- หน้าแรก
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 11 ออร่า
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 11 ออร่า
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 11 ออร่า
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 11 ออร่า
“ตื่นได้แล้วเจ้าเด็กเหลือขอ!” นาตาชาตะโกนลั่นพลางเปิดประตูห้องของลุค
หญิงสาวผมแดงเปิดไฟและรูดม่านหน้าต่างขึ้น ปล่อยให้แสงแดดสาดส่องเข้ามาทั่วทั้งห้อง
“อย่ากวนน่า . . .” ลุคพึมพำพลางดึงหมอนมาปิดหัวเพื่อป้องกันตัวเองจากแสงสว่างจ้าทันทีทันใด
นาตาชากระชากหมอนออกจากตัวลุคอย่างแรง จากนั้นเธอก็เริ่มใช้หมอนฟาดเด็กหนุ่มไม่ยั้ง
“ตื่น ได้ แล้ว” นาตาชาเปล่งเสียงทีละพยางค์พร้อมกับตบหมอนลงบนหน้าของลุคดังป้าบ
“ตื่นแล้วโว้ย ให้ตายสิ!” ลุคตะโกนอย่างหัวเสียพลางลุกพรวดขึ้นจากเตียง
“อาหารเช้าจะเสร็จในอีกห้านาที รีบ ๆ ล่ะ” นาตาชากล่าวทิ้งท้ายก่อนจะเดินออกจากห้องไป
‘ยัยผู้หญิงเหลือทนนี่ . . .’ ลุคคิด ‘เริ่มต้นวันใหม่ได้แย่ชะมัด’
ตอนอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เขานอนไม่หลับเพราะเสียงดังของเด็กคนอื่น ๆ ส่วนตอนนี้เขากลับมีแม่บ้านมาปลุกตอนสิบโมงเช้าทั้งที่เป็นช่วงปิดเทอม
อย่างไรก็ตามตอนนี้เขามีบ้านที่ต้องแชร์กับแม่บ้านจอมเหลือทนเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ดีกว่าการอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ต้องใช้ห้องนอนและห้องน้ำร่วมกับเด็กอีกหลายสิบคนเป็นพันเท่า
หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เขาก็นั่งลงที่โต๊ะขณะที่นาตาชากำลังเตรียมอาหารเช้า เมื่อนั่งลงที่โต๊ะ เขาก็ได้กลิ่นหอมอร่อยของอาหารที่หญิงสาวผมแดงกำลังทำอยู่
ในอีกไม่กี่นาทีต่อมา นาตาชาก็วางจานไข่ดาว เบคอน และอเมริกันแพนเค้ก พร้อมด้วยน้ำส้มคั้นไว้ตรงหน้าลุค ลุคถึงกับน้ำลายสอเมื่อเห็นอาหารเช้าแสนอร่อย
‘ก็ไม่ได้เหลือทนขนาดนั้นแล้วแฮะ’ ลุคคิดพลางมองนาตาชาที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา
นาตาชาสวมเสื้อกล้ามรัดรูปสีดำที่เผยให้เห็นร่องอกที่โดดเด่น ดวงตาสีฟ้าเยือกเย็นและสีหน้าเรียบเฉยที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของเธอยิ่งขับให้รูปร่างของเธองดงามอย่างเย็นชา
‘เธอมีเสน่ห์มาก แถมยังคล้ายกับแบล็ควิโดว์อีก . . .’ ลุคคิดพลางหยิบเบคอนเข้าปากและพิจารณานาตาชา ซึ่งรู้สึกตัวว่าถูกจับจ้องอยู่และสายตาของพวกเขาก็สบกัน
