- หน้าแรก
- นารูโตะ : ฉันคือคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนินจา
- นารูโตะ : ฉันคือคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนินจา ตอนที่ 21 นี่จะเรียกว่าลอกเลียนผลงานได้อย่างไร?
นารูโตะ : ฉันคือคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนินจา ตอนที่ 21 นี่จะเรียกว่าลอกเลียนผลงานได้อย่างไร?
นารูโตะ : ฉันคือคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนินจา ตอนที่ 21 นี่จะเรียกว่าลอกเลียนผลงานได้อย่างไร?
นารูโตะ : ฉันคือคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนินจา ตอนที่ 21 นี่จะเรียกว่าลอกเลียนผลงานได้อย่างไร?
ช่วงนี้จิไรยะเองก็ลำบากไม่น้อย บรรดาชายหญิงสูงวัยที่เต้นรำกันอยู่นั้นเป็นใครกัน? ส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่คนธรรมดา พวกเขามีลูกหลานกันหลายคน ดังนั้นเมื่อพวกเขาเอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาลอย ๆ ระหว่างมื้อค่ำกับลูก ๆ หลาน ๆ ก็คงพอจะจินตนาการถึงผลลัพธ์ต่อจากนี้ได้!
นอกจากนี้หมู่บ้านก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก ผลก็คือพอถึงวันรุ่งขึ้น คนเกือบทั้งหมู่บ้านก็รู้เรื่องนี้กันหมด
ข่าวลือแพร่สะพัดไปต่าง ๆ นานา เช่น “แม่กับย่าของฉัน แม้ว่าสมัยสาว ๆ จะสวยมาก แต่ตอนนี้ก็แก่แล้ว ใครจะไปคิดว่าท่านจิไรยะจะ . . .”
แน่นอนว่าจิไรยะไม่ได้สนใจข่าวลือเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย แอบดู? แล้วจะทำไมล่ะ? ยังไงซะมันก็คือ ‘การเก็บข้อมูล’!
แต่ครั้งนี้เป้าหมายในการเก็บข้อมูลของเขามันทำให้ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของเซียนกบต้องมัวหมองอย่างแท้จริง!
ศิษย์ของโฮคาเงะรุ่นที่ 3 หนึ่งในสามนินจาในตำนาน หนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนินจาปัจจุบันถูกจับได้ว่าแอบดูหญิงชราเต้นรำ
มันน่าอับอายจนอยากจะแทรกแผ่นดินหนี!
จิไรยะถอนหายใจยาวพลางมองไปยังยูโตะที่พยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ทำให้นัยน์ตาของจิไรยะหรี่ลง “ถ้านายอยากจะหัวเราะก็หัวเราะออกมาเลย!”
“ไม่ต้องห่วงครับ ผมเป็นมืออาชีพ” ยูโตะกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “ส่วนใหญ่แล้ว ผมจะไม่หัวเราะออกมาหรอกครับ”
ไม่ได้เจออาจารย์จิไรยะมาสักพัก ตอนนี้ทำไมอาจารย์ถึงได้ใจกล้าขนาดนี้? น่าประทับใจจริง ๆ!
ส่วนเหตุผลที่เขาเรียกจิไรยะว่า ‘อาจารย์’?
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เขายังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ของโฮคาเงะรุ่นที่ 1 ปฏิบัติตามทฤษฎีของรุ่นที่ 2 พร้อมกับศึกษาอย่างหนักภายใต้การนำของรุ่นที่ 3 เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของโคโนฮะ . . .
ด้วยหน้าตาที่หล่อเหลา อุดมการณ์อันแน่วแน่ พรสวรรค์ที่ไม่เลว และผลงานเขียนเรื่อง ‘เจตจำนงแห่งไฟ’ ที่ยอดเยี่ยม ทำให้โคโนฮะไม่เคยมีใครเหมือนเขามาก่อน และแน่นอนว่าเขาย่อมเป็นที่จับตามองของผู้ริเริ่มทฤษฎีเจตจำนงแห่งไฟ ซึ่งก็คือโฮคาเงะรุ่นที่ 3 นั่นเอง
เดิมทีเขาอยากจะฝากตัวเป็นศิษย์ของซึนาเดะ และด้วยความช่วยเหลือของคุชินะ เขาก็อาจจะได้เรียนรู้วิชานินจาแพทย์ที่ยอดเยี่ยม แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะว่าซึนาเดะเป็นคนใจกว้าง สวย และหน้าอกใหญ่หรอกนะ!
แต่น่าเสียดายตระกูลอุจิวะสืบทอดพลังของอินดรา ทำให้มีความสามารถโดดเด่นในด้านการปลดปล่อยพลังหยิน ส่วนการปลดปล่อยพลังหยางนั้น แม้ว่าเขาจะมีอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อเงื่อนไขในการรับศิษย์ของซึนาเดะ อีกอย่างเขาก็ไม่มีความอดทนพอที่จะเรียนวิชานินจาแพทย์อยู่แล้ว
เนื่องจากข้อจำกัดทางธรรมชาติ เขาจึงต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป เพราะท้ายที่สุดแล้วการเป็นศิษย์ก็เป็นการตัดสินใจร่วมกันของทั้งสองฝ่าย
คนในตระกูลของเขาหวังว่าเขาจะได้เป็นศิษย์ของโอโรจิมารุ เนื่องจากโอโรจิมารุเริ่มมีชื่อเสียงและเป็นตัวเต็งสำหรับตำแหน่งโฮคาเงะ หากโอโรจิมารุได้รับเลือก ตระกูลอุจิวะก็จะสามารถก้าวขึ้นสู่อำนาจไปพร้อมกับเขาได้
อย่างไรก็ตามยูโตะกังวลว่าวันหนึ่งเขาอาจจะต้องไปนอนอยู่บนเตียงผ่าตัดของโอโรจิมารุ อีกทั้งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โอโรจิมารุก็จะทรยศต่อหมู่บ้าน ซึ่งจะทำให้ตระกูลอุจิวะยิ่งต้องรับผิดชอบในสายตาของผู้ใหญ่ในหมู่บ้านมากขึ้น มันไม่คุ้มที่จะเสี่ยงเลย
ดังนั้นในท้ายที่สุดเขาจึงคิดว่าจิไรยะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการมีเส้นสายที่มั่นคง แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากสำเร็จการศึกษา เขากลับทิ้งชีวิตนินจาเพื่อเข้าสู่โลกธุรกิจ
โชคชะตาเล่นตลกเสมอ!
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องการเป็นศิษย์จึงล้มเลิกไป แม้ว่าจิไรยะจะไม่ได้ถือสาอะไร ดังนั้นเช่นเดียวกับมินาโตะ ยูโตะจึงยังคงเรียกเขาว่า ‘อาจารย์จิไรยะ’
แน่นอนว่าจิไรยะไม่รู้ว่าอาจารย์ในฝันของยูโตะคือซึนาเดะมาโดยตลอด ถ้าเขาไม่เบนเข็มมาทำธุรกิจ ป่านนี้เขาอาจจะกลายเป็นนินจาแพทย์ไปแล้วก็ได้
“ข่าวลือจะหยุดลงที่ผู้มีปัญญาครับ อาจารย์จิไรยะ ไม่ต้องกังวลไปหรอกครับ บางทีอีกสักพักทุกคนก็จะเข้าใจเองว่าอาจารย์ไม่ใช่คนแบบนั้น”
“หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ” จิไรยะถอนหายใจ รับถ้วยชาที่ซึซึเนะรินให้ “อีกไม่กี่วัน ฉันว่าจะไปเก็บตัวสักพัก สถานการณ์ในโลกนินจากำลังตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ ออกเดินทางไปเตรียมตัวแต่เนิ่น ๆ น่าจะดีกว่า”
โคโนฮะแห่งนี้ อย่าอยู่ที่นี่เลยดีกว่า!
