- หน้าแรก
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 9 สนทนากับลาริสซ่า
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 9 สนทนากับลาริสซ่า
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 9 สนทนากับลาริสซ่า
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 9 สนทนากับลาริสซ่า
ขณะนี้ลุคกำลังนั่งจิบชาอยู่ในห้องทำงานของครูใหญ่วีมส์ ภายในห้องทำงานใกล้กับทางเข้ามีหมีสตัฟฟ์ตัวใหญ่วางอยู่ข้างประตู โต๊ะทำงานของครูใหญ่ตั้งอยู่หน้าหน้าต่างบานใหญ่ นอกจากนี้ยังมีเตาผิงขนาดใหญ่ที่มีหน้ากอร์กอนกำลังอ้าปากอยู่ แต่เนื่องจากเป็นฤดูร้อน เตาผิงจึงไม่ได้ถูกจุดไฟ
ภายในห้องมีโคมไฟหลายดวงให้แสงสลัว ลาริสซ่านั่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่มีล้อเลื่อน ส่วนอีกฟากหนึ่งของโต๊ะคือลุคที่กำลังจิบชาแสนอร่อย
“ฉันรู้ว่าเธอคงมีคำถามมากมาย แต่ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ให้ฉันเป็นคนเริ่มก่อนแล้วกันนะ” ลาริสซ่าเอ่ยขึ้นพลางมองลุค ซึ่งพยักหน้าตอบรับ เขาไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก อีกทั้งก็ไม่ได้มีคำถามเกี่ยวกับพ่อแม่ของเขามากมายขนาดนั้น
เอ็ดการ์ได้เล่าทุกอย่างที่เขาจำเป็นต้องรู้ให้ฟังหมดแล้ว เขาอาจจะรู้มากกว่าลาริสซ่าซึ่งไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของผีตนนั้นเสียอีก
“สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของเธอชื่ออะไร และอยู่ที่ไหน?” ลาริสซ่าถามพลางเปิดเครื่องแมคบุ๊กของเธอ
“สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ‘สุขสันต์เสมอ’ ในบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ครับ” ลุคตอบ
‘บอสตัน? เป็นไปได้ยังไง? บ้านของตระกูลโพก็ตั้งอยู่ที่นั่นนี่นา’ ลาริสซ่าคิดด้วยความประหลาดใจขณะเริ่มค้นหาข้อมูลของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในกูเกิล
ลาริสซ่ายังคงถามต่อไป และลุคก็ตอบไปพลางจิบชาและกินคุกกี้อร่อย ๆ ไปด้วย เขาไม่คิดว่ามันเป็นการแลกเปลี่ยนที่เลวร้ายอะไรนักกับการให้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อแลกกับอาหารฟรี
อย่างไรก็ตามข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่ได้สำคัญอะไรอีกแล้ว ตามที่เอ็ดการ์บอก ต่อให้ลาริสซ่ารู้ว่าเขาหนีออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและถูกไล่ออกจากโรงเรียนถึงสามแห่ง เธอก็จะยังคงช่วยเหลือเขาอยู่ดี เพราะเขาเป็นผู้แปลกแยกและยังเคยเป็นเพื่อนกับแม่ของเขาอีกด้วย
“ใครจะไปคิดว่ายัยหนูลาริสซ่าจะกลายมาเป็นครูใหญ่ของเนเวอร์มอร์ อะคาเดมี่ . . . เวลาผ่านไปไวจริง ๆ” เอ็ดการ์พูดอย่างประหลาดใจขณะมองลาริสซ่าใช้แมคบุ๊ก
ลุคไม่ได้ตอบอะไร เขาเดาว่าเอ็ดการ์คงได้เจอลาริสซ่าซึ่งเป็นเพื่อนกับแม่ของเขาในช่วงที่กำลังฝึกฝนพ่อของเขาอยู่
‘ไม่มีอะไรเลย . . . ไม่มีบันทึกใด ๆ ทั้งที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หรือที่โรงเรียนเก่า ๆ ที่เขาเคยเรียน แม้แต่ที่ที่เขาถูกไล่ออกก็ไม่มี’ ลาริสซ่าคิดพลางขมวดคิ้ว เธอได้ทำการค้นคว้าอย่างรวดเร็วและไม่พบบันทึกใด ๆ เกี่ยวกับลุค โพเลย
