- หน้าแรก
- เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ
- เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 32 โชคชะตาที่พันผูก การพบกันครั้งแรกระหว่างซิริและเกรอลท์
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 32 โชคชะตาที่พันผูก การพบกันครั้งแรกระหว่างซิริและเกรอลท์
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 32 โชคชะตาที่พันผูก การพบกันครั้งแรกระหว่างซิริและเกรอลท์
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 32 โชคชะตาที่พันผูก การพบกันครั้งแรกระหว่างซิริและเกรอลท์
สองวันก่อน
ซิริวิ่งหนีอย่างร้อนรนอยู่ในป่า นางสวมเสื้อคลุมมีฮู้ดสีแดง ซึ่งบัดนี้มอมแมมไปแล้ว รองเท้าบูทที่สวยงามของนางก็เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน และมีเศษหญ้าและใบไม้ติดอยู่ตามร่างกาย แต่กระนั้นนางก็ยังคงเดินต่อไป
นางไม่รู้ว่าจะไปที่ใด นางแค่แน่ใจว่านางไม่ต้องการไปเวอร์เดนที่ใดก็ได้ย่อมดีกว่า ขอเพียงไม่ใช่การแต่งงานกับใครบางคนจากเวอร์เดน
เด็กสาวผู้นี้สงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับการผจญภัยในป่าอันน่าตื่นเต้นมาโดยตลอด นางได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับป่าจากเมาส์แซ็กและดรูอิดผู้นั้นก็เต็มใจที่จะช่วยให้ซิริเข้าใจธรรมชาติ
สิ่งนี้ทำให้ซิริเชี่ยวชาญความรู้ที่ซับซ้อน เช่น การใช้ชีวิตในป่า ซึ่งเหนือกว่ามารยาทในราชสำนัก ตราอาร์มของขุนนาง และอื่น ๆ ที่นางควรจะได้เรียนรู้
แต่ไม่เคยมีผู้ใดสอนนางว่า ไม่ว่านางจะรู้จักป่าดีเพียงใด นางก็ไม่ควรล่วงลึกเข้าไปในป่าที่นางไม่เข้าใจเพียงลำพัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อป่านั้นถูกเรียกว่าโบรคิลอน ป่าที่ได้ชื่อเป็นป่าแห่งความตาย
ในชั่วขณะคับขันของสถานการณ์ ซิริก็ได้ยินเสียงทุ้มลึกอันสงบนิ่งและทรงเสน่ห์ตะโกนดังลั่น
“อย่าขยับ!”
ไม่ทันขาดคำชายร่างสูงคนหนึ่งก็พุ่งออกมาจากพุ่มไม้ เขากระทืบเท้าลงบนพื้นอย่างแรง ราวกับต้องการใช้เสียงของเขาเพื่อดึงดูดความสนใจของตะขาบยักษ์ แต่ตะขาบยักษ์ไม่ตอบสนองเลย หนวดของมันกำลังยุ่งอยู่กับการมองหาเหยื่อที่ตัวเล็กกว่า ซึ่งจะทำให้การล่าง่ายขึ้น
อสูรแมลงเริ่มเคลื่อนไปข้างหน้า บิดลำตัวเป็นรูปตัว ‘S’ ขาสีเหลืองของพวกมันส่องประกายในพงหญ้า ขยับเป็นจังหวะราวกับแถวของไม้พาย
ซิริวิ่งเร็วยิ่งขึ้น แต่ในป่าแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ไม่สามารถวิ่งหนีนักล่าเหล่านี้ได้ ไม่ต้องพูดถึงเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างนาง
เมื่อเห็นดังนั้นชายแปลกหน้าก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและชักดาบออกจากฝัก คมดาบสีเงินส่องประกายเจิดจ้า
