- หน้าแรก
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 7 วัฒนธรรมของผู้แปลกแยก
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 7 วัฒนธรรมของผู้แปลกแยก
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 7 วัฒนธรรมของผู้แปลกแยก
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 7 วัฒนธรรมของผู้แปลกแยก
เนเวอร์มอร์ อะคาเดมี่ตั้งอยู่บริเวณชานเมืองเจริโค เป็นระยะทางที่ไกลพอสมควรเพราะต้องเดินทางผ่านป่าเข้าไป แม้จะมีถนนอย่างดี แต่ลุคไม่มีรถยนต์
‘บ้าจริง ไม่น่าขายจักรยานไปเลย’ ลุคคิดขณะเดินไปตามขอบถนน
“อีกไกลแค่ไหน?” ลุคเอ่ยถามพลางแกว่งสร้อยคอบนคอไปมา
“อย่าเขย่าสิ! ข้าเวียนหัว” เอ็ดการ์พูดอย่างรำคาญขณะก้าวออกมาจากสร้อย
‘ผีบ้าเอ๊ย ในขณะที่ฉันกำลังเดินจนขาลากแกกลับนอนพักสบายใจเฉิบอยู่ในสร้อย’ ลุคคิดในใจ
“อืม . . .อีกสักยี่สิบหรือสามสิบนาที อาจจะมากกว่านั้น พวกเขาปรับปรุงถนนลาดยางใหม่ด้วย แสดงว่าต้องมีผู้อำนวยการดี ๆ บริหารเนเวอร์มอร์อยู่แน่” เอ็ดการ์ตอบขณะชื่นชมถนนเส้นใหม่
‘ถ้าจำไม่ผิด ผู้อำนวยการชื่อ . . .ลาริสซ่า’ ลุคคิด พลางนึกถึงหญิงสาวผมบลอนด์ร่างสูงจากในซีรีส์
เขาสงสัยว่าลาริสซ่าตัวจริงจะเป็นอย่างไร เธอจะมีรูปลักษณ์เหมือนในซีรีส์ที่เขาเคยดูหรือไม่? บุคลิกเหมือนกันหรือเปล่า? และจะมีชะตากรรมเดียวกันไหม?
สำหรับข้อสุดท้ายนั้นน่าจะเปลี่ยนแปลงได้ง่ายที่สุด เพราะการแทรกแซงของลุคอาจเปลี่ยนชะตากรรมของเธอ ซึ่งก็คือความตายด้วยน้ำมือของศาสตราจารย์นอกคอกสติเฟื่องคนนั้น
“พวกเขาน่าจะมีรถบัสหรืออะไรสักอย่างนะ” ลุคบ่น
“นี่มันช่วงปิดเทอมฤดูร้อน จะมีนักเรียนคนไหนมาโรงเรียนกัน? เจ้าควรจะพัฒนสมรรถภาพทางกายของตัวเองบ้าง บางทีเราควรจะเริ่มจากเรื่องนั้นก่อน” เอ็ดการ์กล่าวพลางส่ายหน้า
“เงียบไปเลยน่า ผมเพิ่งจะสิบสี่เอง” ลุคแก้ต่าง
“เด็กอายุสิบสี่ที่เดินไม่กี่ไมล์ก็ไม่ไหว” เอ็ดการ์พูดพร้อมกับแสยะยิ้มเล็กน้อย
ก่อนที่ลุคจะได้เริ่มโต้เถียง เอ็ดการ์ก็พูดขึ้นอีกครั้ง “เจ้าอายุสิบสี่แล้วรึ? เมื่อไหร่กัน?”
