- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 83 ดอกไม้แห่งชีวิต 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 83 ดอกไม้แห่งชีวิต 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 83 ดอกไม้แห่งชีวิต 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 83 ดอกไม้แห่งชีวิต
เรการ์จ้องมองแซม แครบบ์ด้วยแววตาครุ่นคิด ราวกับกำลังชั่งใจว่าจะพูดอะไรออกไปดี ความจงรักภักดีอย่างไม่หวั่นไหวของชายผู้นี้นับว่าน่าชื่นชม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่จัดการยากอยู่ไม่น้อย
ถึงอย่างนั้นเมื่อเขาคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วน ความรู้ลี้ลับของแม่มดป่าเริ่มดูน่าสนใจขึ้นมา หากบันทึกเหล่านี้คือกุญแจสู่การโค่นล้มสิ่งมีชีวิตเงา มันก็อาจเปิดทางให้เขาเข้าถึงความลับของเวทมนตร์เช่นกัน ใครบ้างจะไม่อยากครอบครองพลังเร้นลับเช่นนั้น?
เรการ์สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเอ่ยว่า “ลอร์ดแซม ข้าเห็นว่าบันทึกเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ ข้าจะพิจารณาคำร้องขอของท่าน”
“พ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย” แววตาของแซมฉายชัดถึงความตื่นตะลึง แต่เขายังคงตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ขอให้เกียรติของวีรบุรุษส่องประกายอยู่เหนือท่าน ข้ารู้สึกได้ว่า ท่านจะเป็นวีรบุรุษคนใหม่แห่งแครกคลอว์พอยต์”
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” เรการ์กล่าวอย่างแผ่วเบา ทว่าไม่ลืมที่จะเน้นย้ำ “เวลาของเรามีไม่มาก ต้องลงมือทันที เป้าหมายแรกคือการนำบันทึกของแม่มดป่ากลับมาให้ได้ เวลาของเรามีน้อยนัก ข้าจะขี่แคนนิบาลไปยังปราสาทวิสเปอร์ ขอท่านบอกตำแหน่งของบันทึกให้ข้าทราบด้วย”
“บันทึกถูกเก็บไว้ในห้องใต้ดินของปราสาท พระองค์โปดไปพบยารา และนางจะนำทางให้ท่านเองพ่ะย่ะค่ะ” ลอร์ดแซมตอบทันควัน
“เช่นนั้นข้าจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้” เรการ์ตอบอย่างแน่วแน่
หลังสั่งให้ทรานกัลจัดการเรื่องเผ่าคนเถื่อนที่อยู่นอกเมือง เรการ์ก็บังคับแคนนิบาลมุ่งหน้าสู่วิสเปอร์บนชายฝั่งตอนใต้
. . .
