- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 80 ปราสาทไดร์เดน 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 80 ปราสาทไดร์เดน 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 80 ปราสาทไดร์เดน 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 80 ปราสาทไดร์เดน
รุ่งเช้าวันถัดมา เรการ์ค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเตียงขนนกห่านที่นุ่มดุจอ้อมกอด ความทรงจำจากความฝันอันพร่าเลือนเมื่อคืนก่อนยังคงติดตรึงอยู่ในใจ ทำให้เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางทอดถอนใจ
“เจ้าชาย ลอร์ดแซมรออยู่ในห้องอาหารเช้าเพคะ” เสียงของสาวใช้ดังมาจากหลังประตูหินที่ตกแต่งอย่างวิจิตร
“ข้ารู้แล้ว” เรการ์ตอบ ขณะลุกขึ้นจากเตียงด้วยท่าทีที่ยังแฝงความเหนื่อยล้า
ตลอดทั้งคืนเขาถูกรบกวนด้วยภาพนิมิตอันหลอกหลอน ใบหน้าของเรนีราที่เปรอะเปื้อนน้ำตา จับมือเขาแน่นพลางเอ่ยความกังวล ในอีกภาพหนึ่ง ใบหน้าอันสงบเยือกเย็นของบิดากลับบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว ประกาศบทลงโทษอันโหดเหี้ยม ทว่าโหดร้ายยิ่งกว่าคือศีรษะที่ถูกเสียบประจานไว้บนหอกเป็นคำเตือนถึงโทษของผู้ฝ่าฝืน
“อย่าห่วงเลย ข้าจะกลับมาแน่” เรการ์พึมพำกับตนเองแน่วแน่ เขาจะทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ แล้วกลับไปยังดราก้อนสโตนทันทีที่ภัยจากอสูรเงาสิ้นสุดลง
. . .
เมื่อเขาผลักบานประตูออกก็พบกับเด็กสาวคนหนึ่งในชุดผ้าแพรบางเบายืนรออยู่
“เลดี้ยารา เจ้าไม่จำเป็นต้องมาบอกข้าด้วยตัวเองหรอก” เรการ์กล่าวพลางพยักหน้าให้นางอย่างให้เกียรติ
ยารายิ้มบาง ๆ “ท่านพ่อสั่งให้ข้ามาเองเพคะ ไม่เป็นการลำบากเลย”
“เจ้ามีน้ำใจนัก” เขาตอบด้วยรอยยิ้มบาง
ลอร์ดแซม แครบบ์ ดูจะรู้จักศิลปะแห่งการต้อนรับอยู่ไม่น้อย งานเลี้ยงค่ำคืนก่อนช่างรื่นรมย์ ทั้งอาหารและผู้ร่วมโต๊ะก็ล้วนเป็นมิตร
เรการ์กับยาราเดินลงบันไดมาด้วยกัน จนกระทั่งมาถึงห้องรับรองที่ลอร์ดแซมนั่งรออยู่แล้ว
“เจ้าชาย” แซมทักทายอย่างอบอุ่นเมื่อเห็นเขา
เรการ์พยักหน้าตอบ พลางผายมือเชิญให้เขานั่ง จากนั้นก็นั่งลงตรงข้าม
ระหว่างที่กำลังลิ้มรสอาหารเช้าง่าย ๆ แต่อร่อยล้ำ เรการ์ก็เอ่ยถึงเรื่องที่คุยกันเมื่อคืน “ลอร์ดแซม ท่านคิดเห็นเช่นไรกับข้อเสนอของข้า?”