“เมื่อวาน”
“โอ้ ยินดีด้วย แล้วฉลองวันเกิดเป็นไงบ้างล่ะ?” เอ็ดการ์ถาม
“เยี่ยมไปเลย ผมหนีออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า กินพิซซ่าถูก ๆ ในปั๊มน้ำมันกลิ่นฉี่ พร้อมกับคุยกับผีคุณทวดของทวด” ลุคตอบอย่างประชดประชัน
“เป็นวันเกิดที่พิลึกดี แต่ก็น่าจะดีกว่าการฉลองในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้นล่ะนะ” เอ็ดการ์ให้ความเห็น และลุคก็พยักหน้าอย่างไม่กระตือรือร้นนัก แต่นี่ก็เป็นวันเกิดที่ดีที่สุดเท่าที่เขาเคยมีในชีวิตใหม่นี้แล้ว . . .อุทิศให้กับการหนีออกจากที่นั่น!
“แล้วพวกผู้แปลกแยกคนอื่น ๆ เป็นยังไงบ้าง?” ลุคถามด้วยความอยากรู้ แม้เขาจะเคยดูซีรีส์ เวนส์เดย์ มา แต่มันก็อธิบายไว้ไม่มากนักเพราะมีแค่ซีซั่นเดียว
ส่วนเรื่องพลังเขาก็ไม่รู้อะไรมากเช่นกัน เวนส์เดย์ซึ่งเป็นตัวละครหลักมีเพียงพลังนิมิตเมื่อสัมผัสกับวัตถุหรือบุคคลเท่านั้น ดูแล้วไม่เห็นจะเท่าไหร่เมื่อเทียบกับการพลิกรถตู้หนักสองตันของเขา
‘เจ้าหนูนี่ไม่รู้อะไรเลยสินะ ก็น่าอยู่หรอก โตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าของพวกนอกคอกนี่’ เอ็ดการ์คิด
“ผู้แปลกแยกมีอยู่หลายประเภท เจ้าเป็นผู้มีพลังจิต ต้องขอบคุณตระกูลโพที่ล้วนเป็นผู้มีพลังจิตกันทั้งนั้น” เอ็ดการ์ตอบ
“มันดีเหรอ?” ลุคถาม
“ดีสิ ดีมากด้วย ผู้มีพลังจิตจัดอยู่ในกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้แปลกแยก และเป็นพวกส่วนน้อยด้วย ในตอนแรกอาจจะด้อยกว่าในด้านพละกำลังเมื่อเทียบกับผู้แปลกแยกประเภทอื่นอย่างมนุษย์หมาป่า แต่ศักยภาพของพวกเขานั้นสูงกว่ามาก” เอ็ดการ์ตอบ
ลุคพยักหน้า ถ้าเขาสามารถควบคุมพลังที่แสดงออกมาตอนพลิกรถกระบะหนักสองตันได้ มนุษย์หมาป่าก็เป็นแค่เรื่องกล้วย ๆ เขาสามารถหยุดมันได้ด้วยสายตาเพียงอย่างเดียว หรือไม่ก็ใช้วัตถุที่หนักมาก ๆ ทับมันให้แหลก
ส่วนไฮด์นั้นเขาไม่แน่ใจเรื่องพละกำลังหรือน้ำหนักของมัน บางทีมันอาจจะหนักกว่าหรือมีพละกำลังที่พลังจิตสองตันของเขาไม่อาจหยุดยั้งได้
“แล้วพวกผู้มีพลังจิตที่เห็นนิมิตหรือเน้นเรื่องคำทำนายล่ะครับ? พวกเขาก็คงจะอ่อนแอมากสินะ” ลุคถาม แม้ว่าเวนส์เดย์จะเป็นกรณียกเว้นเพราะเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้
“ถ้าเจ้าเชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั้น ในการต่อสู้เจ้าก็จะอ่อนแอมาก แต่นิมิตของเจ้าจะทรงพลังอย่างยิ่ง เจ้าอาจถือได้ว่าเป็นผู้มีพลังจิตสายสนับสนุนมากกว่า จะไปสู้กับมนุษย์หมาป่าซึ่ง ๆ หน้าไม่ได้หรอก” เอ็ดการ์ตอบ
“เชี่ยวชาญ?” ลุคทวนคำอย่างสับสน
“เฮ้อ เดี๋ยวข้าจะอธิบายทีหลัง มันเป็นเรื่องยาว อย่างแรกเจ้าต้องได้รับการตอบรับเข้าเนเวอร์มอร์และหาที่พักที่ปลอดภัยให้ได้ก่อน” เอ็ดการ์กล่าว
