียกตัวดรายแอดตนหนึ่งแล้วกล่าวกับแลนน์ “นี่คือ ดันคาร์ นางสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ และจะเป็นผู้นำทางให้เจ้าเพื่อช่วยตามหาเจ้าหญิงของเจ้า”
แลนน์มองไปและจำได้ว่านี่คือหนึ่งในดรายแอดที่ดูมีเหตุผลมากกว่าคนอื่นก่อนหน้านี้
เมื่อเทียบกับเอลลี การแต่งกายของดันคาร์นั้น ‘เป็นธรรมชาติ’ มากกว่า นางสวมมงกุฎดอกไม้บนศีรษะ สร้อยข้อมือและข้อเท้าที่ทำจากหญ้าและกิ่งไม้ และกระโปรงสั้นที่ทำจากเปลือกไม้และใบไม้ แต่ท่อนบนของนางแทบจะเปลือยเปล่า และสิ่งเดียวที่สามารถปกปิดหน้าอกของนางได้ก็คือเรือนผมของนาง
เรื่องได้ตัดสินลงแล้ว และสำหรับตอนนี้นี่คือผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ หากมันยืดเยื้อไปนานกว่านี้ ใครจะรู้ว่าจะเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันอะไรขึ้น
แลนน์ออกคำสั่งสั้น ๆ กับทหารของเขา และนำดันคาร์ล่วงลึกเข้าไปในป่าโบรคิลอนบนหลังม้าของเขา