มีใครบางคนซ่อนตัวตนของลุคไว้ ทั้งที่จากที่ลุคเล่า นามสกุลของเขาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าหรือที่โรงเรียน
‘ทำไมพวกเขาถึงต้องปกปิดตัวตนของลุค และใครเป็นคนช่วย?’ ลาริสซ่าคิดในใจพร้อมกับคำถามมากมายที่ผุดขึ้นในหัว เธอเจ็บปวดที่เพื่อนปิดบังเรื่องที่เธอมีลูกและเรื่องอื่น ๆ อีกมากมาย เธอรู้ว่าการตายของตระกูลโพไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดา แต่พวกเขาก็ไม่เคยบอกอะไรเธอเลย
“งั้นก็ . . .เธอแกล้งคนที่โรงเรียนเก่า และเพราะไม่อยากรับโทษก็เลยหนีออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แล้วก็อยากจะมาเข้าเรียนที่เนเวอร์มอร์ อะคาเดมี่ใช่ไหม?” ลาริสซ่าถามพลางจ้องมองลุค
“ครับ การอยู่ร่วมกับพวกนอกคอกมันยากมากครับ ผมกลัวว่าถ้าพวกเขาทำให้ผมโมโหจนฟิวส์ขาดขึ้นมา แขนขาของพวกเขาอาจจะหักหรือเจออะไรที่แย่กว่านั้น” ลุคพูดพลางจิบชาอย่างใจเย็น
สิ่งที่เขาพูดคือความจริง ในตอนนั้นเขาเกือบจะใช้พลังจิตหักขาพวกอันธพาลนั่นแล้ว ใครจะไปรู้ได้กัน? เขาสามารถรอจังหวะที่เหมาะสมและทำให้มันดูเหมือนอุบัติเหตุได้ ขาที่บิดเบี้ยวผิดรูปโดยไม่มีสาเหตุมันคงจะดูเหนือจริงเกินไป หรือบางทีตอนที่มันเดินลงบันไดก็แค่ใช้พลังจิตผลักเบา ๆ ที่เหลือก็แล้วแต่พระเจ้าจะประสงค์ ในโลกปกติเป็นไปไม่ได้เลยที่จะถูกจับได้
เขามักจะถูกยั่วยุให้ทำเช่นนั้นอยู่เสมอ แต่เขาก็ควบคุมตัวเองได้ เป็นการควบคุมตนเองที่ยอดเยี่ยม ถ้าลุคจะชมตัวเองน่ะนะ ใครก็ตามที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเขาคงจะใช้พลังแก้แค้นไปแล้ว แต่เขาเลือกที่จะใช้การแกล้งแบบพวกนอกคอกที่ไม่เป็นอันตรายแทน
เขาเริ่มมองแบรดและแก๊งอันธพาลเป็นแค่แมลงวันที่น่ารำคาญ แต่ถ้าพวกมันยังคงก่อกวนเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกมันก็อาจทำให้เขาโมโหได้เหมือนกัน ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ยังเป็นมนุษย์
เขาไม่อยากลงเอยเหมือนแคร์รี่ในนิยายของสตีเฟน คิง ที่ฆ่าคนไปกว่าสี่ร้อยคน ถ้าเขารอดชีวิตอยู่คนเดียว เขาอาจจะถูกสงสัยและถูกตามล่าเหมือนอาชญากรไปทั่วสหรัฐอเมริกา ซึ่งมันน่ารำคาญมาก เพราะถึงอย่างไรการมีอยู่ของผู้แปลกแยกก็เป็นที่รับรู้กันดี แม้ว่าจะไม่ใช่พวกนอกคอกทุกคนที่เชื่อก็ตาม ถึงแม้ว่าตอนที่คิดเรื่องเหล่านี้ เขาจะยังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในโลกของเวนส์เดย์ก็ตาม
ลุคอธิบายเรื่องนี้ให้ครูใหญ่ฟัง ซึ่งเธอก็ตั้งใจฟังอย่างดี
‘ดูเหมือนเขาจะกังวลเกี่ยวกับผลที่จะตามมามากกว่าเรื่องความตายซะอีก อืม . . .คนตระกูลโพก็เป็นแบบนี้เสมอ พิลึกพิลั่น’ ลาริสซ่าคิด
“การควบคุมตนเองของเธอดีมาก เธอพูดถูก มันยากที่จะควบคุมตัวเองในโรงเรียนของพวกนอกคอก ที่ซึ่งการระเบิดพลังของเธอออกมาอาจเป็นอันตรายได้ นั่นคือเหตุผลที่ต้องมีเนเวอร์มอร์ เธอทำให้ฉันนึกถึงจอห์น” ลาริสซ่ากล่าว