ลุคพยักหน้า ดูเหมือนว่ายังมีอีกหลายอย่างที่เขาไม่รู้เกี่ยวกับโลกของผู้แปลกแยกและสัตว์ประหลาดแห่งนี้
“ว่าแต่ถ้าแวมไพร์มีลูกกับผู้มีพลังจิตล่ะครับ? เด็กจะเกิดมาเป็นทั้งแวมไพร์และผู้มีพลังจิตพร้อมกันเลยรึเปล่า?” ลุคถาม ถ้าเป็นแบบนั้นก็จะได้เปรียบจากผู้แปลกแยกสองสายพันธุ์เลยน่ะสิ เช่น สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของด้วยจิตใจและในขณะเดียวกันก็มีอายุขัยที่ยืนยาวกว่า
“โอกาสที่เด็กจะมีความสามารถของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายนั้นต่ำมาก โดยทั่วไปแล้วยีนเพียงชนิดเดียวที่จะแสดงลักษณะเด่นออกมา ไม่ว่าจะเป็นยีนของผู้มีพลังจิตหรือยีนของแวมไพร์ ไม่ใช่ทั้งสองอย่าง อย่างไรก็ตามเด็กคนนั้นจะมีพันธุกรรมที่อ่อนแอกว่าเด็กที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นผู้มีพลังจิตทั้งคู่หรือแวมไพร์ทั้งคู่ ซึ่งเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นถ้าพ่อแม่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน” เอ็ดการ์ตอบ
“อ๋อ นี่สินะเหตุผลว่าทำไมถึงมีการแบ่งเผ่าพันธุ์ของผู้แปลกแยก” ลุคพูดด้วยท่าทีครุ่นคิด
“ถูกต้อง ไม่ใช่แค่เรื่องทัศนคติและความเชื่อที่แตกต่างกันในแต่ละกลุ่มเท่านั้น แต่ถ้าเจ้าโชคดีพอที่จะมีลูกเป็นทั้งแวมไพร์และผู้มีพลังจิต เด็กคนนั้นจะแข็งแกร่งมาก แต่โอกาสมันน้อย” เอ็ดการ์กล่าว
‘ความบริสุทธิ์ของสายเลือด . . .ทำให้นึกถึงหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์นิด ๆ แต่ในเรื่องนั้นพวกลูกครึ่งอาจจะแข็งแกร่งที่สุดก็ได้’ ลุคคิดด้วยสีหน้าแปลก ๆ
“แล้วถ้าผู้แปลกแยกมีลูกกับพวกนอกคอกล่ะครับ?” ลุคถาม
“เด็กมีโอกาสห้าสิบ-ห้าสิบที่จะเกิดมาเป็นผู้แปลกแยกหรือนอกคอก ถ้าเป็นผู้แปลกแยก ศักยภาพก็จะอ่อนแอกว่าเด็กที่พ่อแม่เป็นผู้แปลกแยกทั้งคู่ แต่ข้าก็ไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องเลวร้ายอะไร ความรักย่อมมีชัยเสมอ” เอ็ดการ์ตอบพลางลูบหนวดประหลาดของเขา
ลุคจ้องมองเขาอย่างประหลาดใจ มันแปลกที่ผีซึ่งทุก ๆ ห้านาทีจะยิ้มอย่างน่าสยดสยองและต้องการจะแก้แค้นด้วยวิธีที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ กลับมาพูดว่าความรักย่อมมีชัยเสมอ
“ผมนึกว่าคุณไม่ชอบพวกนอกคอกซะอีก” ลุคพูด เพราะเขาสังเกตเห็นทัศนคติบางอย่างของเอ็ดการ์ที่ดูเหมือนจะดูถูกพวกนอกคอก
“มีทัศนคติบางอย่างในสังคมของเจ้าที่ข้าไม่เห็นด้วย อีกทั้งพวกเขาก็มักจะกีดกันและปฏิบัติต่อเราเหมือนตัวประหลาด แต่ข้าก็ไม่ได้ชิงชังพวกเขา ข้าสามารถสนทนาและใช้ชีวิตร่วมกับพวกเขาได้ หากพวกเขายินดีที่จะทำเช่นนั้น ข้าไม่เหมือน ‘พวกเขา’” เอ็ดการ์กล่าว ท้ายที่สุดแล้วผลงานวรรณกรรมของเขาก็มีชื่อเสียงในโลกของพวกนอกคอก เนื่องจากผู้แปลกแยกเป็นเพียงคนส่วนน้อย
“พวกเขา?”
