- หน้าแรก
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 8 ครูใหญ่ลาริสซ่า วีมส์
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 8 ครูใหญ่ลาริสซ่า วีมส์
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 8 ครูใหญ่ลาริสซ่า วีมส์
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 8 ครูใหญ่ลาริสซ่า วีมส์
เมื่อเข้าไปใกล้ประตูรั้ว ลุคก็ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบา ๆ ประตูค่อย ๆ เปิดออกเองอย่างช้า ๆ
‘อืม . . .ขอบใจ’ ลุคคิดโดยไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักขณะก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป และเขาก็ได้ยินเสียงเอี๊ยดอ๊าดอีกครั้งเพื่อบอกว่าประตูได้ปิดลงแล้ว
บนเส้นทางซึ่งบัดนี้เป็นส่วนหนึ่งของเนเวอร์มอร์ อะคาเดมี่แล้ว เขาเดินผ่านเสาที่มีรูปปั้นกอร์กอนน่าขนลุก ซึ่งดูเหมือนจะคอยจับจ้องมองตามเขาอยู่ตลอดเวลา
หลังจากเดินมาได้ประมาณสิบนาที ในที่สุดเขาก็ได้เห็นสถาปัตยกรรมสไตล์โกธิคของเนเวอร์มอร์ อะคาเดมี่ มันใหญ่โตมโหฬารและดูน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
“เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไรบ้าง?” เอ็ดการ์เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม พลางมองสถาบันอันโอ่อ่า
“น่าขนลุก” ลุคตอบเสียงเรียบ โรงเรียนถูกล้อมรอบด้วยรั้วอีกชั้นและมีประตูอีกบานหนึ่ง ข้อเสียคือประตูบานนี้ถูกล็อกไว้และไม่เปิดออกเองเมื่อลุคเดินเข้าไปใกล้ เขาลองเปิดมันด้วยมือ แต่ก็ไม่ขยับเขยื้อน
“แล้วจะเอาไงต่อ?” ลุคถาม
“ดูนั่นสิ มีคนอยู่ข้างใน” เอ็ดการ์พูดพลางชี้เข้าไปด้านในของเนเวอร์มอร์ อะคาเดมี่
ลุคชะโงกมองผ่านซี่กรงของประตู และก็เป็นจริงดังว่า มีชายหัวล้านหลังค่อมคนหนึ่งกำลังหันหลังให้เขา ในมือมีไม้กวาดและกำลังกวาดใบไม้อยู่ เสื้อผ้าของชายหัวล้านคนนั้นเป็นสีดำและมอมแมม รองเท้าของเขาดูมีสภาพย่ำแย่ยิ่งกว่าของลุคเสียอีก
“นี่คุณ! เฮ้! คุณครับ!” ลุคตะโกนเรียก เสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ชายหัวล้านกลับไม่ไหวติง ไม่ว่าลุคจะตะโกนเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่ากี่ครั้ง เขาก็ยังคงกวาดใบไม้ต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ตาแก่หัวล้านนี่หูหนวกรึไง?” ลุคถามด้วยน้ำเสียงสูง
“แกเรียกใครว่าหัวล้าน!” ชายหัวล้านร้องตะคอกอย่างเกรี้ยวกราดพลางหันขวับมามองลุค
“ไม่มีนี่ครับ คุณคงหูฝาดไปเอง ผมไม่มีทางพูดอะไรแบบนั้นเด็ดขาด” ลุคตอบพร้อมรอยยิ้มใสซื่อ