“สิ่งมีชีวิตเงาคือภัยใหญ่หลวงต่อคาบสมุทร และตระกูลแครบบ์พร้อมยืนเคียงข้างท่าน” แซมชะงักเล็กน้อยก่อนตอบ
จากนั้นเขาอธิบายถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ในภูมิภาค “ทางตะวันออกของคาบสมุทรที่อยู่ภายใต้การควบคุมของตระกูลบรูนและแครบบ์นั้น มีพวกคนเถื่อนหลงเหลืออยู่ไม่มาก หากเราจะต่อกรกับสิ่งมีชีวิตเงาและรวบรวมพวกคนเถื่อนที่กระจัดกระจาย ความร่วมมือของสองตระกูลถือเป็นหัวใจสำคัญพ่ะย่ะค่ะ”
เรการ์ซึ่งมีความรู้ในประวัติศาสตร์และการเมืองอย่างลึกซึ้ง ย่อมเข้าใจถึงความจำเป็นในการได้รับการสนับสนุนจากขุนนางท้องถิ่น แม้การพบกับตระกูลบรูนจะไม่สู้ดีนัก แต่ความร่วมมือกับตระกูลแครบบ์ก็ดูมีความหวัง ดังนั้นเขาจึงยอมรับความร่วมมือของแซมด้วยความขอบคุณ
อย่างไรก็ตามแม้การสนทนาจะจบลง แต่เรการ์ยังไม่อาจหาหนทางจัดการกับสิ่งมีชีวิตเงาได้
“เรือที่สิ่งมีชีวิตเงาปรากฏตัวครั้งแรกยังคงเกยตื้นอยู่ที่ชายหาด ข้าไม่กล้าเข้าใกล้ก่อนหน้านี้ แต่ตอนนี้ท่านมีมังกร ข้าอาจเสี่ยงไปตรวจสอบได้พ่ะย่ะค่ะ” ลอร์ดแซมกลับมีข้อเสนอหนึ่ง
เรการ์ครุ่นคิดชั่วครู่ก่อนตอบ “แล้วแต่ท่าน ลอร์ดแซม”
เมื่อแผนเป็นรูปเป็นร่าง ทหารร้อยนายจากปราการเดอะวิสเปอร์ก็ถูกระดมพล พร้อมด้วยอาวุธครบมือ โดยมีแซมนำทัพด้วยตนเอง
ขณะเดียวกันเรการ์ก็ขึ้นขี่แคนนิบาลเพื่อบินสังเกตการณ์จากบนฟ้า ส่วนกองทัพคนเถื่อนยังคงรอคำสั่งอยู่ในป่า
หลังจากเดินทางราวหนึ่งชั่วโมง พวกเขาก็มองเห็นชายหาดทางชายฝั่ง ที่นั่นเองที่เรือสำเภาลำหนึ่งเกยตื้น สถานที่แรกที่สิ่งมีชีวิตเงาปรากฏตัว
“แคนนิบาล ลงจอด” เรการ์ออกคำสั่งให้มังกรลงสู่ชายหาด
เรือที่ถูกทิ้งร้างนั้นชำรุดจากลมฟ้าอากาศ ตัวเรือแตกร้าว เสากระโดงหักครึ่ง ก่อนที่แซมจะส่งทหารสิบคนขึ้นไปสำรวจ แบ่งเป็นคู่เพื่อความปลอดภัย พร้อมสัญญาณแจ้งเตือนหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งโชคดีที่ผลการค้นหาไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
“เรือว่างเปล่าพ่ะย่ะค่ะ” ทหารรายงาน
เรการ์และแซมสบตากันอย่างผิดหวัง
“กลับไปที่เดอะวิสเปอร์ ตรวจดูความเคลื่อนไหวของพวกคนเถื่อน” เรการ์สั่ง ก่อนที่แคนนิบาลจะทะยานขึ้นฟ้าอีกครั้ง
การค้นหาอย่างตรงไปตรงมาไม่ก่อผล บัดนี้ต้องหาวิธีล่อศัตรูให้ปรากฏตัวแทน
. . .
เมื่อกลับถึงเดอะวิสเปอร์ เรการ์ก็เห็นคนส่งสารบนหลังม้าขาว กำลังโต้เถียงกับทหารยามที่หน้าประตูเมือง ดังนั้นด้วยความสงสัย เขาจึงเข้าไปใกล้ และถามเสียงเข้มว่า “เจ้ามาจากไหน?”