“ในชุมชนผู้แปลกแยกมีความคิดอยู่สองขั้ว ไม่เกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ แต่เกี่ยวกับมุมมองและการปฏิบัติต่อพวกนอกคอก” เอ็ดการ์ตอบพลางชูสองนิ้วด้วยมือขวา
“กลุ่มแรก ซึ่งเป็นกลุ่มส่วนใหญ่และพบได้ที่นี่ คือกลุ่มผู้แปลกแยกที่ยินดีจะอยู่ร่วมกับพวกนอกคอก แม้จะมีความแตกต่างและอาจจะทำตัวห่างเหินหรือไม่ไว้วางใจพวกเขา แต่ก็พร้อมที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ตระกูลโพก็อยู่ในกลุ่มนี้” เอ็ดการ์อธิบาย
“ส่วนกลุ่มที่สองคือพวกผู้แปลกแยกที่รังเกียจและเกลียดชังพวกนอกคอกอย่างสุดจินตนาการ ถ้าพวกเขาสามารถฆ่า ทรมาน หรือจับตัวได้ พวกเขาก็จะทำ พวกเขาไม่ต้องการสันติภาพและไม่ต้องการอยู่ร่วมด้วย เพราะกลุ่มหัวรุนแรงนี้เองที่ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสองชุมชนมาโดยตลอด และทำให้พวกนอกคอกเคยมีการล่าแม่มดในสมัยโบราณ” เอ็ดการ์เสริม
“แล้วพวกเขาก็ไม่เคยทำเป้าหมายในการกำจัดพวกนอกคอกให้สำเร็จเลยเหรอครับ?” ลุคถามอย่างสงสัย
“ภารกิจนั้นมันยากมาก เจ้าต้องจำไว้ว่าประชากรนอกคอกมีจำนวนมากกว่าพวกเราอย่างเทียบไม่ติด ตัวพวกผู้แปลกแยกหัวรุนแรงเองก็เป็นเพียงชนกลุ่มน้อยในชุมชนผู้แปลกแยกอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะกำจัดพวกนอกคอกทั้งหมดได้ นอกจากนี้ก็มักจะมีผู้แปลกแยกคนใดคนหนึ่งตัดสินใจช่วยเหลือพวกนอกคอกอยู่เสมอ และพวกนอกคอกเองก็รู้วิธีป้องกันตัวเองในระดับหนึ่ง” เอ็ดการ์ตอบ
‘โอกาสของพวกเขาหมดไปแล้ว ตอนนี้มันยากกว่าเดิมมากที่จะกำจัดพวกนอกคอกที่มีทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหารและระเบิดปรมาณู’ ลุคคิด ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จคือในสมัยโบราณ แต่ด้วยพลังของพวกเขาก็อาจจะพยายามควบคุมชุมชนนอกคอกและทำลายล้างมันด้วยอาวุธที่พวกนั้นสร้างขึ้นมาเองก็ได้
“แล้วตระกูลสเปลล์แมนอยู่กลุ่มไหน?” ลุคถาม เขาอยากจะรู้ว่าศัตรูของเขามีแนวคิดแบบไหน แม้จะพอเดาได้อยู่แล้วก็ตาม