“พ่อของผมเหรอครับ?” ลุคถาม พ่อของเขามีชื่อว่าจอห์น โพ
“ใช่ จอห์นมักจะชั่งน้ำหนักการตัดสินใจของเขาเสมอ ผลที่จะตามมาจะเป็นอย่างไรถ้าฉันทำสิ่งนี้? ถ้าเขาสามารถเผชิญหน้ากับมันได้ เขาก็จะตัดสินใจทำ ไม่ว่าผลลัพธ์นั้นจะอันตรายแค่ไหนก็ตาม” ลาริสซ่าตอบพร้อมรอยยิ้มแปลก ๆ
‘เฮ้ อย่ามาทำเหมือนผมเป็นพวกโรคจิตสิ’ ลุคคิดอย่างไม่พอใจ
จากคำพูดของลาริสซ่า ดูเหมือนว่าการควบคุมตนเองของเขาเป็นเพียงเพราะผลที่จะตามมาหากเขาทำร้ายหรือฆ่าคนตายเท่านั้น
แต่เมื่อคิดดูอีกทีมันก็เป็นความจริง แม้ว่าเขาจะสามารถฆ่าแบรดและพวกอันธพาลด้วยวิธีที่ไม่เปิดเผยโดยใช้พลังของเขาได้ แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้เสมอที่จะมีคนรู้ว่าเขาคือฆาตกร ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในโลกไหน ดังนั้นเขาจึงมีความสงสัยและระมัดระวังในการใช้พลังอยู่เสมอ
ด้วยโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน มีกล้องอยู่ทุกหนทุกแห่ง ถ้าจู่ ๆ คอของแบรดหักโดยไม่มีสาเหตุ วิดีโอก็อาจจะแพร่ไปทั่วโลก หรือถ้าเขาถูกลมปริศนาพัดตกจากหน้าต่างโรงเรียน
อย่างไรก็ตามถ้าเขาไม่สนใจผลที่จะตามมาและใช้พลังของเขาอย่างเต็มที่ เขาคงไปได้ไม่ไกล หรืออย่างน้อยเขาก็คิดเช่นนั้น เขาคงจะแค่หักขาทั้งสองข้างของแบรด ให้มันต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต
“ผมก็แค่จะลงโทษให้สาสมกับพฤติกรรมของเขาน่ะครับ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับผลอย่างนั้น ผมคงไม่ไปถึงขั้นคร่าชีวิตเขาหรอก” ลุคพูดอย่างใจเย็น
“อืม . . .เป็นอย่างนั้นก็ดีแล้ว การฆ่าพวกนอกคอกไม่ได้ช่วยอะไรผู้แปลกแยกเลย แล้วเธอมาเจอเนเวอร์มอร์ได้อย่างไร?” ลาริสซ่าถาม
“ผมเข้าไปในบ้านเก่าของพ่อแม่ แล้วก็เจอข้อมูลเกี่ยวกับผู้แปลกแยกและเนเวอร์มอร์ที่นั่น” ลุคตอบ เขาจะไม่บอกเรื่องการมีอยู่ของผีช่างจ้อหรือความทรงจำในชาติที่แล้วของเขาเด็ดขาด
“เธอไม่คิดว่ามันเป็นของปลอม เป็นแค่นิยายปรัมปราเหรอ?” ลาริสซ่าถาม
“ถ้าผมเป็นพวกนอกคอก ผมคงจะมองว่ามันเป็นเรื่องเพ้อฝัน แต่ในเมื่อผมมีพลัง ผมก็เลยคิดว่ามันอาจจะเป็นเรื่องจริง” ลุคตอบ มันคงจะไม่สมเหตุสมผลที่จะคิดว่าเขาเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่มีพลัง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เขามั่นใจ 100% ว่าสถาบันแห่งนี้มีอยู่จริง
จากที่เอ็ดการ์เล่าให้ฟัง พวกนอกคอกมีความรู้ที่จำกัดเกี่ยวกับการมีอยู่ของผู้แปลกแยก ส่วนใหญ่เชื่อว่าแวมไพร์ มนุษย์หมาป่า กอร์กอน และผู้แปลกแยกประเภทอื่น ๆ เป็นเพียงตำนานและเรื่องเล่าขานในเมืองเท่านั้น
การขาดหลักฐานที่จับต้องได้และการไม่มีปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญระหว่างผู้แปลกแยกและนอกคอกมีส่วนทำให้เกิดการรับรู้ว่ามันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจินตนาการหมู่