“ตาข้างหนึ่งของฉันอาจจะบอด แต่หูของฉันยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดี” ชายหัวล้านพูดพลางเดินเข้ามาจ้องลุคผ่านซี่กรง
‘แล้วทำไมไม่หันมาตั้งแต่ตอนที่เรียกทีแรกล่ะ’ ลุคคิดพลางกลอกตา
ลุคสังเกตเห็นดวงตาสองข้างโปนถลนกำลังจ้องมองเขา สีของดวงตาทั้งสองข้างแตกต่างกัน ข้างหนึ่งเป็นสีน้ำตาลเกาลัด ส่วนอีกข้างเป็นสีอ่อนเกือบขาว ท่าทางของชายหัวล้านคนนี้น่าขนลุกดีจริง ๆ ช่างเข้ากับบรรยากาศของสถาบันจริง ๆ
“จะว่ายังไงก็ช่างเถอะตาเหม่ง ว่าแต่ วันนี้มีเจ้าหน้าที่โรงเรียนอยู่บ้างไหม? ถ้าไม่มี ผมจะติดต่อพวกเขาได้ยังไง?” ลุคถามอย่างหมดความอดทน
“ฟุดฟิด . . .ฟุดฟิด . . .” ชายหัวล้านยื่นจมูกมาดมกลิ่นใกล้ ๆ ลุคผ่านซี่กรง ทำเอาลุคเบือนหน้าหนีด้วยความขยะแขยง
“ตัวแกมีกลิ่นเหมือนพวกนอกคอก รีบไสหัวไปซะไอ้หนู ไม่อยากเจ็บตัวใช่ไหมล่ะ โรงเรียนนี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนอย่างแก” ชายหัวล้านพูดพร้อมกับเผยอรอยยิ้มชวนสยองที่เผยให้เห็นฟันหลอสองสามซี่
‘เอาหินก้อนนั้นฟาดขาให้หักดีไหมนะ? เขาจะได้รู้ว่าฉันเป็นผู้มีพลังจิต’ ลุคคิดอย่างจริงจัง
“อย่าทำร้ายเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ไม่งั้นเจ้าจะถูกไล่ออกก่อนที่จะได้เริ่มเรียน” เอ็ดการ์กล่าวเตือนเมื่อสังเกตเห็นแววตาไม่ชอบมาพากลของลุค
‘ชิ’ ลุคจิ๊ปากในใจ ขณะที่เขากำลังจะแสดงพลังจิตแบบไม่รุนแรงเพื่อให้ตาแก่หัวล้านรู้ว่าเขาไม่ใช่พวกนอกคอกก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเรียกความสนใจของเขาไปเสียก่อน
“มีเรื่องอะไรกันวิลลี่? เสียงดังโวยวายอะไรกัน?” เป็นเสียงของผู้หญิง
ทั้งชายหัวล้านและลุคหันไปมองผู้มาใหม่ เธอเป็นหญิงสาวร่างสูงโปร่ง สูงราวหกฟุต ผมของเธอเป็นสีบลอนด์สว่างเกือบขาว และมีดวงตาสีฟ้า ชุดของเธอดูเป็นทางการและราคาแพงลิบลิ่ว แตกต่างจากชายหัวล้านที่ชื่อวิลลี่อย่างสิ้นเชิง
“ครูใหญ่วีมส์ครับ ไม่มีอะไรน่ารบกวนท่านหรอกครับ แค่เด็กนอกคอกคนหนึ่งที่หลงทางมา” วิลลี่พูดอย่างสุภาพ ซึ่งต่างจากตอนที่พูดกับลุคโดยสิ้นเชิง
‘เด็กนอกคอก?’ วีมส์คิดอย่างแปลกใจ เป็นเรื่องยากที่พวกนอกคอกในเมืองเจริโคจะแวะเวียนมาที่เนเวอร์มอร์ อะคาเดมี่ เพราะชาวเมืองเจริโคต่างก็มีอคติต่อโรงเรียนและนักเรียนของที่นี่
เป้าหมายของวีมส์ในฐานะครูใหญ่ของเนเวอร์มอร์คือการสร้างโลกที่ผู้แปลกแยกและนอกคอกสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ดังนั้นเธอจึงพยายามส่งเสริมกิจกรรมที่จะช่วยให้เป้าหมายนี้เป็นจริงเสมอ
เมื่อคิดเช่นนั้นวีมส์จึงไม่อาจปล่อยให้เด็กนอกคอกคนนี้กลับไปเจริโคหลังจากที่ได้พบกับวิลลี่ ภารโรงท่าทางประหลาดน่าขนลุกได้ มันอาจจะทำให้เกิดข่าวลือในทางที่ไม่ดี
