- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 86 ผู้ผูกเงา 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 86 ผู้ผูกเงา 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 86 ผู้ผูกเงา 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 86 ผู้ผูกเงา
เรการ์ปฏิเสธคำทักทายของแซมอย่างสุภาพก่อนจะอธิบายว่า “ระหว่างการเดินทางมีบางเหตุการณ์เกิดขึ้น แต่ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อภารกิจของเรา”
แซมเหลือบตามองไปยังเรการ์สลับกับดอกไม้แห่งชีวิต ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้นกันแน่พ่ะย่ะค่ะ? แล้วทำไมท่านถึงมีดอกไม้สัญลักษณ์ประจำตระกูลของพวกเราด้วย?”
เนื่องจากไม่มีเหตุผลให้ปิดบัง เรการ์จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมด ตั้งแต่การไขปริศนาบันทึกของแม่มดป่า จนกระทั่งค้นพบดอกไม้ดังกล่าว
ขณะที่เรื่องราวดำเนินไป สีหน้าของทุกคนในห้องก็ค่อย ๆ เคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ และแปลกใจที่เพียงแค่สิบชั่วโมงของการแยกจากกัน ทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไปมากมาย
ซอร์เรลจ้องมองดอกมาร์ชแมริโกลด์ด้วยความสนใจ “เจ้าชาย เวทมนตร์ได้เลือนหายไปจากโลกนี้มานานนัก ท่านแน่ใจหรือว่าเวทที่แม่มดป่าทิ้งไว้นั้นยังใช้ได้?”
“ก็มีทางเดียวจะรู้ได้คือ ต้องลองเท่านั้น บทสวด ‘เสียงกระซิบของผู้ตาย’ ไม่ได้ซับซ้อนเกินไป ขอแค่มีส่วนผสมที่ถูกต้อง และอาจต้องอาศัยพรสวรรค์เล็กน้อย” เรการ์ตอบเรียบเฉย “ถ้าข้าทำไม่สำเร็จ พวกท่านคนใดคนหนึ่งอาจลองแทน”
ขณะพูดเขาก็ก้าวขึ้นบันไดไปยังห้องใต้หลังคา โดยมีความคาดหวังสะท้อนอยู่ในแววตา “หัวใจของเวทมนตร์อยู่ที่จิตใจ ข้าไม่ได้คาดหวังว่ามันจะสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรก แต่ถ้าไม่ลอง เราก็จะไม่มีวันรู้”
“ท่านพูดได้เฉียบคมนัก เจ้าชาย” ซอร์เรลกล่าวพลางหันไปสบตากับบาร์ต ก่อนจะเดินตามเรการ์ขึ้นไป
แซมเดินตามมาเงียบ ๆ ดวงตายังคงไม่ละไปจากดอกไม้สีเหลืองนั้น
. . .
ในห้องใต้ดิน หัวของผู้ใช้เวทเงายังคงตั้งอยู่ใจกลางวงเทียนที่ล้อมด้วยเทียนไข
เรการ์ก้าวข้ามแนวเทียนอย่างระมัดระวัง วางดอกไม้แห่งชีวิตลงบนกะโหลก จากนั้นสั่งให้คนรับใช้ไปนำเลือดนกพิราบมาใช้วาดอักขระบนกะโหลก ตามขั้นตอนในสมุดบันทึกของแม่มดป่า จากนั้นเขาหยิบแผ่นกระดาษแปลบทสวดออกมา แม้จะรังเกียจเวทมนตร์แนวเนโครแมนซี แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะกำจัดเงามรณะ เขาจึงยอมเอ่ยปากสวดออกมา “อาทาลา . . . กูจีนอ . . .”
ถ้อยคำแปลกประหลาดเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงนิ่งราวกับกำลังอ่านหนังสือธรรมดา ทว่ากะโหลกเบื้องหน้ากลับไร้ซึ่งปฏิกิริยา
“ไม่สำเร็จหรือ?” เรการ์ขมวดคิ้ว หันไปมองแซมกับคนอื่น ก่อนจะสวดบทเวทอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาหลับตาเพ่งสมาธิและเปล่งเสียงอย่างมีศรัทธา
พรึบ!
