เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 6 เจริโค

เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 6 เจริโค

เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 6 เจริโค


เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 6 เจริโค

การเดินทางนั้นยาวนาน แต่ลุคกลับเพลิดเพลินกับมัน การได้นั่งมองทิวทัศน์ข้างทางไปเรื่อย ๆ ระหว่างเดินทางอย่างสะดวกสบายนั้นช่างช่วยผ่อนคลายได้ดีจริง ๆ ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือเขาไม่มีหูฟังสำหรับฟังเพลง เกิดมาจนนี่มันแย่จริง ๆ

อันที่จริงเขานั่งรถไฟไปก็ได้ แต่เขาเลือกที่จะจ่ายค่ารถบัสทางไกลเพื่อความสะดวกสบาย แม้จะแพงกว่าเล็กน้อย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ปรนเปรอความสุขฟุ่มเฟือยให้ตัวเองในชีวิตนี้ เพื่อการนี้เขาจึง ‘อดออม’ มาตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและวางแผนหลบหนี

ส่วนบรรพบุรุษสุดเพี้ยนของเขากำลังพักผ่อนอยู่ภายในสร้อยคอ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่สามารถออกมาอยู่ข้างนอกได้ตลอด 24 ชั่วโมง เขาจำเป็นต้องเติมพลังงาน และเวลาที่ออกมาได้ก็มีจำกัด อยู่ได้ประมาณสี่ชั่วโมงเท่านั้น

ระหว่างการเดินทางลุคก็ครุ่นคิดถึงหลายสิ่งหลายอย่าง ในอีกสองเดือนข้างหน้า เขาจะเริ่มต้นชั้นปีที่เก้าที่เนเวอร์มอร์ อะคาเดมี่ หากได้รับการตอบรับ ซึ่งตามที่เอ็ดการ์บอก พวกเขายังไงก็ต้องรับเขาเข้าเรียนอยู่แล้ว และเรื่องที่เขาหนีออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ไม่ใช่ปัญหา เอ็ดการ์บอกว่าเหล่าผู้แปลกแยกมักจะช่วยเหลือกันเอง ยิ่งถ้ามีนามสกุลโพด้วยแล้วยิ่งง่าย

เขายังนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในซีรีส์ เวนส์เดย์ เท่าที่จำได้ เวนส์เดย์เข้าเรียนที่เนเวอร์มอร์ตอนอายุ 16 ปี นั่นหมายความว่ายังเหลือเวลาอีกประมาณสองปีครึ่ง เพราะเธอเข้าเรียนกลางคัน

‘ไฮด์จะแข็งแกร่งขนาดไหนกันนะ?’ ลุคคิด ไฮด์คือสัตว์ประหลาดน่าสยดสยองที่มีพละกำลังมหาศาล และเป็นหนึ่งในตัวร้ายของซีรีส์ เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ดูเหมือนพวกนอกคอก กลับกลายเป็นไฮด์และถูกควบคุมโดยตัวร้ายหลัก

‘จำชื่อเขาไม่ได้แฮะ . . .แต่ถ้าเห็นหน้าก็น่าจะจำได้’ ลุคคิดพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง การจดจำเรื่องราวที่แน่นอนจากชาติที่แล้วเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมาก ดูเหมือนว่าความทรงจำแบบภาพถ่ายของเขาจะไม่ได้ผลอย่างเต็มที่นัก แต่ถ้าพยายามอย่างหนัก เขาก็อาจจะจำได้ เขาต้องลองทดสอบดู

คนที่ปลดปล่อยธรรมชาติที่แท้จริงของไฮด์ได้เป็นคนแรกจะทำให้ไฮด์กลายเป็นทาสของคนผู้นั้น และจะเกิดความภักดีอย่างสุดหัวใจขึ้นมา อย่างไรก็ตามลุคไม่มีแผนที่จะทำเช่นนั้น ตราบใดที่ตัวร้ายหลักยังไม่ได้ลงมือทำไปก่อน

ใครมันจะไปอยากเลี้ยงสัตว์ประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวไว้เป็นสัตว์เลี้ยงกัน? ถ้าเจอหน้ากันเมื่อไหร่ เขาจะใช้พลังอัดมันให้น่วมเอง

ไม่นานรถบัสที่เขานั่งมาก็จอดลง พร้อมกับมีเสียงตะโกนดังขึ้น “นี่จะเป็นป้ายสุดท้ายแล้ว! ใครอยากจะเข้าห้องน้ำหรือซื้ออะไรก็รีบไปทำ!”