ถ้าไม่ใช่เพราะตาแก่เรียกตัวเขากลับมาหลังจากหายไปสามปี เขาก็คงไม่กลับมาเลยด้วยซ้ำ
“แล้ววันนี้อาจารย์จิไรยะมาหาผมมีธุระอะไรงั้นเหรอครับ?” ยูโตะไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น เพราะอย่างไรเสียจิไรยะก็ต้องเข้าร่วมสงครามสี่ทิศที่โคโนฮะจะต้องเผชิญอยู่ดี จะไปช้าหรือเร็วก็ไม่ต่างกันนัก
ยังไม่ทันที่ยูโตะจะพูดจบ จิไรยะก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา ก่อนที่เขาจะกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างมั่นใจว่า “ฉันเห็นว่านายกลับมาที่หมู่บ้านแล้วก็เลยแวะมาเป็นพิเศษ”
ว่าแล้วเขาก็ดึงปึกกระดาษหนาเตอะที่ดูคล้ายต้นฉบับออกมาแล้วยื่นให้พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “นี่คือผลงานที่ฉันมั่นใจที่สุด! มินาโตะอ่านแล้วยังบอกว่าสุดยอดเลยนะ! เอ้านี่ ลองดูแล้วช่วยติชมหน่อยสิ!”
“. . .”
ผลงานใหม่?
หรือว่านี่คือ อะจึ๋ยสวรรค์รำไร ที่กำลังจะโด่งดังในไม่ช้า?
ยูโตะตะลึงงันขณะรับต้นฉบับมาจากจิไรยะ และภายใต้สายตาที่คาดหวังของจิไรยะ เขาค่อย ๆ พลิกหน้ากระดาษอย่างระมัดระวัง
ภายในห้องตกอยู่ในความเงียบงันขณะที่เวลาค่อย ๆ ผ่านไป และหลังจากผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ มุมปากของยูโตะก็กระตุกขณะที่เขาปิดต้นฉบับลง
เรื่องนี้ดูคุ้น ๆ แฮะ!
มันเป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มอัจฉริยะจากหมู่บ้านนินจาห่างไกลชื่อหมู่บ้านคิริงาคุเระ วันหนึ่งด้วยเหตุผลบางอย่างที่ไม่ทราบแน่ชัด เด็กหนุ่มคนนั้นไม่สามารถใช้วิชานินจาได้อีกต่อไป จักระของเขาไหลเวียนช้าลงและลดน้อยลงทุกครั้งที่พยายามใช้ เขากลายเป็นคนล้มเหลว และคู่หมั้นของเขาก็ทิ้งเขาไป หลังจากเอ่ยประโยคที่ว่า “สามสิบปีฝากบูรพา สามสิบปีฝากประจิม” เขาก็ตัดสินใจที่จะมุ่งสู่เส้นทางนินจาอีกครั้ง เขาค้นพบว่าจักระของเขากำลังถูกดูดกลืนโดยนินจาในตำนานจากยุคสงคราม และหลังจากนั้นไม่นานหมู่บ้านของเขาก็ถูกศัตรูทำลายล้าง เพื่อล้างแค้นเขาจึงออกเดินทางและภายใต้การชี้แนะของนินจาในตำนาน เขาก็ได้กลายเป็นนักรบผู้แข็งแกร่ง
ยูโตะจิบชาอย่างเงียบ ๆ พลางเหลือบมองจิไรยะที่กำลังมั่นใจสุดขีด หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งเขาก็เอ่ยขึ้นว่า “อาจารย์จิไรยะครับ การลอกเลียนผลงานมันไม่ดีนะครับ!”
เขาเคยแนะนำนิยายออนไลน์แนวนี้ให้จิไรยะรู้จักมาก่อน
“เรื่องของนักเขียนจะเรียกว่าลอกเลียนได้ยังไง? นี่มันคือการอ้างอิงเฟ้ย อ้างอิง!”
“นั่นก็เป็นเหตุผลที่ดีครับ . . .”