ลุคปฏิเสธไม่ได้ว่าเขารู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อถูกดวงตาสีฟ้าของนาตาชาจ้องมอง มันเป็นเรื่องแปลกที่สาวงามคนนี้จะดูแลเด็กหลายสิบคนมาเป็นเวลาถึงสิบสามปี อีกอย่างเธออายุเท่าไหร่กันตอนที่เริ่มทำงานเป็นพี่เลี้ยงที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า? สิบห้าปี? หรืออาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่านั้นนิดหน่อย
“เลิกจ้องฉันแล้วกินซะ” นาตาชาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ก็กินอยู่นี่ไง” ลุคตอบทั้งที่ยังเคี้ยวตุ้ย ๆ และไม่ได้ละสายตาไปจากนาตาชา ซึ่งดูประหลาดใจเล็กน้อย
โดยปกติแล้วผู้ชายมักจะพูดตะกุกตะกักเมื่อคุยกับเธอ ยิ่งถ้าเป็นเด็กเหลือขอที่กำลังอยู่ในช่วงวัยรุ่นและฮอร์โมนพลุ่งพล่านด้วยแล้ว
“ถ้าเธอเอาจ้องผู้หญิงขนาดนั้น พวกเธอได้หนีเตลิดกันพอดี แบบนั้นไม่มีแฟนหรอกนะ” นาตาชาพูดพร้อมรอยยิ้มยั่วยวนเล็กน้อย
‘แฟน?’ ลุคคิด เขาไม่เคยมีแฟนเลย ไม่ว่าจะในชาติที่แล้ว หรือในชาตินี้ อย่างไรก็ตามในชาติที่แล้วเขาตายตอนอายุสิบสาม ซึ่งเป็นวัยที่ค่อนข้างเร็วเกินไป
เขาต้องตกหลุมรักผู้หญิงเพื่อที่จะมีแฟนเหรอ? เขาอ่านนิยายมาหลายเรื่องและคิดว่าเขาคงไม่มีวันรู้สึกแบบนั้นได้ เขามองว่ามันเป็นเรื่องไกลตัวเกินไป
“ฉันให้คำแนะนำเรื่องการจีบสาวได้นะ มันสำคัญที่เธอจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนที่จะเริ่มเรียนที่เนเวอร์มอร์ อะคาเดมี่” นาตาชาพูดด้วยรอยยิ้มขี้เล่น
“ไม่ล่ะ ขอบคุณ” ลุคพูดพร้อมกับเบ้หน้า เขารู้ว่านาตาชากำลังล้อเขาเล่นอยู่ แม่บ้านที่มาล้อเลียนเจ้านายของตัวเองนี่มันแปลกพิลึก
“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับตระกูลสเปลล์แมนบ้าง?” ลุคถาม เขาอยากจะรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับศัตรูคู่อาฆาตของเขา คุณทวดของทวดหัวรั้นของเขาไม่ยอมบอกอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับพวกนั้นเลย
“เดี๋ยวท่านเอ็ดการ์จะบอกข้อมูลนั้นแก่เธอเองเมื่อถึงเวลา อีกอย่างท่านรู้มากกว่าฉัน” นาตาชาตอบเสียงเรียบ
“ทำไมต้องลึกลับขนาดนั้นด้วย? ผมจะรู้ตอนนี้หรือรู้ทีหลังมันก็ไม่ต่างกันหรอก” ลุคแย้ง
“ถ้ามันไม่ต่างกันก็จงอดทนรอ” นาตาชาตอบกลับ ทำเอาลุคสบถในใจ
“เธอควรจะเริ่มฝึกพลังจิตกับท่านเอ็ดการ์ได้แล้ว ส่วนฉันจะฝึกร่างกายให้เธอเอง ฉันจะสอนวิธีการต่อสู้ให้” นาตาชากล่าว
“ฝึกร่างกาย?” ลุคถามอย่างดูแคลน
มันจะมีประโยชน์อะไรที่จะต้องสู้และแข็งแกร่งขึ้น ในเมื่อพลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุของเขาสามารถบดขยี้คนได้ก่อนที่พวกเขาจะเข้าใกล้ตัวเขาเสียอีก
“การพึ่งพาแต่พลังของตัวเองอย่างเดียวมันไม่ดีหรอกนะ ถึงแม้เธอจะสามารถพลิกรถตู้ขับเคลื่อนสี่ล้อได้ เธอก็อาจจะเจอสถานการณ์แปลก ๆ ได้เหมือนกัน” นาตาชาพูดพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