“สวัสดีจ้ะพ่อหนุ่ม ฉันชื่อลาริสซ่า วีมส์ เป็นครูใหญ่ของที่นี่ ดูเหมือนเธอจะเดินมาไกลเลยนะ อยากให้ฉันไปส่งที่ในเมืองไหม?” ลาริสซ่าเอ่ยถามขณะไขกุญแจเก่า ๆ เพื่อเปิดประตู
ลุคประหลาดใจกับน้ำเสียงที่สุภาพของลาริสซ่าและความใจดีของเธอที่อาสาจะไปส่งเขาในเมือง แต่ดูเหมือนว่าจะมีการเข้าใจผิดกันเล็กน้อย
“โอ้ ยัยเด็กนั่น ลาริสซ่านี่เอง! ข้าว่าแล้วว่าหน้าตาคุ้น ๆ เหมือนคุณสุภาพสตรีผมบลอนด์ซีดคนนั้น” เอ็ดการ์พูดขึ้นข้าง ๆ ลุค ซึ่งเลือกที่จะเมินเขาไป เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถคุยกับผีได้
“ยินดีที่ได้รู้จักครับครูใหญ่วีมส์ คือ . . .มีการเข้าใจผิดนิดหน่อยครับ ผมไม่ใช่พวกนอกคอก ผมเป็นผู้แปลกแยก” ลุคพูดพลางมองหน้าครูใหญ่ ซึ่งดูเหมือนในซีรีส์ เวนส์เดย์ ไม่ผิดเพี้ยน
“อย่าไปเชื่อเขานะครับครูใหญ่ เด็กเหลือขอนี่ชอบโกหก ผมดมกลิ่นเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขามีกลิ่นของพวกนอกคอกชัด ๆ” วิลลี่แย้ง
“ผมไม่ได้โกหกสักคำ คุณหัวล้าน และผมก็เป็นผู้แปลกแยก” ลุคพูดพร้อมกับเบ้หน้า ตาแก่นี่อยากจะหาเรื่องกับเขาเอง โทษไม่ได้นะถ้าเขาจะหยาบคายใส่
ก่อนที่วิลลี่จะสติแตกและเริ่มสบถใส่ลุค ลาริสซ่าก็ขัดขึ้น “ไม่เป็นไรวิลลี่ ไปทำความสะอาดสวนหลังบ้านเถอะ ใบไม้สุมกันเป็นกองเลย”
วิลลี่พ่นลมหายใจอย่างขัดใจ จ้องลุคตาเขม็ง แล้วเดินกระทืบเท้าจากไปพร้อมไม้กวาดพลางบ่นพึมพำ เมื่อวิลลี่ลับสายตาไป ลาริสซ่าก็หันกลับมามองลุค
“เธอบอกว่าเป็นผู้แปลกแยก . . .ประเภทไหนกันเหรอ? ฉันขอถามได้ไหม?” ลาริสซ่าถามอย่างสงสัย
ในโลกของผู้แปลกแยก การถามว่าเป็นผู้แปลกแยกประเภทไหนไม่ใช่เรื่องเสียมารยาท ยกเว้นแต่ว่าคุณจะเป็นไฮด์ เพราะคุณจะควบคุมตัวเองไม่ได้และอาจฆ่าคนรอบข้างได้
“ผู้มีพลังจิตครับ” ลุคตอบพลางมองก้อนหินเล็ก ๆ ใกล้รองเท้าของเขา
ก้อนหินเริ่มลอยขึ้นจนถึงระดับศีรษะของเขา เขาทำให้มันหมุนวนรอบตัวเขาสองสามรอบ ขึ้นลง วาดเป็นวงกลม ก่อนที่จะร่อนลงบนพื้นอย่างนุ่มนวล
“โอ้ ผู้มีพลังจิตที่เชี่ยวชาญด้านการเคลื่อนย้ายวัตถุโดยเฉพาะ ไม่ค่อยมีผู้มีพลังจิตมากนัก” ลาริสซ่ากล่าวอย่างประหลาดใจ
‘มาอีกแล้วเรื่องเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน . . .’ ลุคคิด ไม่เข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร
“เธอไม่ใช่นักเรียนที่นี่ ครอบครัวของเธอส่งเธอไปเรียนโรงเรียนของพวกนอกคอกเหรอ?” ลาริสซ่าถามอย่างใคร่รู้ ไม่ใช่ผู้แปลกแยกทุกคนที่จะตัดสินใจส่งลูกไปโรงเรียนของผู้แปลกแยก เพราะมีอยู่ไม่กี่แห่ง ดังนั้นหากพวกเขาอาศัยอยู่ไกลเกินไปก็จะส่งลูกไปเรียนโรงเรียนของพวกนอกคอกและสอนเรื่องพลังให้ด้วยตัวเอง
