- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 87 หน้ากากสีแดง 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 87 หน้ากากสีแดง 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 87 หน้ากากสีแดง 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 87 หน้ากากสีแดง
“คนที่คิดค้นมนตร์ดำแบบนี้ขึ้นมา รวมถึงแม่มดแห่งพงไพรด้วย ล้วนชั่วร้ายสิ้นดี” บาร์ตกล่าวด้วยเสียงสั่นระคนความหวาดหวั่น ทว่าคำพูดของเขากลับถูกกลืนหายท่ามกลางเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไป
ในขณะเดียวกันหัวของผู้ผูกเงาก็ยังคงกระซิบอย่างเยือกเย็น เล่าเรื่องราวอันมืดมนของคำสาป
“คำสาปนั้นถูกสลักลงบนเนื้อหนังของเครือญาติแห่งเงา” เสียงแหบพร่าราวปีศาจเอื้อนเอ่ยอย่างเยือกเย็น “เมื่อพวกเขาสิ้นใจ วิญญาณจะถูกส่งมอบให้กับเทพไร้หน้า ผู้พิพากษาบาปทั้งปวงของมวลมนุษย์ . . .”
“เขาคือผู้บันดาลความตาย ไล่ล่าผู้มีชีวิตด้วยความหิวโหยไม่รู้จบ กินเงาของพวกมันเป็นอาหาร . . .”
“มีเพียงสัญลักษณ์แห่งเทพแห่งแสงสว่างเท่านั้นที่จะระงับโทสะของเขาได้ . . . ต้องคืนมันให้กับผู้รับใช้ที่ล่วงลับของเขา . . .”
คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของแซมสว่างวาบด้วยความหวัง เขารีบเอ่ยถามถึงสัญลักษณ์ที่จะคลายคำสาป
“สัญลักษณ์ . . . หน้ากากของข้า . . . หน้ากากของข้าอยู่ไหน?” หัวของผู้ผูกเงากู่ร้องขึ้นมาอย่างฉับพลัน ท่าทีพลันเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่งเมื่อพูดถึงหน้ากาก
เรการ์เริ่มเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และหันไปบอกทุกคน “ผู้ผูกเงามักสวมหน้ากากไม้ทาสีปกปิดตัวตน ไม่ค่อยเผยโฉมหน้าแท้จริง”
“ซอร์เรล ท่านรู้หรือไม่ว่าหน้ากากอยู่ที่ไหน?”
ซอร์เรลพยักหน้า “หน้ากากของผู้ผูกเงาเคยเก็บไว้ในห้องส่วนตัวของลอร์ดคนก่อน ถือเป็นสมบัติล้ำค่าพ่ะย่ะค่ะ”
“พี่ชายข้าเก็บมันไว้ในห้องของเขา ทหารนำศีรษะเขาไปเป็นหลักฐานตอนยึดปราสาท พี่ชายข้าซ่อนหน้ากากไว้ในช่องลับเพื่อความปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ” บาร์ตรีบเสริมด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“เขาชอบสะสมของจากศัตรู” ซอร์เรลกล่าวอย่างดูแคลน ก่อนสั่งให้บาร์ตไปนำหน้ากากมาโดยเร็ว
บาร์ตรีบออกจากห้องใต้หลังคาทันที คล้ายโล่งใจที่ได้ออกจากบรรยากาศชวนขนลุก
ขณะเดียวกันเรการ์ก็หันไปมองแซมซึ่งยังคงวนเวียนอยู่กับหัวของผู้ผูกเงา สีหน้าของเขาผสมผสานระหว่างความหลงใหลและความหวาดหวั่น