อย่างไรก็ตามบางเมือง เช่น เจริโค เคยมีการเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อย่างใกล้ชิดและมีความรู้มากกว่าประชากรทั่วไป การขาดความรู้ในวงกว้างนี้สร้างบรรยากาศของความไม่แน่นอนและความลึกลับในสังคมปกติ
สิ่งนี้ทำให้พวกผู้แปลกแยกสามารถปะปนอยู่ท่ามกลางพวกเขาได้โดยไม่ถูกตรวจจับได้ง่าย เนื่องจากพวกนอกคอกส่วนใหญ่ถือว่าเรื่องราวของพวกเขาเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ไม่มีมูลความจริง
การขาดความรู้นี้ยังสามารถนำไปสู่ความเข้าใจผิดและอคติเมื่อทั้งสองกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์กัน เนื่องจากความไม่รู้อาจก่อให้เกิดความกลัวและความไม่ไว้วางใจ ดังนั้นจึงมีความตึงเครียดระหว่างสองกลุ่มอยู่เสมอ
คนที่เห็นผู้แปลกแยกสองคนคุยกันเรื่องมนุษย์หมาป่า พระจันทร์ และเรื่องทำนองนั้น ก็คงจะมองว่าพวกเขาเป็นคนประหลาด มากกว่าที่จะคิดว่าพวกเขาเป็นมนุษย์หมาป่าจริง ๆ
“ฉันเข้าใจแล้ว การลงทะเบียนยังไม่เปิด แต่ฉันจะจัดการเรื่องเอกสารให้เอง ไม่ต้องกังวลเรื่องนั้น ส่วนเรื่องที่เธอหนีออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ฉันจะติดต่อพวกเขาและจัดการเรื่องที่จำเป็นเพื่อให้เธอสามารถอยู่ที่นี่ได้โดยไม่มีปัญหา” ลาริสซ่ากล่าว
‘ง่ายขนาดนี้เลย?’ ลุคคิดอย่างประหลาดใจ ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของแม่เขากับลาริสซ่าจะดีมากทีเดียว และเนื่องจากเอ็ดการ์รู้จักลาริสซ่าตั้งแต่สมัยที่พ่อแม่ของเขายังเรียนอยู่ เขาก็รู้ว่าครูใหญ่ไม่ได้โกหก
“ขอโทษสำหรับความไม่สะดวกนะครับ อีกเรื่องหนึ่งตอนนี้ผมจะต้องอยู่ที่เจริโค ผมต้องการที่พัก และด้วยเหตุนี้ผมก็ต้องการเงิน คุณพอจะแนะนำงานอะไรให้ได้บ้างไหมครับ?” ลุคถามอย่างมีความหวัง ด้วยเงินเก็บอันน้อยนิดของเขา เขาคงไม่สามารถผ่อนอสังหาริมทรัพย์ได้แน่
ในเมื่อลาริสซ่าเป็นถึงผู้อำนวยการเธอน่าจะมีเส้นสายเยอะ และในซีรีส์ที่เขาจำได้เธอดูเหมือนจะมีเงินเยอะมาก บางทีเขาอาจจะได้งานที่ได้ค่าตอบแทนสูงเพราะเธอ
ก่อนที่ลาริสซ่าจะได้ตอบก็มีคนเคาะประตู
ก็อก ก็อก
“เข้ามา” ลาริสซ่าพูดเสียงดังขึ้น
ประตูเปิดออก และลุคก็เห็นชายหัวล้านที่ชื่อวิลลี่
“มีอะไร?” ลาริสซ่าถามอย่างไม่สบอารมณ์
“มีคนรอพบอยู่ครับ เธอบอกว่าอยากจะคุยกับท่าน เรื่องมันเกี่ยวกับเจ้าเด็กเหลือขอนี่” วิลลี่ตอบ เป็นเรื่องแปลกที่ในวันหยุดฤดูร้อนจะมีแขกมาถึงสองคน
ตอนแรกลาริสซ่าเกือบจะบอกวิลลี่ไปแล้วว่าตอนนี้เธอไม่ว่าง และคนคนนั้นต้องนัดล่วงหน้าก่อนจะมาที่โรงเรียน แต่เมื่อได้ยินว่ามันเกี่ยวกับลุค เธอก็บอกให้วิลลี่ให้คนคนนั้นเข้ามา
ลุครู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี คนที่ไหนในโลกนี้จะมาตามหาเขากัน? ซึ่งมันก็มีเพียงตัวเลือกเดียวเท่านั้น และมันก็เป็นตัวเลือกที่ถูกต้อง คนที่เดินเข้ามาคือหญิงวัยกลางคนผมสีดำแซมด้วยผมหงอก และลุคก็จำเธอได้ในไม่กี่วินาที
‘เธอหาฉันเจอได้ยังไงเร็วขนาดนี้?’ ลุคคิดพลางมองหน้าผู้หญิงคนนั้น ซึ่งก็คือเบธานี มิลเลอร์ ผู้ดูแลสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่ดูแลลุคและเด็กคนอื่น ๆ