เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 87 หน้ากากสีแดง 💸

ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 87 หน้ากากสีแดง 💸

ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 87 หน้ากากสีแดง 💸


ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 87 หน้ากากสีแดง

“คนที่คิดค้นมนตร์ดำแบบนี้ขึ้นมา รวมถึงแม่มดแห่งพงไพรด้วย ล้วนชั่วร้ายสิ้นดี” บาร์ตกล่าวด้วยเสียงสั่นระคนความหวาดหวั่น ทว่าคำพูดของเขากลับถูกกลืนหายท่ามกลางเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินไป

ในขณะเดียวกันหัวของผู้ผูกเงาก็ยังคงกระซิบอย่างเยือกเย็น เล่าเรื่องราวอันมืดมนของคำสาป

“คำสาปนั้นถูกสลักลงบนเนื้อหนังของเครือญาติแห่งเงา” เสียงแหบพร่าราวปีศาจเอื้อนเอ่ยอย่างเยือกเย็น “เมื่อพวกเขาสิ้นใจ วิญญาณจะถูกส่งมอบให้กับเทพไร้หน้า ผู้พิพากษาบาปทั้งปวงของมวลมนุษย์ . . .”

“เขาคือผู้บันดาลความตาย ไล่ล่าผู้มีชีวิตด้วยความหิวโหยไม่รู้จบ กินเงาของพวกมันเป็นอาหาร . . .”

“มีเพียงสัญลักษณ์แห่งเทพแห่งแสงสว่างเท่านั้นที่จะระงับโทสะของเขาได้ . . . ต้องคืนมันให้กับผู้รับใช้ที่ล่วงลับของเขา . . .”

คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของแซมสว่างวาบด้วยความหวัง เขารีบเอ่ยถามถึงสัญลักษณ์ที่จะคลายคำสาป

“สัญลักษณ์ . . . หน้ากากของข้า . . . หน้ากากของข้าอยู่ไหน?” หัวของผู้ผูกเงากู่ร้องขึ้นมาอย่างฉับพลัน ท่าทีพลันเปลี่ยนเป็นบ้าคลั่งเมื่อพูดถึงหน้ากาก

เรการ์เริ่มเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น และหันไปบอกทุกคน “ผู้ผูกเงามักสวมหน้ากากไม้ทาสีปกปิดตัวตน ไม่ค่อยเผยโฉมหน้าแท้จริง”

“ซอร์เรล ท่านรู้หรือไม่ว่าหน้ากากอยู่ที่ไหน?”

ซอร์เรลพยักหน้า “หน้ากากของผู้ผูกเงาเคยเก็บไว้ในห้องส่วนตัวของลอร์ดคนก่อน ถือเป็นสมบัติล้ำค่าพ่ะย่ะค่ะ”

“พี่ชายข้าเก็บมันไว้ในห้องของเขา ทหารนำศีรษะเขาไปเป็นหลักฐานตอนยึดปราสาท พี่ชายข้าซ่อนหน้ากากไว้ในช่องลับเพื่อความปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ” บาร์ตรีบเสริมด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น

“เขาชอบสะสมของจากศัตรู” ซอร์เรลกล่าวอย่างดูแคลน ก่อนสั่งให้บาร์ตไปนำหน้ากากมาโดยเร็ว

บาร์ตรีบออกจากห้องใต้หลังคาทันที คล้ายโล่งใจที่ได้ออกจากบรรยากาศชวนขนลุก

ขณะเดียวกันเรการ์ก็หันไปมองแซมซึ่งยังคงวนเวียนอยู่กับหัวของผู้ผูกเงา สีหน้าของเขาผสมผสานระหว่างความหลงใหลและความหวาดหวั่น

แซมเองก็ไม่หยุดถามถึงวิธีสังหารเงามืดหรือเงามรณะ ส่วนหัวก็ยังพูดเพ้อเจ้อสลับกันไปมา บ้างก็เอ่ยถึงแสงศักดิ์สิทธิ์ บ้างก็พูดถึงกระแสเวทมนตร์ลี้ลับ

“พอเถอะ อย่างน้อยข้าก็ได้เบาะแสบ้างแล้ว” เรการ์ถอนหายใจ รู้ดีว่าหากฟังต่อไปคงไม่เกิดประโยชน์