ดอกไม้แห่งชีวิตเริ่มเรืองแสงสลัวสลับจาง ทันใดนั้นคลื่นความร้อนก็แผ่ลามทั่วร่างเรการ์ ร่างกายเขาเริ่มร้อนระอุจนผิวซีดกลายเป็นสีแดง ไอร้อนขาวลอยเอื่อยจากตัวเขาราวกับพึ่งออกจากหวดไม้ไผ่
พรึบ!
ทันใดนั้นประกายเพลิงลุกวาบจากมือของเรการ์ เผาแผ่นเวทมนตร์จนกลายเป็นเถ้าถ่านและปลิวร่วงลงพื้น ทำให้เขาเบิกตากว้างทันที และถอยกรูดด้วยความตกใจเมื่อความร้อนทะลักผ่านเส้นเลือด
“เลือดของข้ากำลังเดือดอยู่หรือ?” เขาพึมพำเบา ๆ ตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
“เจ้าชาย ข้าเคยได้ยินท่านย่ากล่าวว่า เวทมนตร์คือผลสะท้อนของการเลือก ด้วยสายเลือดแห่งมังกรในตัวท่าน การที่ท่านจะต่อต้านเวทที่ปลุกคนตายก็ไม่ใช่เรื่องแปลก” เสียงของแซมดังขึ้นด้วยน้ำเสียงลังเลแต่แฝงด้วยปัญญา
เรการ์หรี่ตามองอย่างไม่เชื่อ “ท่านเข้าใจกฎของเวทมนตร์หรือ?”
“เปล่าเลยพ่ะย่ะค่ะ” แซมส่ายหัว “ข้าไม่เคยเรียนเวทมนตร์มาก่อน รู้เพียงตำนานที่เล่าขานเกี่ยวกับแม่มดป่าเท่านั้น”
“เช่นนั้นท่านจะลองเองไหม ลอร์ดแซม?” เรการ์ถามพลางถอยออกจากวงเทียน สำหรับเขาเวทมนตร์เป็นเพียงเศษซากที่หลงเหลือจากอดีต ความล้มเหลวไม่เคยทำให้เขารู้สึกผิดหวัง แต่คำพูดของแซมกลับบ่งบอกว่ามีอะไรมากกว่านั้น
แซมลังเล แต่ในแววตามีทั้งความตื่นเต้นและความประหม่าแฝงอยู่
“ลุงแซม หากท่านพร้อมก็ลองดู ท่านมีสายเลือดแม่มดป่า อาจจะตอบสนองต่อเวทก็เป็นได้!” ซอร์เรลพูดเสียงเรียบแต่เฉียบขาด
“ตกลง ข้าจะลอง” แซมตอบเสียงแผ่ว แต่แววตามุ่งมั่น
เรการ์มองออกว่าแซมพยายามเก็บอาการตื่นเต้นไว้ไม่อยู่ จึงยื่นบทสวดแปลใหม่ให้พร้อมกำชับให้จำให้ขึ้นใจ เพราะแซมอ่านหนังสือไม่คล่อง จึงต้องอาศัยเรการ์ช่วยสอนสะกดบทสั้นนั้นซ้ำหลายครั้ง จากนั้นการทดลองก็เริ่มขึ้น
แซมก้าวเข้าสู่วงเทียน มือข้างหนึ่งถือกะโหลกกับดอกไม้ อีกข้างถือบทสวด ริมฝีปากแห้งผากของเขาสั่นระริกเมื่อเริ่มเปล่งเสียง “อัททาลา . . . กูจีนอ . . .”