ผู้คนหลายคนเริ่มทยอยลงจากรถ ลุคก็เช่นกัน ก้นของเขาเจ็บระบมไปหมดเพราะนั่งมานานเกินไป

ณ จุดจอดรถ นอกจากปั๊มน้ำมันแล้วก็มีร้านค้าอยู่สองสามร้าน ลุคตรงไปที่ห้องน้ำ เมื่อออกมาเขาก็สังเกตเห็นว่าหนึ่งในนั้นคือร้านหนังสือ

‘อืม . . . ไหนดูซิว่าเหลือเงินเท่าไหร่’ ลุคคิดพลางหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมานับเงิน

กระเป๋าสตางค์ใบนั้นเก่าคร่ำคร่าเหมือนของทุกชิ้นของเขา เขาขโมยมันมาจากชายจรจัดในบอสตันที่พยายามจะปล้นเขา ชายจรจัดคิดจะปล้นเด็กอายุ 11 ขวบ แต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงคือเด็กคนนั้นมีพลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุได้ นับว่าชายจรจัดคนนั้นโชคร้ายไป และเนื่องจากเป็นเวลากลางคืนด้วย ลุคจึงตัดสินใจใช้พลังของเขา อีกอย่างคงไม่มีใครเชื่อคำพูดของคนจรจัดที่เมายาอยู่แล้ว

‘ห้าร้อยห้าสิบห้าดอลลาร์ ไม่เลวเลยแฮะ’ ลุคคิดก่อนออกเดินทาง เขาขายจักรยานของตัวเองได้เงินมาสองสามดอลลาร์ เพราะมันคงลำบากเกินไปที่จะเอามันมาด้วย

เขาตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านหนังสือเพื่อหาซื้อหนังสือไว้อ่านฆ่าเวลาในช่วงที่เหลือของการเดินทาง ทันทีที่เปิดประตู เสียงกระดิ่งก็ดังขึ้น ผู้ดูแลร้านเป็นชายชรา เขามองมาที่ลุคเนื่องจากเขาเป็นลูกค้าเพียงคนเดียวในเวลานี้

ลุคสังเกตเห็นว่าชายชรามองเขาด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย เพราะสภาพของเขาดูไม่จืดเลย อีกทั้งยังเห็นได้ชัดว่าเขาเด็กมากจึงยากที่จะเชื่อว่าเด็กอย่างเขาจะมีเงินซื้อหนังสือ หรือสนใจการอ่านหนังสือในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าขนาดนี้

“สวัสดีครับ . . . ผมอยากซื้อหนังสือเรื่อง แคร์รี่ ของสตีเฟน คิง” ลุคเอ่ยขึ้นขณะเดินไปที่เคาน์เตอร์

หนังสือสยองขวัญเล่มนี้ของสตีเฟน คิงโด่งดังมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงที่ปลุกพลังจิตของตัวเองขึ้นมาเพราะถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน จนในที่สุดเธอก็ไม่อาจระงับความโกรธไว้ได้จากการถูกแกล้งครั้งสุดท้าย และได้ปลดปล่อยพลังออกมาจนจบลงด้วยการสังหารผู้คนไปกว่า 400 คน

ลุคสงสัยว่าสตีเฟน คิงจะเป็นผู้แปลกแยกที่มีพลังจิตเหมือนกับโพหรือไม่ และอาจเป็นไปได้สูงทีเดียว เพราะเรื่อง แคร์รี่ อาจได้รับแรงบันดาลใจมาจากผู้แปลกแยกที่อาศัยอยู่กับพวกนอกคอก และสุดท้ายก็ทนไม่ไหวจนระเบิดอารมณ์ออกมาแล้วฆ่าทุกคน

“สตีเฟน คิง? ใครคือนักเขียนคนนั้น? ที่นี่เราไม่มีหนังสือของเขาหรอก” ชายชราตอบด้วยสีหน้างุนงง

“อะไรนะ? คุณไม่รู้จักเรื่อง อิท? มิเซอรี่? เดอะไชนิง?” ลุคถามกลับด้วยสีหน้างุนงงไม่แพ้กัน

“ฉันไม่รู้ว่าเธอพูดถึงเรื่องอะไรนะเจ้าหนู ที่นี่ไม่มีหนังสือพวกนั้นหรอก” ชายชราส่ายหน้าปฏิเสธ