ก่อนที่จะเผชิญหน้ากับศัตรู สิ่งสำคัญกว่าสำหรับเขาคือการช่วยชีวิตเด็กคนนั้น เขาอาศัยแรงส่งไปข้างหน้า ผลักซิริซึ่งกำลังจะถูกตะขาบตามทัน เข้าไปในพุ่มแบล็กเบอร์รี่
ซิริปลอดภัยชั่วคราว แต่ชายผู้นั้นกลับกลายเป็นเป้าหมายของตะขาบยักษ์แทน
ตะขาบบิดตัวไปมาบนพื้น จากนั้นก็เอนตัวเข้าหาชายผู้นั้น เผยให้เห็นขากรรไกรอันแหลมคมที่หยดไปด้วยพิษ
ชายผู้นั้นหลบหลีกไปรอบ ๆ ลำตัวเป็นปล้องของสิ่งมีชีวิตนั้นอย่างคล่องแคล่ว พยายามใช้ดาบแทงเข้าไปในข้อต่อที่เปราะบางของเปลือกมัน แต่สิ่งมีชีวิตนั้นรวดเร็ว และดาบของเขาก็แทบจะไม่ทิ้งรอยขีดข่วนเล็ก ๆ ไว้บนเปลือกไคตินราวกับว่ามีชั้นมอสหนา ๆ ดูดซับแรงโจมตีไว้
การโจมตีพลาดเป้า และชายผู้นั้นพยายามจะดึงตัวออก แต่เขาไม่เร็วพอ แมลงยักษ์ใช้ส่วนท้องของมันพันรอบขาของเขาด้วยแรงอันน่าทึ่ง ทำให้เขาสูญเสียการทรงตัว
ตะขาบยักษ์ม้วนตัวและพยายามใช้กรงเล็บตะครุบเขา ในกระบวนการนั้นมันครูดเข้ากับต้นไม้อย่างแรงและพันลำตัวรอบต้นไม้ ในขณะนั้นลูกธนูลูกหนึ่งก็ส่งเสียงแหวกอากาศผ่านศีรษะของชายผู้นั้นไป ปักทะลุเปลือกแข็งของแมลงยักษ์ด้วยเสียงดังลั่น และตรึงมันไว้กับลำต้นของต้นไม้
ตะขาบยักษ์บิดลำตัวและหักก้านลูกธนู แต่ก็ถูกยิงด้วยลูกธนูอีกสองดอกติดต่อกัน
ชายผู้นั้นดิ้นหลุดจากการเกาะกุมและกลิ้งหลบไปด้านข้าง
ณ จุดที่ชายผู้นั้นเพิ่งกระโดดออกมา สตรีผิวสีเขียวผมสีน้ำผึ้งคุกเข่าข้างหนึ่งและยิงธนูทีละดอกด้วยความเร็วที่น่าทึ่ง แต่ละดอกเข้าเป้าหมาย ทุกครั้งที่ตะขาบยักษ์หักก้านลูกธนู ลูกธนูลูกต่อไปก็จะตรึงมันไว้กับต้นไม้
ปากที่แบนราบของตะขาบส่องแสงสีน้ำตาลเข้ม มันอ้าออกและหุบลง พยายามเอื้อมไปหาศัตรูผ่านลูกธนูเหล่านั้น
ชายผู้นั้นกระโดดไปด้านข้างและทำท่าทางประหลาดด้วยมือซ้าย มีแสงสว่างวาบขึ้น และตะขาบซึ่งกำลังดิ้นรนอย่างรุนแรงก็พลันสับสนและเงียบลง จากนั้นเขาก็กวัดแกว่งดาบในมืออย่างแรง ใช้ลำต้นของต้นไม้เป็นกิโยตินของอสูรร้าย จบสิ้นการต่อสู้ที่เร่งรีบนี้
สตรีผิวสีเขียวก้าวไปข้างหน้าและเผยตัวตน เครื่องแต่งกายของนางเป็นแบบชาวป่าอย่างมาก ผมสีน้ำผึ้งของนางถูกมัดไว้ด้วยต้นหญ้ารัชและเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ก็ทำมาจากเปลือกไม้และใบไม้เท่านั้น เสื้อผ้านั้นแนบเนื้อและเผยให้เห็นเรือนร่างที่งดงามและทรงพลัง
“นี่คือตะขาบยักษ์ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘อีแกน’ในภาษาโบราณ”
“อย่ามาเสแสร้งนักเลย เกรอลท์เจ้าจัดการมันได้ง่าย ๆ โดยไม่มีข้าอยู่แล้ว คนอย่างเจ้าน่ะเก่งที่สุดในเรื่องแบบนี้”
บราแอนน์ไม่ยอมรับคำขอบคุณของชายผู้นั้น นางค่อย ๆ แหวกพุ่มแบล็กเบอร์รี่อย่างระมัดระวังโดยไม่หันกลับมามอง และสอดแขนลึกเข้าไปในกิ่งก้านที่เต็มไปด้วยหนาม
“อย่างที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด” นางอุทาน พลางอุ้มซิริที่กำลังมึนงงออกมาจากพุ่มไม้ “ดูสิ เกรอลท์ นางไม่ใช่ฮาล์ฟลิง!”