มังกรดำทะมึนพาเขามาถึงที่หมายภายในเวลาไม่นาน แคนนิบาลลงจอดอย่างสง่างามตรงหน้าปราสาท ทำให้ทหารยามที่เห็นเขาก็รีบตรงเข้ามาทำความเคารพ
ลูกๆ ของลอร์ดแซมเองก็เดินออกมาต้อนรับอย่างพอเหมาะพอควร เรการ์กล่าวทักทายสั้น ๆ ก่อนจะขอพบยารา แม้นางจะดูงุนงงในตอนแรก แต่ด้วยความเป็นหญิงสาวที่เข้มแข็งตามแบบฉบับลูกหลานแห่งแครกคลอว์พอยต์ ยาราก็ไม่รีรอที่จะนำเขาลงสู่ห้องใต้ดิน
พวกเขาเดินลึกลงไปสองชั้น ชั้นแรกยังมีแสงสว่างจากคบไฟ ส่วนอีกชั้นมืดมิดจนแทบมองไม่เห็น จนกระทั่งยาราจุดตะเกียงน้ำมันขึ้น แสงไฟสลัวเผยให้เห็นห้องแปลกประหลาดที่เต็มไปด้วยกล่องเก็บของและวัตถุสารพัดอย่าง บนโต๊ะมุมห้องยังประดับด้วยกะโหลกนับสิบ
“ที่นี่แหละเพคะ เจ้าชาย” ยารากระซิบเบา ๆ ขณะเดินไปจุดเทียนเล่มใหญ่บนโต๊ะ
เรการ์สะดุดใจกับสิ่งที่เห็น แต่เขาก็พยายามข่มความรู้สึกและเดินเข้าไปใกล้จนเห็นกล่องไม้ใบหนึ่งวางอยู่บนนั้น ยาราหยิบกุญแจที่ซ่อนไว้ในกะโหลกดวงหนึ่งมาไขกล่อง เผยให้เห็นหนังสือเล่มบางที่หน้ากระดาษเหลืองเก่า
ยาราหยิบมันขึ้นมายื่นให้เรการ์ด้วยความเคารพ ซึ่งเขาก็รับไว้และสัมผัสได้ถึงเนื้อกระดาษที่ไม่ธรรมดา
“ออกไปอ่านข้างนอกกันเถอะเพคะ ห้องนี้มืดเกินไป” ยาราเอ่ยแนะนำ
“เห็นด้วย” เรการ์พยักหน้า
ระหว่างที่เดินออกจากห้องใต้ดิน เขาเปิดหนังสืออ่านทีละหน้า เนื้อหาเป็นภาษาวาเลเรียนก็จริง แต่ก็ไม่ใช่ไฮวาเลเรียนแบบตระกูลทาร์แกเรียนที่เขาคุ้นเคย หากเป็นการผสมระหว่างหลายสำเนียง มีทั้งตัวอักษรสามัญและอักษรโบราณปะปนกันราวกับใยแมงมุม
โชคดีที่เขายังพออ่านออก แม้จะปวดหัวไม่น้อยก็ตาม
“เวทมนตร์แห่งธรรมชาติ . . . ดอกไม้แห่งชีวิต . . . เสียงกระซิบของผู้ตาย . . .”
หนังสือมีแค่ไม่กี่หน้า เรการ์อ่านจนจบก่อนจะก้าวออกจากใต้ดินด้วยซ้ำ ซึ่งเวทมนตร์ทั้งสามบทในนั้นมีเพียงหนึ่งบทเท่านั้นที่เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ ‘เสียงกระซิบของผู้ตาย’ เวทที่สามารถปลุกหัวกะโหลกให้พูดได้ ส่วนเวทอีกสองบทซับซ้อนเกินไป บทแรกเกี่ยวกับการแปลงกายเป็นสัตว์ ซึ่งต้องมีพรสวรรค์เฉพาะ และอีกบทเป็นการสื่อสารกับแก่นแท้แห่งธรรมชาติ ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจลึกซึ้ง
แม้แต่เรการ์ก็รู้ดีว่าการเรียนรู้เวทเหล่านี้ต้องใช้ทั้งสติปัญญาและพรสวรรค์ ไม่ใช่ใครก็ฝึกได้
“โชคดีที่เสียงกระซิบของผู้ตายไม่ต้องใช้พรสวรรค์พิเศษ แค่มีวัสดุบางอย่างก็เพียงพอ” เขาพึมพำ
หัวใจของเวทมนตร์นี้คือสิ่งที่เรียกว่า ‘ดอกไม้แห่งชีวิต’ พืชที่เปี่ยมด้วยพลังชีวิต สามารถกันเน่าให้กะโหลก และปลุกให้พูดได้อีกครั้ง แต่เขาก็พบข้อเท็จจริงที่ชวนขนลุกเช่นกัน ความทรงจำไม่ใช่สติสัมปชัญญะ กะโหลกจะพูดได้ แต่ไม่มีความคิด ไม่มีวิญญาณ แค่เศษสะท้อนของชีวิตเก่าเท่านั้น
ความจริงข้อนี้ทำให้เรการ์รู้สึกขมขื่น เขาไม่อาจยอมรับการใช้ศพเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวได้
“ช่างเป็นเวทมนตร์ที่น่ารังเกียจอะไรเช่นนี้ . . .” เขาพึมพำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เวทแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาแสวงหา เขาใฝ่ฝันถึงเปลวเพลิงมหัศจรรย์ ดาบเวทมนตร์ที่พลิกแผ่นดิน เวทมนตร์ของวีรบุรุษ ไม่ใช่ของซากศพ!