จิไรยะก็แค่เขียนนิยายแนวเดียวกันโดยมีพล็อตเรื่องที่คล้ายคลึงกันบ้าง จะเรียกว่าลอกเลียนได้อย่างไร? ตัวละครก็ยังไม่เหมือนกันเลย ตัวเอกของเขาชื่อ อุซึมากิ เอน!
ยูโตะเหลือบมองชื่อเรื่อง ‘ตำนานความมุ่งมั่นของนินจา’ ซึ่งการที่สามารถดัดแปลงเรื่องราวได้ขนาดนี้แล้วยังคงผูกโยงกับชื่อเรื่องนี้ได้อีก ช่างน่าประทับใจจริง ๆ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ยูโตะก็เสนอว่า “เปลี่ยนชื่อเป็น นินจาฝ่าสวรรค์ ดีไหมครับ?”
“นั่นมันจะเกินไปหน่อย!” จิไรยะถูมือไปมาอย่างเขินอาย
การเปลี่ยนชื่อเรื่องแบบนั้นจะทำให้รู้สึกเหมือนเป็นการลอกเลียนผลงานซึ่ง ๆ หน้ามากขึ้น
“ช่างเถอะ เรียกว่า ตำนานความมุ่งมั่นของนินจา นี่แหละ! แล้วนายว่าหนังสือเล่มนี้เป็นยังไงบ้าง?”
“ยอดเยี่ยมมากครับ! คู่ควรกับสถานะตำนานอย่างแน่นอน แต่เรื่องนางเอกนี่สิครับ . . .”
“แน่นอนว่าฉันจะเอาทั้งหมดนั่นแหละ! หนังสือเล่มนี้เน้นความสะใจ ไม่มีความรักแบบเขินอายยืดยาดอะไรทั้งนั้น!”
“อาจารย์จิไรยะครับ ผมไม่คิดเลยว่าทักษะการเขียนของอาจารย์จะพัฒนาไปมากขนาดนี้ตั้งแต่ที่เราไม่ได้เจอกัน!”
“ไม่เลวใช่ไหมล่ะ! ฮ่า ๆ ๆ ๆ!” จิไรยะหัวเราะอย่างร่าเริง แต่ก็แอบเขินเล็กน้อย “แล้วเรื่องหนังสือเล่มนี้ . . .”
“เดี๋ยวผมจัดการเรื่องการตีพิมพ์ให้เองครับ! ผมรู้จักสำนักพิมพ์ทั้งหมดในแคว้นไฟ” ยูโตะพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง!”
“ขอบใจมากนะ!”
ว่าแล้วจิไรยะก็มอบผลงานชิ้นเอกที่น่าภาคภูมิใจของเขา ‘ตำนานความมุ่งมั่นของนินจา’ ให้กับยูโตะ และจากไปด้วยรอยยิ้มกว้าง แทบจะลอยออกจากประตูไป
ทันใดนั้นยูโตะก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิครับ อีกไม่กี่วันจะเปิดร้านบาร์บีคิวใหม่ อาจารย์จะมาไหมครับ?”
“ไม่มีปัญหา!”
เมื่อได้ยินคำตอบรับอย่างกระตือรือร้นของจิไรยะ ยูโตะก็ส่ายหัวพร้อมรอยยิ้ม
การมีหนึ่งในสามนินจาในตำนานมาที่งานเปิดตัวน่าจะช่วยกระตุ้นธุรกิจได้อย่างแน่นอน
เขายืดเส้นยืดสาย พลางจิบชาที่ซึซึเนะรินให้ “ที่ตระกูลอุจิวะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้างไหม?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น มือของซึซึเนะก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนและส่ายหัว “ไม่มีอะไรค่ะ! ท่านผู้อาวุโสใหญ่ให้การสนับสนุนฉันเป็นอย่างดี”
“ท่านผู้อาวุโสใหญ่?” ยูโตะตกตะลึง “ตาแก่หัวโบราณคนนั้นน่ะนะ??”