แซมเองก็ไม่หยุดถามถึงวิธีสังหารเงามืดหรือเงามรณะ ส่วนหัวก็ยังพูดเพ้อเจ้อสลับกันไปมา บ้างก็เอ่ยถึงแสงศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็พูดถึงกระแสเวทมนตร์ลี้ลับ
“พอเถอะ อย่างน้อยข้าก็ได้เบาะแสบ้างแล้ว” เรการ์ถอนหายใจ รู้ดีว่าหากฟังต่อไปคงไม่เกิดประโยชน์
ทว่าแซมกลับไม่รู้สึกตัว ยังคงจ้องหัวนั้นด้วยความลุ่มหลงที่ทวีขึ้นทุกขณะ
“บางอย่างไม่ชอบมาพากลแล้ว เซอร์ซอร์เรล!” เรการ์ร้องเรียกด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
ซอร์เรลรีบพุ่งเข้าวงเทียน เท้ากระแทกหัวให้หยุดหมุน ก่อนจะหวดหมัดใส่หน้าแซมอย่างแรงจนสลบเหมือด หลังจากนั้นเขาก็รีบมัดหัวด้วยเข็มขัดแล้วเหน็บมีดไว้ข้าง ๆ อย่างแน่นหนา จากนั้นเขาก็ช้อนร่างหมดสติของแซมขึ้นบ่า หันมาสบตาเรการ์ และทั้งสองไม่ต้องพูดอะไรก็เข้าใจกัน
“ท่านลอร์ดแซมจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” เรการ์ถามอย่างเป็นห่วง
“อย่ากังวลเลยพ่ะย่ะค่ะเจ้าชาย แค่โดนเวทสะกด อีกหมัดก็ตื่น” ซอร์เรลตอบอย่างใจเย็น
เรการ์เห็นว่าไม่ควรปล่อยให้ซอร์เรลรับภาระคนเดียวจึงกล่าวว่า “ปล่อยให้เขาพักเถิด ฝากเหล่าทหารดูแลเขาแทน”
ซอร์เรลพยักหน้ารับคำ ก่อนทั้งคู่จะรีบออกจากห้องใต้หลังคา ทิ้งหัวผู้ผูกเงาและแซมไว้เบื้องหลัง
อย่างไรก็ตามเรการ์ไม่อาจสลัดความรู้สึกหนาวสะท้านจากหัวนั้นได้จึงเร่งฝีเท้าออกไปเช่นกัน
. . .
รุ่งเช้า ผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่หน้าเมืองไดร์เดน มีทั้งทหารตระกูลบรูน 200 นาย ทหารจากตระกูลแครบบ์ 300 นาย และกองทัพคนเถื่อนกว่า 2,000 นาย แต่ละกลุ่มยืนรวมกันเป็นหมวดหมู่ชัดเจน
เหนือศีรษะของพวกเขา มังกรสีดำกางปีกคลุมท้องฟ้า ร่างมหึมาของมันทอดเงาทมึนครอบครึ่งหนึ่งของปราสาท ดั่งเป็นลางร้ายแห่งหายนะที่กำลังจะมา
ใต้ร่างอันน่าสะพรึงนั้น เรการ์ยืนสงบนิ่ง สวมถุงมือแน่นหนา ถือหน้ากากไม้สีแดงสดไว้ในมือ หน้ากากเรียบง่ายแต่ชวนขนลุก เป็นสิ่งของสำคัญในพิธี
เขาหันไปหาบาร์ตที่ก้มหน้าอยู่แล้วกล่าวสั้น ๆ “ไปกันเถอะ”
บาร์ตลังเลเล็กน้อย ก่อนถามเสียงแผ่ว “เจ้าชาย เราจะละทิ้งการป้องกันของปราสาทเพื่อไปเผชิญหน้าเงากลางทุ่งจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ปราสาทช่วยป้องกันพี่ชายเจ้าจากเงาได้หรือ?” คำตอบของเรการ์ทิ้งความเงียบงันไว้อย่างหนักหน่วง
หลังจากไตร่ตรองมาทั้งคืน เรการ์ตัดสินใจลงมือก่อนที่เงาจะสังหารผู้คนมากไปกว่านี้ มันแข็งแกร่งขึ้นหลังทุกครั้งที่ฆ่า หากช้าแม้แต่น้อยอาจสายเกินไป
เขามีหัวของผู้ผูกเงา มีหน้ากากแดงที่เป็นเครื่องสังเวย และมีมังกรไฟอย่างแคนนิบาล นี่คือโอกาสที่จะโต้กลับ!