ชายผู้นั้นมองดูเด็กสาวในอ้อมแขนของบราแอนน์ นางมีผมสีเทาเหมือนหนูที่งดงาม และดวงตาสีเขียวใสคู่โต นางดูอายุไม่น่าเกินสิบขวบ
ปัญหาคือนางไม่ใช่ดรายแอด เอลฟ์ ก็อบลินพิกซี่หรือฮาล์ฟลิง นางเป็นเพียงเด็กหญิงมนุษย์ธรรมดาตัวเล็ก ๆ และที่นี่คือโบรคิลอน สถานที่ที่ไม่ต้อนรับมนุษย์มากที่สุด
“ไม่ต้องกลัว เด็กน้อย” ชายผู้นั้นคุกเข่าลงและถามเบา ๆ “เจ้าชื่ออะไร?”
“ข้าไม่กลัว แต่ข้าหนาวมาก” ซิริตัวสั่น “ข้าชื่อ ซิริลลา”
ชายผู้นั้นหันกลับไปมองด้านหลังและเห็นบราแอนน์กำลังตรวจสอบคันธนูของนาง ก่อนที่นางจะเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
“ฟังข้านะ บราแอนน์ . . .”
“อะไร?”
“เป็นไปได้หรือไม่ว่านางหนีมาจากพวกเจ้า จาก ดูเอน คาเนลล์?”
“อะไรนะ?”
“อย่าคิดว่าข้าโง่” ชายผู้นั้นกล่าวอย่างโกรธเคือง “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าจะจับตัวเด็กมนุษย์ เจ้าเองตกลงมาจากท้องฟ้าสู่โบรคิลอนหรืออย่างไร? ข้ากำลังถามเจ้าว่าเป็นไปได้หรือไม่ . . .”
“เป็นไปไม่ได้” ดรายแอดขัดจังหวะ “ข้าไม่เคยเห็นนางมาก่อน”
“ถ้าเช่นนั้น นางก็เป็นเพียงเด็กผู้หญิงที่หลงอยู่ในป่างั้นรึ?” ชายผู้นั้นพึมพำเสียงเบา
ดรายแอดค่อย ๆ เข้าใกล้ซิริ “แต่ตอนนี้นางต้องตามข้าไปยังดูเอน คาเนลล์ พวกเราไม่สามารถทนให้มนุษย์เข้ามาในป่านี้ได้ เราพบนางในโบรคิลอน นางเป็นของพวกเรา และนางจะกลายเป็นหนึ่งในพวกเราเช่นกัน”
ชายผู้นั้นดูเหมือนจะไม่เต็มใจยอมรับสถานการณ์นั้น เขาปกป้องซิริไว้ด้านหลังและเตือนเสียงต่ำ “ระวังตัวไว้ บราแอนน์ เมื่อวานนี้จากในความมืด เจ้าเพิ่งยิงธนูปักดวงตาของเด็กคนหนึ่ง แต่ข้าไม่ใช่เขา และข้ารู้วิธีป้องกันตัวเอง ข้าไม่ได้อยู่ที่นั่นตอนที่เจ้าทำร้ายเด็กคนนั้น แต่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าพรากไปอีกคน”