“ทั้งใช่และไม่ใช่ครับ ผมเคยไปโรงเรียนของพวกนอกคอก แต่ผมไม่มีครอบครัว ผมเป็นเด็กกำพร้า” ลุคตอบ
“อะไรนะ?” ลาริสซ่าพึมพำด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง
ผู้มีพลังจิตในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของพวกนอกคอก? นี่มันแปลกมาก ผู้แปลกแยกเป็นเพียงคนส่วนน้อยเมื่อเทียบกับพวกนอกคอก และผู้มีพลังจิตก็เป็นชนกลุ่มน้อยในชุมชนผู้แปลกแยกอีกที
โอกาสที่ผู้มีพลังจิตจะไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของพวกนอกคอกมันมีมากแค่ไหนกัน? นั่นคือสิ่งที่ลาริสซ่ากำลังคิด นอกจากนี้ความสามารถของลุคยังแสดงให้เห็นถึงการควบคุมที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าเขาจะยกหินเพียงก้อนเดียวก็ตาม
“ธะ . . . เธอชื่ออะไร?” ลาริสซ่าถาม ริมฝีปากล่างของเธอก็สั่นระริก เธอขยับเข้าไปใกล้ลุคและมองเขาใกล้ขึ้น
‘จู่ ๆ เธอเป็นอะไรไป?’ ลุคคิด ประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงท่าทีของครูใหญ่
“ลุคครับ” เขาตอบ
“นามสกุลด้วย” ลาริสซ่ารีบเร่ง
“ลุค โพ”
“เธอเป็นลูกของผู้หญิงคนนั้น. . .ไม่ต้องสงสัยเลย เธอมีดวงตาและสีผมเหมือนกันไม่มีผิด” ลาริสซ่าพูดด้วยความตกตะลึงพลางใช้มือทั้งสองข้างสัมผัสแก้มของลุค
ลุคไม่รู้จะทำตัวอย่างไร สถานการณ์นี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดคิดไว้แต่แรก เขานึกภาพไว้ว่าครูใหญ่จะประหลาดใจกับนามสกุลของเขา แต่ไม่คิดว่าจะมากถึงขนาดที่ดูเหมือนจะรู้จักพ่อแม่ของเขาและเกือบจะร้องไห้ออกมา
“คุณรู้จักพ่อแม่ของผมด้วยเหรอครับ?” ลุคถามออกไปอย่างสุดความสามารถ เพราะลาริสซ่ายังคงสำรวจตัวเขาไม่หยุด ราวกับจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าเขาเป็นคนจริง ๆ หรือเป็นแค่ผี
“ใช่จ้ะ รู้จักทั้งสองคนเลย เราสามคนเรียนที่เนเวอร์มอร์ในปีเดียวกัน ฉันสนิทกับแม่ของเธอมากกว่า” ลาริสซ่าตอบพลางปาดน้ำตาที่กำลังจะไหลรินออกจากดวงตา
‘ไม่คิดเลยว่าจะเป็นแบบนี้’ ลุคคิด
“ดูเหมือนว่าตระกูลโพจะยังไม่สิ้นสุด มันเหมือนปาฏิหาริย์จริง ๆ” ลาริสซ่าพูดอย่างมีความสุข
“ตามฉันมา เรามีเรื่องต้องคุยกันอีกเยอะ และเธอก็คงมีคำถามมากมายเช่นกัน” ลาริสซ่าเสริม ก่อนจะเริ่มเดินนำไปยังทิศทางของสถาบัน
ลุคพยักหน้าและเดินตามครูใหญ่ไป ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งตกตะลึง ดีใจ เศร้า และอีกหลายอารมณ์ปะปนกันไปหมด
‘ทำไมเธอไม่เคยบอกฉันเลยว่าเธอกำลังท้อง? คิดไปก็ไม่มีประโยชน์ ตอนนี้ฉันต้องดูแลลูกของเธอให้ดีที่สุด’ ลาริสซ่าตั้งปณิธานในใจ