ซอร์เรลเห็นด้วยกับแผน เขาเชื่อมั่นในพลังมังกรว่าเผาผลาญความชั่วร้ายได้หมดสิ้น ส่วนแซมที่ฟื้นแล้วก็สงบจิตใจได้อีกครั้ง เขาขี่ม้าในขบวน มือกำหัวของผู้ผูกเงาไว้แน่น ดวงตาไม่กล้าสบกับศีรษะนั้น
แผนของเรการ์คือใช้หัวผู้ผูกเงาล่อศัตรูออกมา แม้จะเสี่ยง แต่ก็มีโอกาสสำเร็จ
“เคลื่อนทัพ!” เรการ์ตะโกนพลางขึ้นขี่แคนนิบาล เหินขึ้นเหนือกองทัพคนเถื่อน คำสั่งของเขาทำให้เหล่าทหารโห่ร้อง ชูอาวุธขึ้นด้วยความฮึกเหิม เพราะสำหรับพวกเขา การได้ร่วมรบเคียงข้างมังกรคือเกียรติสูงสุด
ขบวนเคลื่อนพลด้วยซอร์เรลและแซมนำหน้า มุ่งไปยังที่ราบโล่งซึ่งเคยเป็นสนามรบระหว่างสองตระกูล เป็นพื้นที่กว้างขวางพอให้แคนนิบาลพ่นไฟได้อย่างเต็มที่
. . .
เมื่อถึงที่หมายคราบเลือดยังเปรอะพื้น กลิ่นคาวยังอวลอยู่ แซมมองรอบ ๆ ดวงตาเปล่งแสงแค้นเมื่อมองเหล่าทหารของซอร์เรล ที่นี่คือสุสานของทหารตระกูลแครบบ์ซึ่งสังเวยชีวิตไป
แต่ซอร์เรลกลับนิ่งเฉย เพราะการศึกระหว่างตระกูลบรูนกับตระกูลแครบบ์ไม่เกี่ยวกับคนในตระกูลสาขาของเขาเลย หากไม่ใช่เพราะผู้คนในดินแดนของเขาถูกฆ่า กับคำขอร้องของญาติห่าง ๆ อย่างบาร์ต เขาคงไม่มา
เมื่อแคนนิบาลร่อนลง เรการ์สั่งการ “ล้อมสนามด้วยน้ำมัน”
“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย” ทหารตระกูลบรูนเร่งขนถังน้ำมันจากเกวียนมาวางล้อมพื้นที่
เพลิงคือสิ่งที่เงากลัว ซอร์เรลจึงเสนอแผนล้อมด้วยไฟ ทหารถือธนูไฟเตรียมพร้อม
ในขณะเดียวกันแซมก็เริ่มเคลื่อนไหว เขานำตัวนักโทษสวมฮู้ดหลายคนมายืนเรียง แล้วผลักหัวผู้ผูกเงาใส่มือคนหนึ่งพร้อมพูดว่า “หากรอดชีวิตได้ เจ้าจะได้รับการอภัยโทษ”
“หน้ากาก . . . หน้ากากของข้า . . .” หัวนั้นยังคงพึมพำไม่หยุด ทำเอานักโทษบางคนสั่นเทา และหนึ่งในนั้นถึงกับทรุดตัวลง เปื้อนอุจจาระตัวเองด้วยความหวาดกลัว ทำให้หัวกลิ้งลงพื้น ยังคงพึมพำอย่างสับสน
แซมยืนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าผสมระหว่างขยะแขยงและเศร้า
เรการ์เองก็เบือนหน้าหนี คำเตือนของหัวผู้ผูกเงายังก้องอยู่ในหัว มันจะออกล่าเงาแห่งชีวิต และผู้คนที่อยู่ที่นี่กว่าสามพันคนคือเหยื่อทั้งหมด โดยเฉพาะนักโทษ แต่นั่นก็ยังดีกว่าประหารเปล่า การให้โอกาสไถ่โทษด้วยการเอาชีวิตรอดยังนับว่าเมตตากว่า
เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม เรการ์ก็ลูบแผ่นหลังแคนนิบาลแล้วออกคำสั่ง “ทะยานขึ้น!”
แม้พฤติกรรมของเงามรณะจะผิดแปลกจากเดิม เหมือนไม่กลัวเพลิงมังกรอีกต่อไป แต่หากเรการ์และแคนนิบาลล่าถอยไปจากสนาม มันก็อาจเผยตัว ดังนั้นแทนที่จะไปไกล พวกเขาจึงไปปักหลักบนยอดเขาใกล้เคียง พร้อมจะโถมลงเมื่อถึงเวลาสังหาร