ลุคเดินออกจากร้านหนังสือด้วยสีหน้าแปลก ๆ พร้อมกับหนังสือ แดร็กคิวลา ของบราม สโตกเกอร์ในมือ มันราคา 9.99 ดอลลาร์ ก่อนที่เขาจะไม่รอช้ารีบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตฟรีของปั๊มน้ำมันแล้วค้นหาชื่อ สตีเฟน คิง ในกูเกิล แต่กลับไม่พบอะไรเลย ไม่มีเรื่อง อิท ไม่มี แคร์รี่ ไม่มีอะไรทั้งนั้น

“บ้าน่า . . .” ลุคพึมพำ สตีเฟน คิงไม่มีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้ หรืออย่างน้อยเขาก็ยังไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนในชาติที่แล้วของเขา

ในชาติก่อน สตีเฟน คิงมีชื่อเสียงทัดเทียมหรืออาจจะมากกว่าเอ็ดการ์ อัลลัน โพ และได้รับการยกย่องให้เป็นเจ้าพ่อแห่งวงการสยองขวัญ แต่สิ่งที่ต่างจากบรรพบุรุษของเขาก็คือ สตีเฟน คิงสร้างทรัพย์สมบัติได้มหาศาลถึงประมาณ 500 ล้านดอลลาร์

ห้าร้อยล้านดอลลาร์เลยนะบ้าเอ๊ย!

หนังสือของเขาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์และทีวีซีรีส์ ซึ่งล้วนประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายและยังคงดังต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ ลุคเองก็เป็นแฟนตัวยงของสตีเฟน คิง แต่เพราะเขาอาศัยอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและต้องเก็บออมเงิน เขาจึงไม่เคยตัดสินใจซื้อหนังสือของสตีเฟนเลย

บัดนี้ความคิดที่ไร้ซึ่งจริยธรรมได้ผุดขึ้นในหัวของเขา บางทีเขาอาจไม่จำเป็นต้องเป็นทหารรับจ้างและใช้พลังในทางที่ผิดเพื่อหาเงิน สิ่งที่เขาต้องทำก็แค่ลอกนิยายของสตีเฟน คิง แล้วตีพิมพ์ราวกับว่าเป็นผลงานของตัวเอง จากนั้นก็กลายเป็นเศรษฐีเงินล้าน

ลุคก้าวขึ้นรถบัสพร้อมรอยยิ้มที่หาได้ยากบนใบหน้า เขาเคยอ่านนิยายของสตีเฟน คิงมาเกือบทุกเล่ม ปัญหาคือจะจดจำรายละเอียดทั้งหมดและวิธีการเขียนของนิยายได้อย่างแม่นยำได้อย่างไร

ถ้าเขาเป็นคนธรรมดามันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะลอกเลียนแบบผลงานของสตีเฟน คิงได้เหมือนต้นฉบับ แต่เขาไม่ใช่คนธรรมดา เขามีพลังจิต และจิตใจของเขาก็ซับซ้อนและล้ำหน้ากว่ามนุษย์ทั่วไป

‘ต้องหาวิธีระลึกถึงตอนที่อ่านนิยายของสตีเฟนให้ได้ . . . แล้วลอกมันออกมาให้สมบูรณ์แบบ’ ลุคคิด

เมื่อไปถึงเจริโคและลงหลักปักฐานได้แล้ว เขาจะลองทำสมาธิขั้นลึกเพื่อจดจำเรื่องราวในอดีตให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เขามั่นใจว่าทำได้เพราะเขามีความทรงจำแบบภาพถ่าย เพียงแต่มันทำงานได้ไม่ดีนักกับความทรงจำในชาติก่อน

‘บางทีเอ็ดการ์อาจจะมีวิธีดี ๆ ก็ได้’ ลุคคิดพลางมองสร้อยคอโลหะสีดำบนคอของเขา

ยังเหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงเจริโค ลุคจึงเริ่มอ่านหนังสือ แดร็กคิวลา ของบราม สโตกเกอร์

“บราม สโตกเกอร์เป็นนักเขียนที่ดี แต่ก็ไม่ดีเท่าข้า แม้ว่าเราจะมีอะไรคล้าย ๆ กันอยู่บ้าง” เอ็ดการ์ อัลลัน โพ กล่าวพลางปรากฏตัวออกจากสร้อยคอ แล้วมองหนังสือในมือของลุค