“ในสายตาชาวโลก พวกเขาอยู่กลุ่มแรก แต่ความจริงแล้วพวกเขาอยู่กลุ่มที่สอง” เอ็ดการ์ตอบโดยไม่ให้ข้อมูลเพิ่มเติม
‘เดาไว้แล้วไม่มีผิด’ ลุคคิดพร้อมกับเบ้หน้า มันชัดเจนอยู่แล้วว่าศัตรูของเขาต้องเป็นพวกสุดโต่งที่ต้องการจะกำจัดล้างบางพวกนอกคอก
พวกเขาเดินต่อไปเรื่อย ๆ โดยลุคคอยถามคำถามเกี่ยวกับโลกของผู้แปลกแยก และเอ็ดการ์ก็อดทนตอบ
“เอาล่ะ จบคาบเรียนประวัติศาสตร์สำหรับวันนี้ได้แล้ว” เอ็ดการ์กล่าวพลางบุ้ยใบ้ไปข้างหน้า
ระหว่างต้นไม้สูงตระหง่านคือรั้วสูงที่มีป้ายเขียนว่า ‘เนเวอร์มอร์ อะคาเดมี่’ ขนาบสองข้างด้วยเสาหินโบราณที่มีโคมไฟอยู่บนยอดแต่ละข้างและรั้วหิน
‘โรงเรียนที่สมบูรณ์แบบสำหรับชาวอีโมชัด ๆ’ ลุคคิด แม้เขาจะรู้สึกตื่นเต้นอยู่บ้างที่ได้เห็นโรงเรียนที่เคยเห็นในซีรีส์ แต่เขาก็ไม่ได้กระตือรือร้นขนาดนั้น
ความคิดที่จะต้องมาอยู่ในสถานศึกษาไม่ได้ดึงดูดใจเขาสักนิด ถ้าไม่มีพวกฆาตกรต่อเนื่องตามล่าเขาอยู่ เขาก็คงไม่มาที่เนเวอร์มอร์ อาจจะมาแค่ในฐานะนักท่องเที่ยว
ในเมื่อมีคุณทวดของทวดเป็นพี่เลี้ยง เขาก็สามารถฝึกฝนพลังจิตของตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว เขาไม่จำเป็นต้องมาเรียนในสถาบัน โรงเรียนประจำ และใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับพวกวัยรุ่นน่ารำคาญ แม้ว่าตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
ถึงแม้จะเป็นวัยรุ่นผู้แปลกแยก แต่จากการดูซีรีส์ เวนส์เดย์ ลุคก็ไม่เห็นความแตกต่างระหว่างวัยรุ่นที่เนเวอร์มอร์กับโรงเรียนธรรมดาเลย ทั้งการแบ่งกลุ่ม พวกป็อป กิจกรรมของโรงเรียน และเรื่องไร้สาระเดิม ๆ ข้อแตกต่างเพียงอย่างเดียวคือวัยรุ่นที่นี่มีพลังพิเศษและมีพฤติกรรมที่แปลกประหลาดกว่าเล็กน้อย
เขาอาจจะฟังดูเหมือนพวกอีโมมาก แม้ว่าเขาจะไม่อยากยอมรับก็ตาม
“เจ้าดูไม่ค่อยมีความสุขเลยนะ” เอ็ดการ์กล่าวพลางมองสีหน้าของลุค เขาดูไม่เหมือนนักเรียนทั่วไปที่ตื่นเต้นดีใจเมื่อได้เห็นโรงเรียนใหม่และเฝ้ารอการผจญภัยที่จะเกิดขึ้นที่นั่น
“ไม่เลย ผมมีความสุขมาก สุขจนลืมไปแล้วว่ายิ้มยังไง” ลุคพูดขณะเดินตรงไปยังประตูรั้วขนาดใหญ่