ทว่าแซมกลับไม่รู้สึกตัว ยังคงจ้องหัวนั้นด้วยความลุ่มหลงที่ทวีขึ้นทุกขณะ

“บางอย่างไม่ชอบมาพากลแล้ว เซอร์ซอร์เรล!” เรการ์ร้องเรียกด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

ซอร์เรลรีบพุ่งเข้าวงเทียน เท้ากระแทกหัวให้หยุดหมุน ก่อนจะหวดหมัดใส่หน้าแซมอย่างแรงจนสลบเหมือด หลังจากนั้นเขาก็รีบมัดหัวด้วยเข็มขัดแล้วเหน็บมีดไว้ข้าง ๆ อย่างแน่นหนา จากนั้นเขาก็ช้อนร่างหมดสติของแซมขึ้นบ่า หันมาสบตาเรการ์ และทั้งสองไม่ต้องพูดอะไรก็เข้าใจกัน

“ท่านลอร์ดแซมจะไม่เป็นอะไรใช่ไหม?” เรการ์ถามอย่างเป็นห่วง

“อย่ากังวลเลยพ่ะย่ะค่ะเจ้าชาย แค่โดนเวทสะกด อีกหมัดก็ตื่น” ซอร์เรลตอบอย่างใจเย็น

เรการ์เห็นว่าไม่ควรปล่อยให้ซอร์เรลรับภาระคนเดียวจึงกล่าวว่า “ปล่อยให้เขาพักเถิด ฝากเหล่าทหารดูแลเขาแทน”

ซอร์เรลพยักหน้ารับคำ ก่อนทั้งคู่จะรีบออกจากห้องใต้หลังคา ทิ้งหัวผู้ผูกเงาและแซมไว้เบื้องหลัง

อย่างไรก็ตามเรการ์ไม่อาจสลัดความรู้สึกหนาวสะท้านจากหัวนั้นได้จึงเร่งฝีเท้าออกไปเช่นกัน

. . .

รุ่งเช้า ผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่หน้าเมืองไดร์เดน มีทั้งทหารตระกูลบรูน 200 นาย ทหารจากตระกูลแครบบ์ 300 นาย และกองทัพคนเถื่อนกว่า 2,000 นาย แต่ละกลุ่มยืนรวมกันเป็นหมวดหมู่ชัดเจน

เหนือศีรษะของพวกเขา มังกรสีดำกางปีกคลุมท้องฟ้า ร่างมหึมาของมันทอดเงาทมึนครอบครึ่งหนึ่งของปราสาท ดั่งเป็นลางร้ายแห่งหายนะที่กำลังจะมา

ใต้ร่างอันน่าสะพรึงนั้น เรการ์ยืนสงบนิ่ง สวมถุงมือแน่นหนา ถือหน้ากากไม้สีแดงสดไว้ในมือ หน้ากากเรียบง่ายแต่ชวนขนลุก เป็นสิ่งของสำคัญในพิธี

เขาหันไปหาบาร์ตที่ก้มหน้าอยู่แล้วกล่าวสั้น ๆ “ไปกันเถอะ”

บาร์ตลังเลเล็กน้อย ก่อนถามเสียงแผ่ว “เจ้าชาย เราจะละทิ้งการป้องกันของปราสาทเพื่อไปเผชิญหน้าเงากลางทุ่งจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“ปราสาทช่วยป้องกันพี่ชายเจ้าจากเงาได้หรือ?” คำตอบของเรการ์ทิ้งความเงียบงันไว้อย่างหนักหน่วง

หลังจากไตร่ตรองมาทั้งคืน เรการ์ตัดสินใจลงมือก่อนที่เงาจะสังหารผู้คนมากไปกว่านี้ มันแข็งแกร่งขึ้นหลังทุกครั้งที่ฆ่า หากช้าแม้แต่น้อยอาจสายเกินไป

เขามีหัวของผู้ผูกเงา มีหน้ากากแดงที่เป็นเครื่องสังเวย และมีมังกรไฟอย่างแคนนิบาล นี่คือโอกาสที่จะโต้กลับ!