“ไม่น่าแปลกใจที่ซิทาเดลจะรังเกียจเวทพวกนี้ มันทำให้จิตใจคนเสื่อมทราม” เขาพูดพลางยื่นหนังสือคืนให้ยารา
“เจ้าชายไม่ชอบบันทึกนี้หรือเพคะ?” นางถามเสียงเบา
“เป็นความรู้ที่มีค่า แต่ไม่ใช่สิ่งที่ข้าตามหา” เขาตอบพร้อมส่ายหน้า
ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่ยอมทิ้งโอกาสนี้ หัวของพ่อมดเงายังถูกเก็บไว้ที่ไดร์เด็น หากเขาปลุกมันขึ้นมาได้ บางทีอาจได้รับคำตอบในการต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตเงา
เรการ์หันมาถามยารา “เจ้ารู้จักดอกไม้แห่งชีวิตหรือเปล่า?”
เขาจดจำคาถาเสียงกระซิบของผู้ตายได้แล้ว แต่ยังขาดส่วนผสมสำคัญคือดอกไม้นั้น
ยาราเหลือบมองไปยังธงประจำตระกูลที่แขวนอยู่ตรงผนังห้องรับรอง “เจ้าชาย ตราสัญลักษณ์ของตระกูลเรา ดอกมาร์ชแมริโกลด์ ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งของดอกไม้แห่งชีวิตเพคะ”
เรการ์หันไปมองดอกไม้สีทองอร่ามที่ปักไว้บนผืนผ้า ตัดกับฉากหลังของหนองน้ำหม่นมัว
“ข้าเคยนึกว่ามันเป็นแค่กล้วยไม้ในหนองน้ำธรรมดา” เขากล่าวด้วยความแปลกใจ
“ถึงจะดูคล้ายกล้วยไม้ แต่ดอกมาร์ชแมริโกลด์มีสีที่ต่างออกไป และเติบโตในสภาพแวดล้อมเฉพาะตัว” ยาราอธิบายด้วยรอยยิ้ม “มันขึ้นชื่อว่าแข็งแรงและเปี่ยมชีวิต จึงได้รับฉายาว่า ดอกไม้แห่งชีวิต”
“แล้วปัจจุบันยังพอมีหลงเหลืออยู่ไหม?” เรการ์ถามต่อ
“ดอกไม้นี้หายากมากเพคะ เชื่อกันว่าสูญพันธุ์ไปนานกว่าร้อยปีแล้ว” ยาราส่ายหน้า
เรการ์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ถ้าข้าขี่มังกรบินสำรวจหนองน้ำทั่วคาบสมุทร ยังพอมีหวังพบมันไหม?”
ยาราให้คำตอบตามจริง “หนองน้ำกินพื้นที่เกินครึ่งของคาบสมุทร และแทบไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ โอกาสจะพบมันก็มีน้อยมากเพคะ”
“น้อย แต่ก็ยังมีสินะ ตราบใดที่มันยังไม่สูญพันธุ์หมดสิ้น ข้าจะไม่ยอมแพ้” เรการ์ยิ้มอย่างมั่นใจ จากนั้นเขาจึงหันไปสั่งการ “สำหรับบันทึกขอให้เก็บรักษาไว้ให้ดี แม่มดคนนี้เก่งเวทมนตร์แห่งธรรมชาติเหลือเกิน”