พลิกรถตู้ขับเคลื่อนสี่ล้อ? นั่นมันข้อมูลที่เจาะจงมาก
“แบรดกับครอบครัวของเขา . . .โอเคไหม?” ลุคถามอย่างสงสัย หลังจากที่เขาพลิกรถตู้แล้วหนีไป เขาก็ไม่เคยได้ยินข่าวจากพวกเขาอีกเลย แต่ดูเหมือนว่านาตาชาซึ่งน่าจะย้อนรอยกลับไปดูจะรู้เรื่องนี้ดี
“พวกเขายังมีชีวิตอยู่ มีกระดูกหักบ้างกับบาดแผลเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีอะไรถึงตาย ต้องขอบอกว่าเป็นงานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์” นาตาชาตอบพร้อมกับแววตาที่ฉายเจตนาฆ่าฟันออกมา
เธอรู้เรื่องคนที่มารังแกลุคดี ถ้าเธอไม่ต้องคอยระวังตัวไม่ให้เป็นที่สังเกต เธอก็คงจะจัดการทำให้พวกเขาหายสาบสูญไปนานแล้ว
‘งานที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์? เธออยากให้ฉันฆ่าแบรดกับคนอื่น ๆ งั้นเหรอ?’ ลุคคิดด้วยสีหน้าแปลก ๆ
“ยังไงก็ตาม เธอจะต้องฝึกกับฉัน ห้ามต่อรองเด็ดขาด ตอนเช้าเธอจะฝึกพลังจิตกับท่านเอ็ดการ์ ตอนบ่ายเธอจะฝึกกับฉัน ฉันจะปั้นหุ่นผอมแห้งของเธอให้เข้าที่เข้าทางเอง” นาตาชาพูดพร้อมรอยยิ้มและสายตาที่มองลุคซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดได้
“แล้วช่วงปิดเทอมล่ะครับ?” ลุคถาม ในที่สุดเขาก็มีบ้านและสามารถนอนอืดได้ทั้งวันตามที่ต้องการ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขาจะมีตารางเวลาที่แน่นเอี๊ยดรออยู่
“หลังจากที่เธอฝึกเสร็จตอนเย็น เธอก็จะมีเวลาว่างทั้งวัน เอาล่ะ ไปให้ท่านเอ็ดการ์สอนบทเรียนแรกของเธอได้แล้ว ฉันจะเก็บกวาดเอง” นาตาชาพูด และลุคก็พยักหน้าพลางลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วเดินกลับไปที่ห้องของเขา
‘ฉันดูเหมือนคนรับใช้เลยแฮะ . . .’ ลุคคิดพลางปิดประตูห้อง
อย่างไรก็ตามเขาก็จะยอมรับข้อเรียกร้องของนาตาชา เธอเป็นคนที่ให้ที่พักพิงแก่เขา ทำอาหารอร่อย ๆ ให้เขากิน และไม่ต้องการให้เขาทำงาน เขาสามารถทนกับการฝึกร่างกายกับเธอได้ ในเมื่อการฝึกพลังจิตเป็นสิ่งที่เขาวางแผนจะทำอยู่แล้ว
ลุคนั่งลงบนเตียงอย่างสบาย ๆ และหยิบสร้อยคอที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา
“ออกมาได้แล้วครับ คุณทวดของทวด ได้เวลาตื่นแล้ว” เขาพูดพลางเขย่าสร้อยคออย่างแรง
“ระวังหน่อยสิ!” เอ็ดการ์ร้องลั่นขณะที่ร่างวิญญาณของเขาก้าวออกจากสร้อยคอแล้วลอยขึ้นไปในอากาศ
‘ฉันยังโดนปลุกแรงกว่านี้เลย . . .’ ลุคคิด
“ขอโทษครับ เราเริ่มฝึกพลังจิตกันเลยได้ไหม?” ลุคถามหลังจากขอโทษอย่างเสแสร้ง
‘เจ้าเด็กเหลือขอนี่ ในน้ำเสียงของมันไม่มีความสำนึกผิดเลยสักนิด’ เอ็ดการ์คิดอย่างหงุดหงิด
“ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องฝึกฝนพลังจิตและใช้มันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดแล้ว” เอ็ดการ์กล่าวพลางกระแอมในลำคอ
“อืม . . .อย่างแรก เจ้าควรรู้ไว้ว่าความสามารถทางจิตถูกควบคุมโดยปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบหลักสองอย่าง คือ ออร่าและสมาธิ เราจะเริ่มกันที่ออร่าก่อน” เอ็ดการ์เริ่มอธิบาย ขณะที่ลุคพยักหน้ารับ
“ออร่าเป็นตัวแทนของพลังงานจิตอันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลและเป็นพลังชีวิตที่ขับเคลื่อนความสามารถทางจิต แต่ละคนมีออร่าที่แตกต่างกันทั้งในด้านสี ความเข้ม และรูปแบบ สีของออร่าจะบ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญทางจิตของแต่ละคน” เอ็ดการ์อธิบาย
“สี ความเข้ม และรูปแบบ? จะรู้ได้ยังไงครับ?” ลุคถาม เขาประหลาดใจกับสิ่งที่ได้ยิน ไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้ในโลกนี้ด้วย
“เป็นความรู้ทั่วไปในหมู่ผู้มีพลังจิต ตัวอย่างเช่น ถ้าเจ้ามีความรู้ทั่วไป เจ้าก็จะรู้ว่าเจ้ามีออร่าสีเหลือง คนที่มีออร่าสีเหลืองจะมีความถนัดด้านพลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุ เจ้าได้แสดงความสามารถในการเคลื่อนย้ายวัตถุแล้ว ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของพลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุขั้นพื้นฐาน” เอ็ดการ์ตอบ
‘โอ้ นี่สินะที่ครูใหญ่ลาริสซ่าหมายถึงเรื่องเชี่ยวชาญด้านพลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุ . . .’ ลุคคิด และเริ่มเข้าใจอะไรหลาย ๆ อย่าง
“งั้นที่พวกเขาแบ่งสีก็เพื่อจำแนกประเภทของออร่า ไม่ใช่เพราะพวกเขามองเห็นมันจริง ๆ” ลุคให้ความเห็น
“ไม่ใช่ การจำแนกประเภทนี้ทำโดยผู้มีพลังจิตที่สามารถมองเห็นออร่าของเจ้าได้ ผู้มีพลังจิตเหล่านี้มีออร่าสีขาว ซึ่งหมายถึงพลังด้านตาทิพย์ หนึ่งในความสามารถของพวกเขาคือการมองเห็นออร่าของผู้อื่น พวกเขาสามารถรับรู้สีและรูปแบบพลังงานที่แผ่ออกมาจากแต่ละคนได้ และยังสามารถมองเห็นออร่าของตัวเองได้ด้วย” เอ็ดการ์อธิบายอย่างใจเย็น
“อะไรนะ? พลังนั่นมันโกงชะมัด” ลุคพูดอย่างประหลาดใจ เขาสามารถรู้ได้ว่าศัตรูของเขามีพลังอะไรก่อนที่การต่อสู้จะเริ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้เขาได้เปรียบอย่างมหาศาล
“ถูกต้อง มันเป็นข้อได้เปรียบอย่างมาก นอกจากนี้มันเป็นเพียงหนึ่งในความสามารถของพวกตาทิพย์เท่านั้น” เอ็ดการ์พูดพลางลูบหนวด
“แล้วมีสีอะไรอีกบ้างครับ?” ลุคถามอย่างใคร่รู้
เอ็ดการ์เริ่มอธิบาย จนถึงตอนนี้ เมื่อนับรวมสีเหลืองและสีขาวแล้ว มีออร่าทั้งหมดแปดสี