“พวกคุณอยู่ยุคเดียวกันเหรอ?” ลุคเงยหน้าขึ้นจากหนังสือ โชคดีที่ไม่มีใครนั่งอยู่ข้างๆ เขาจึงสามารถสนทนากับวิญญาณของคุณทวดของทวดได้

“ไม่ สโตกเกอร์ยังเป็นแค่เด็กน้อยตอนที่ข้าตายในปี 1849 แต่ระหว่างที่ฝึกฝนทายาทของข้า ข้าก็ได้ทำความรู้จักกับผลงานของเขาและมีโอกาสได้อ่านมัน” เอ็ดการ์ตอบ

“ตั้งแต่ปี 1849 คุณก็ฝึกคนมาตลอด แล้วทุกคนก็ตายหมดเลยเนี่ยนะ?” ลุคถามพลางมองผีตนนั้นด้วยสายตาจับผิด ดูเหมือนเขาจะไม่ใช่ครูที่ดีเท่าไหร่นัก นั่นมันก็ประมาณ 170 กว่าปีมาแล้ว

“เหมือนข้า สโตกเกอร์ไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายจากผลงานชิ้นเอกของเขาอย่าง แดร็กคิวลา ได้ ผลงานของเขากลับมาได้รับการยอมรับและทำเงินมหาศาลหลังจากที่เขาตายไปแล้ว ทายาทของเขาร่ำรวยขึ้นมากก็เพราะเขา เหมือนเรื่องราวของข้าไม่มีผิด” เอ็ดการ์กล่าวโดยไม่สนใจคำถามของลุค

“แล้วเงินของผมอยู่ไหนล่ะ? ผมไม่ได้รับมรดกจากคุณสักเพนนีเดียว สิ่งเดียวที่ผมมีคือบ้านเก่า ๆ ในย่านของคนจรจัดกับพวกขี้ยา” ลุคแย้งพร้อมทำหน้าเบ้

“ผลงานของข้ามันร้อยห้าสิบกว่าปีมาแล้ว เจ้าคาดหวังจะให้มันเลี้ยงเจ้าไปจนตายรึไง? ไม่ต้องทำงานทำการแล้วเป็นไอ้ขี้เกียจไปตลอดชีวิตงั้นรึ? ไม่ล่ะ พ่อหนุ่ม เจ้าควรจะเกิดให้เร็วกว่านี้ โทษพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอาของเจ้าสิ ไม่ใช่ข้า” เอ็ดการ์กล่าว

ลุคไม่พูดอะไร บรรพบุรุษสุดเพี้ยนของเขาพูดถูก เขาก้มหน้ากลับไปอ่านหนังสือที่อุตส่าห์เจียดเงินซื้อมาต่อ

การอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับแดร็กคิวลาในโลกที่มีแวมไพร์อยู่จริงนั้นให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการอ่านโดยคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องแต่ง แดร็กคิวลา เป็นเรื่องที่สร้างจากเรื่องจริงหรือเปล่านะ?

ในที่สุดลุคก็มาถึงเจริโค มันเป็นเมืองชนบทเล็ก ๆ ในอเมริกา มีร้านค้า ร้านบูติก และสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์หลายแห่งที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคผู้แสวงบุญ

ลุคชอบที่นี่ มันดูแปลกตาแต่ก็มีเสน่ห์ เขาเริ่มเบื่อเมืองใหญ่อย่างบอสตันแล้ว การได้เปลี่ยนบรรยากาศมาอยู่ในเมืองที่สะอาดและใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่าก็เป็นเรื่องที่ดี

“แล้วเอาไงต่อ? ผมไม่คิดว่าสถาบันจะเปิดนะ นี่มันช่วงปิดเทอม” ลุคพูดพลางมองเอ็ดการ์ ซึ่งกำลังมองเมืองเจริโคด้วยสีหน้าหวนระลึกถึงอดีต

“อย่าเอาเนเวอร์มอร์ อะคาเดมี่ไปเทียบกับโรงเรียนของพวกนอกคอกนั่นสิ ที่นั่นมีคนทำงานเพื่อพัฒนาโรงเรียนและสภาพความเป็นอยู่ของเหล่าผู้แปลกแยกอยู่เสมอ ไปกันเถอะ ข้ามั่นใจว่าเราต้องเจอใครสักคน” เอ็ดการ์พูดพลางนำทางลุคไปยังสถาบัน

จบบทที่ เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 6 เจริโค

คัดลอกลิงก์แล้ว