เสียงทุ้มแผ่วที่เปล่งออกมาด้วยความตื่นเต้นดังก้องในห้องใต้หลังคา แต่เมื่อจบเวททุกอย่างกลับเงียบงัน ทำให้สีหน้าแซมหม่นลงด้วยความผิดหวัง เขาคุกเข่าก้มหน้ากับพื้นก่อนถอนหายใจหนัก “เจ้าชาย ดูเหมือนข้าก็ล้มเหลวเช่นกัน”
“ไม่เป็นไรลอร์ดแซม ธรรมดาของคนทั่วไปย่อมใช้เวทได้ยาก” เรการ์ปลอบอย่างเข้าใจ และหันไปพูดกับซอร์เรลด้วยรอยยิ้มบาง “เราคงต้องหาทางอื่นแล้วล่ะ”
ซอร์เรลพยักหน้า สีหน้าเคร่งขรึม
ทว่าทันใดนั้นเสียงกระซิบเย็นเยียบก็ดังขึ้นกลางอากาศ ทำเอาทุกคนเยือกเย็นไปถึงกระดูกสันหลัง หัวของผู้ผูกเงาค่อย ๆ ขยับ ผิวซีดเซียวเริ่มเปล่งแสงสีแดงอ่อนอย่างน่าขนลุก ดวงตาที่ปิดสนิทพลันเปิดขึ้น เผยนัยน์ตาพร่ามัวไร้โฟกัส พลางพึมพำคำพูดที่จับใจความไม่ได้
ขณะเดียวกันดอกไม้แห่งชีวิตก็เริ่มเฉา กลีบดอกที่เคยสดใสร่วงหล่น เหลือเพียงหัวรากที่ยังยึดติดกับกะโหลก หล่อเลี้ยงมันไว้
แซมหน้าซีดถอยกรูดจนเกือบล้ม ส่วนบาร์ตถึงกับตัวสั่นโดยไม่พูดอะไรสักคำ
“ลอร์ดแซม! ท่าน . . . ท่านทำได้!” เรการ์อุทานพลางถอยไปยืนหลังซอร์เรล
เขาพอแล้วกับเรื่องประหลาดแบบนี้ ไม่อยากเข้าไปยุ่งอีกแม้แต่น้อย!
แซมจ้องกะโหลกที่ขยับได้อย่างไม่เชื่อสายตา และตบหน้าตัวเองสองครั้งราวกับต้องการยืนยัน ก่อนหันมาถามด้วยเสียงสั่น “เจ้าชาย เป็นไปได้ไหมว่าข้านี่แหละ ปลุกกะโหลกนี้ขึ้นมาได้จริง ๆ?”
แม้ถามเอง แต่เขาก็แทบไม่อยากเชื่อว่าคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคจะปลุกบางสิ่งจากความตายได้
“ใครจะไปรู้ ท่านอาจมีพรสวรรค์ซ่อนอยู่ก็ได้” เรการ์เบือนหน้าหนีไม่สบตา จากนั้นเขาจึงสั่งต่อ “หัวของผู้ผูกเงานี้อาจเก็บความทรงจำจากชาติก่อน ลองถามมันดูเถอะว่าจะรับมือกับสัตว์เงานั่นอย่างไร”
แซมพยักหน้าอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แล้วเอ่ยถามด้วยเสียงสั่น “บอกเราทีว่าเจ้าคือใคร และเหตุใดร่างไร้วิญญาณของเจ้าจึงกลายเป็นคำสาปเล่นงานพวกเรา”
กะโหลกเคลื่อนไหวขากรรไกรช้า ๆ ดวงตาเลื่อนลอยจ้องพวกเขาราวกับกำลังค้นหาความทรงจำ ก่อนจะเปล่งเสียงแผ่วเบา “กระแสเวทมนตร์ถาโถมและเหือดแห้ง . . . แต่ยังคงทรงพลัง . . .”
แซมขมวดคิ้วขัดใจจากคำพูดวกวนจึงเอ่ยเร่ง “เอาให้ตรงประเด็นหน่อย วิธีล้างคำสาปคืออะไร?”
เมื่อพูดจบขาก็เตะกะโหลกเบา ๆ ด้วยความหงุดหงิด ทำเอาเรการ์และคนอื่น ๆ สะดุ้งสุดตัว เพราะคำพูดน่าขนลุกจากปากของกะโหลก ประกอบกับการกระทำของแซม ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความสยดสยองที่เย็นเยียบไปถึงกระดูก