สีฟ้า บ่งบอกถึงความถนัดด้านโทรจิต สีแดง บ่งบอกถึงความถนัดด้านการควบคุมอารมณ์ สีม่วง เกี่ยวข้องกับนิมิตในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต สีเขียว เป็นสัญลักษณ์ของความสามารถในการรักษาด้วยพลังจิต ซึ่งเป็นเวทมนตร์บำบัดชนิดหนึ่ง สีส้ม เชื่อมโยงกับการควบคุมธาตุ และสุดท้าย สีดำ เกี่ยวข้องกับความมืด
“โห . . .เยอะเหมือนกันนะเนี่ย . . .” ลุคให้ความเห็น เขาเคยคิดว่าความสามารถในการเคลื่อนย้ายวัตถุหนัก ๆ ของเขาเจ๋งที่สุดแล้ว แต่เขาดูถูกพลังจิตของโลกนี้ต่ำไป
“เจ้าควรรู้ไว้ว่าความสามารถในการเคลื่อนย้ายวัตถุไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยจิตใจเท่านั้น” เอ็ดการ์กล่าว และลุคก็พยักหน้า เขาก็เคยใช้พลังจิตของเขาทำอย่างอื่นนอกจากการเคลื่อนย้ายวัตถุด้วยจิตใจมาแล้ว
เขาเคยควบคุมคลื่นพลังจิตเพื่อสร้างคลื่นกระแทกพลังจิต ซึ่งเป็นเหมือนใบมีดล่องหนที่ช่วยให้เขาสามารถตัดสิ่งของได้ด้วยการเคลื่อนไหวมืออย่างรวดเร็ว
“เราไม่สามารถพัฒนาออร่าชนิดอื่นได้เหรอครับ?” ลุคถามอย่างมีความหวัง มันคงจะดีมากถ้ามีพลังโทรจิต ตาทิพย์ หรือพลังควบคุมธาตุ
“ไม่ได้ ออร่าที่เจ้าเกิดมาพร้อมกับมันก็จะอยู่กับเจ้าไปตลอด มันเป็นเรื่องของพันธุกรรม” เอ็ดการ์ตอบ และลุคก็ทำหน้าสลด
‘มันพลิกตู้หนักสองตันได้แล้วยังจะต้องการพลังมากกว่านี้อีก . . .’ เอ็ดการ์คิดพลางมองลุคอย่างแปลก ๆ การพลิกตู้ขับเคลื่อนสี่ล้อได้นั้นเป็นเรื่องที่หาได้ยากในชุมชนผู้แปลกแยก มีผู้มีพลังจิตน้อยคนนักที่จะแสดงพลังได้ขนาดนั้นในวัยนี้
“อย่างไรก็ตามเจ้าสามารถมีออร่าได้มากกว่าหนึ่งชนิดเมื่อเกิดมา ทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชค” เอ็ดการ์กล่าว และสีหน้าของลุคก็สดใสขึ้น
“โดยปกติแล้ว ลูกของพ่อแม่ที่เป็นผู้มีพลังจิตทั้งคู่จะเกิดมาพร้อมกับออร่าของพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่ง ในกรณีที่หายากมาก อาจจะเกิดมาพร้อมกับออร่าของทั้งสองคนเลยก็ได้ ซึ่งโอกาสมีแค่หนึ่งในหลายแสน มันยากมาก แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่” เอ็ดการ์กล่าว และสีหน้าของลุคก็หมองลงอีกครั้ง
หนึ่งในหลายแสน? นั่นมันโอกาสแค่ไหนกันในชุมชนผู้แปลกแยกที่มีประชากรน้อยอยู่แล้ว? ไม่คาดหวังจะดีกว่า
“แล้วพ่อแม่ของผมมีออร่าสีอะไรครับ?” ลุคถาม
“เจ้าได้รับออร่าสีเหลืองของพ่อเจ้ามา ส่วนแม่ของเจ้า เธอมีออร่าสีฟ้า โดยทั่วไปแล้ว ถ้าเจ้าไม่สังเกตเห็นสัญญาณอะไรอีก เจ้าก็ไม่น่าจะมีมัน แต่โอกาสก็ไม่ใช่ศูนย์ เจ้าอาจจะยังไม่จำเป็นต้องใช้มันเหมือนในกรณีของพลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุของเจ้า” เอ็ดการ์ตอบ