ซอร์เรลเห็นด้วยกับแผน เขาเชื่อมั่นในพลังมังกรว่าเผาผลาญความชั่วร้ายได้หมดสิ้น ส่วนแซมที่ฟื้นแล้วก็สงบจิตใจได้อีกครั้ง เขาขี่ม้าในขบวน มือกำหัวของผู้ผูกเงาไว้แน่น ดวงตาไม่กล้าสบกับศีรษะนั้น

แผนของเรการ์คือใช้หัวผู้ผูกเงาล่อศัตรูออกมา แม้จะเสี่ยง แต่ก็มีโอกาสสำเร็จ

“เคลื่อนทัพ!” เรการ์ตะโกนพลางขึ้นขี่แคนนิบาล เหินขึ้นเหนือกองทัพคนเถื่อน คำสั่งของเขาทำให้เหล่าทหารโห่ร้อง ชูอาวุธขึ้นด้วยความฮึกเหิม เพราะสำหรับพวกเขา การได้ร่วมรบเคียงข้างมังกรคือเกียรติสูงสุด

ขบวนเคลื่อนพลด้วยซอร์เรลและแซมนำหน้า มุ่งไปยังที่ราบโล่งซึ่งเคยเป็นสนามรบระหว่างสองตระกูล เป็นพื้นที่กว้างขวางพอให้แคนนิบาลพ่นไฟได้อย่างเต็มที่

. . .

เมื่อถึงที่หมายคราบเลือดยังเปรอะพื้น กลิ่นคาวยังอวลอยู่ แซมมองรอบ ๆ ดวงตาเปล่งแสงแค้นเมื่อมองเหล่าทหารของซอร์เรล ที่นี่คือสุสานของทหารตระกูลแครบบ์ซึ่งสังเวยชีวิตไป

แต่ซอร์เรลกลับนิ่งเฉย เพราะการศึกระหว่างตระกูลบรูนกับตระกูลแครบบ์ไม่เกี่ยวกับคนในตระกูลสาขาของเขาเลย หากไม่ใช่เพราะผู้คนในดินแดนของเขาถูกฆ่า กับคำขอร้องของญาติห่าง ๆ อย่างบาร์ต เขาคงไม่มา

เมื่อแคนนิบาลร่อนลง เรการ์สั่งการ “ล้อมสนามด้วยน้ำมัน”

“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย” ทหารตระกูลบรูนเร่งขนถังน้ำมันจากเกวียนมาวางล้อมพื้นที่

เพลิงคือสิ่งที่เงากลัว ซอร์เรลจึงเสนอแผนล้อมด้วยไฟ ทหารถือธนูไฟเตรียมพร้อม

ในขณะเดียวกันแซมก็เริ่มเคลื่อนไหว เขานำตัวนักโทษสวมฮู้ดหลายคนมายืนเรียง แล้วผลักหัวผู้ผูกเงาใส่มือคนหนึ่งพร้อมพูดว่า “หากรอดชีวิตได้ เจ้าจะได้รับการอภัยโทษ”

“หน้ากาก . . . หน้ากากของข้า . . .” หัวนั้นยังคงพึมพำไม่หยุด ทำเอานักโทษบางคนสั่นเทา และหนึ่งในนั้นถึงกับทรุดตัวลง เปื้อนอุจจาระตัวเองด้วยความหวาดกลัว ทำให้หัวกลิ้งลงพื้น ยังคงพึมพำอย่างสับสน

แซมยืนมองภาพนั้นด้วยสีหน้าผสมระหว่างขยะแขยงและเศร้า

เรการ์เองก็เบือนหน้าหนี คำเตือนของหัวผู้ผูกเงายังก้องอยู่ในหัว มันจะออกล่าเงาแห่งชีวิต และผู้คนที่อยู่ที่นี่กว่าสามพันคนคือเหยื่อทั้งหมด โดยเฉพาะนักโทษ แต่นั่นก็ยังดีกว่าประหารเปล่า การให้โอกาสไถ่โทษด้วยการเอาชีวิตรอดยังนับว่าเมตตากว่า

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อม เรการ์ก็ลูบแผ่นหลังแคนนิบาลแล้วออกคำสั่ง “ทะยานขึ้น!”

แม้พฤติกรรมของเงามรณะจะผิดแปลกจากเดิม เหมือนไม่กลัวเพลิงมังกรอีกต่อไป แต่หากเรการ์และแคนนิบาลล่าถอยไปจากสนาม มันก็อาจเผยตัว ดังนั้นแทนที่จะไปไกล พวกเขาจึงไปปักหลักบนยอดเขาใกล้เคียง พร้อมจะโถมลงเมื่อถึงเวลาสังหาร

จบบทที่ ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 87 หน้ากากสีแดง 💸

คัดลอกลิงก์แล้ว