“มีวิธีฝึกโทรจิตไหมครับ?” ลุคถาม
“มี แต่มันจะไม่มีประโยชน์อะไรถ้าเจ้ายังไม่ได้เปิดใช้งานมัน ก่อนที่เจ้าจะฝึกมันอย่างมีสติ เจ้าต้องเปิดใช้งานมันโดยไม่รู้ตัวก่อน จนกว่าเจ้าจะปลุกมันขึ้นมาได้ก็ไม่มีทางที่จะฝึกมันได้ ไม่ว่าเจ้าจะรู้ขั้นตอนดีแค่ไหนก็ตาม” เอ็ดการ์ตอบ
“น่ารำคาญชะมัด . . .ถ้ามีพวกตาทิพย์อยู่ด้วยก็คงจะดี” ลุคพึมพำ
“เจ้ามีแล้ว อยู่ตรงหน้าเจ้าแล้วนี่ไง” เอ็ดการ์พูดพลางแอ่นอกอย่างภาคภูมิใจ
“คุณเป็นพวกตาทิพย์เหรอ?” ลุคถามอย่างประหลาดใจ
“ใช่ และไม่ใช่แค่นั้น ข้ายังมีออร่าสีเหลืองด้วย หรือควรจะพูดว่าเคยมีตอนที่ยังมีชีวิตอยู่น่ะนะ . . .” เอ็ดการ์พูดพร้อมกับเบ้หน้า
ลุคมองเอ็ดการ์ด้วยความอิจฉา มันคงจะเจ๋งมากถ้าเป็นกรณีที่หายากที่ได้รับออร่าของพ่อแม่ทั้งสองคนมา
“ถ้างั้นก็มองผมสิ แล้วบอกว่าผมมีออร่าอื่นอีกไหม” ลุคพูดอย่างเร่งรีบ
“ข้าทำไม่ได้ ข้าเป็นผี ข้าใช้พลังจิตของข้าไม่ได้อีกแล้ว อย่างดีก็แค่สัมผัสถึงการมีอยู่ของพวกนอกคอกบางคนได้ แต่ไม่สามารถระบุสีของออร่าที่เฉพาะเจาะจงได้” เอ็ดการ์พูดด้วยท่าทีหดหู่
‘แล้วทำไมถึงพูดอย่างภาคภูมิใจขนาดนั้นล่ะ?’ ลุคคิดพลางกล้ำกลืนคำพูดเหน็บแนมไว้เมื่อเห็นสภาพหดหู่ของบรรพบุรุษ
“มาต่อจากที่ค้างไว้กันดีกว่า การควบคุมออร่าจะช่วยให้เจ้าสามารถกระทำการบางอย่างได้ ในกรณีของเจ้า การเคลื่อนย้ายวัตถุคือขั้นพื้นฐานที่สุดของออร่าสีเหลือง เจ้าทำมันได้โดยสัญชาตญาณอยู่แล้ว แต่ถ้าเจ้าฝึกฝนด้วยวิธีการที่ตระกูลของเราใช้มาหลายร้อยปี เจ้าอาจจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้น” เอ็ดการ์กล่าว
“งั้นผมใช้พลังจิตผ่านทางออร่าสินะครับ?” ลุคถาม
“ถูกต้อง ถึงแม้ข้าจะไม่มีพลังตาทิพย์แล้ว แต่จากที่เจ้าเล่ามา เจ้ามีออร่าโดยกำเนิดที่แข็งแกร่งมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่เจ้าจะเคลื่อนย้ายวัตถุได้โดยสัญชาตญาณ อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกคนที่จะมีออร่าที่เข้มข้นขนาดนั้น ดังนั้นเจ้าจึงมีพรสวรรค์มากกว่าคนทั่วไป” เอ็ดการ์ตอบ และรอยยิ้มหยิ่งผยองเล็กน้อยก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลุค
“ถึงกระนั้นเจ้าก็ต้องไม่ประมาทจนเกินไป เมื่อเวลาผ่านไปและการฝึกฝนที่เหมาะสม คนที่มีศักยภาพต่ำกว่าเจ้าก็สามารถเสริมสร้างและพัฒนาออร่าของตนให้แซงหน้าเจ้าได้ ดังนั้นเจ้าต้องพยายาม” เอ็ดการ์ชี้แจง เขาไม่อยากให้เหลนของเหลนของเขากลายเป็นคนขี้เกียจ
บทเรียนดำเนินต่อไปอีกหลายชั่วโมง เอ็ดการ์เน้นสอนลุคทุกอย่างเกี่ยวกับออร่า หลังจากภาคทฤษฎี พวกเขาก็เข้าสู่ภาคปฏิบัติ ซึ่งเน้นไปที่การฝึกรับรู้ถึงพลังงานจิตในขณะที่เคลื่อนย้ายวัตถุ