เมื่อเห็นว่าเป็นจ้าวมังกร ผู้มาใหม่รีบคุกเข่าลงแล้วกล่าวว่า “ข้ามาจากไดร์เดนพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชายได้โปรดรับสาส์นฉบับนี้”
“ไดร์เดน? จากตระกูลบรูนอย่างนั้นหรือ?” เรการ์พึมพำ สีหน้าเคร่งเครียด “ลอร์ดเวลส์ล่ะ? ข้าแจ้งเขาเรื่องพักรบไปแล้ว”
“ลอร์ดเวลส์ตายแล้วแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” คนส่งสารกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นไหวขณะคุกเข่าต่อหน้า
“ว่าอย่างไรนะ?” เรการ์อุทานเสียงหลง ไม่อาจเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“หลังจากลอร์ดเวลส์กลับจากพบพระองค์ เขาก็ปลีกตัวเข้าไปในห้องไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปรบกวน เช้าวันนี้เมื่อสาวใช้เข้าไปก็พบท่านลอร์ดสิ้นลมหายใจบนเตียง ไม่มีร่องรอยบาดแผลภายนอก แต่เมสเตอร์กล่าวว่าอวัยวะภายในโดยเฉพาะสมองได้รับความเสียหายจากแรงกระแทกที่ทะลุผ่านปาก จมูก และหู” ผู้มาใหม่เล่าต่อด้วยน้ำเสียงเศร้าหมอง
“เงามรณะ . . .” เรการ์ขนลุกวาบ สายตาแข็งกร้าว พลางพึมพำเบา ๆ ด้วยความหวาดกลัวแทรกซึมทั่วกาย
ก่อนหน้านี้มันเล่นงานแต่เผ่าคนเถื่อน ทว่าเมื่อมันกล้าลอบสังหารขุนนางผู้สูงศักดิ์ สถานการณ์ก็ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
เขาตัดความลังเลใจออกจากสมอง แล้วกล่าว “ต่อจากนี้ เราทุกคนต้องอยู่ใกล้แคนนิบาลไว้ตลอด”
จากนั้นเรการ์ก็เปิดสาส์นอ่านทันที ภายในกล่าวถึงเหตุการณ์การตายของเวลส์ การยืนยันข้อตกลงพักรบกับเดอะวิสเปอร์ และเชิญเรการ์ไปร่วมงานเลี้ยงที่ไดร์เดน โดยมีลายเซ็นของบาร์ต บรูน น้องชายของลอร์ดเวลส์
“เจ้ารอให้ลอร์ดแซมกลับมาก่อน” เรการ์สั่งกับคนส่งสาร “ข้าจะไปล่วงหน้า”
เรการ์ขึ้นขี่แคนนิบาลอีกครั้ง มุ่งหน้าไปยังไดร์เดนซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเดอะวิสเปอร์ ทั้งสองปราสาทตั้งอยู่คนละฟากของคาบสมุทรแครคคลอว์ โดยมีป่ารกทึบขวางกั้นระหว่างกลาง
โชคดีที่แคนนิบาลรวดเร็วพอที่จะบินไปกลับภายในครึ่งชั่วโมง ลมทะเลที่กรรโชกผ่านใบหน้าทำให้หัวใจเรการ์เต้นรัว เพราะเขารู้สึกได้ถึงภัยร้ายที่ซ่อนอยู่ในคาบสมุทรแห่งนี้
. . .
ไม่นานแคนนิบาลก็มาถึงปราสาทไดร์เดน เรการ์กับมังกรตัวมหึมาบินวนเหนือยอดเขาสูง ก่อนร่อนลงสู่ลานภายใน ปล่อยเปลวเพลิงสีมรกตคำรามกึกก้อง ประกาศการมาถึงของสายเลือดทาร์แกเรียน
ทหารบนป้อมถึงกับอึ้งงันต่อภาพเบื้องหน้า ความหวาดหวั่นสะท้อนชัดในแววตา
เมื่อมองลงไปยังประตูไม้หนาที่ยังปิดสนิท เรการ์รอการต้อนรับจากเจ้าของปราสาท
ไม่นานประตูก็เปิดออก พร้อมคณะผู้ติดตามในอาภรณ์หรูหราเดินเรียงแถวออกมา ผู้นำคือชายหนุ่มสูงโปร่ง มีเค้าคล้ายลอร์ดเวลส์ผู้ล่วงลับ ตามหลังมาเป็นสตรีผู้มีดวงตาสีแดงข้างหนึ่ง และชายวัยกลางคนในชุดเกราะ
เมื่อแคนนิบาลร่อนลงอย่างสง่างาม กลุ่มขุนนางก็เผชิญหน้ากับเจ้าชายมังกรอย่างจัง พวกเขามองเรการ์ด้วยแววตาตื่นตะลึง
“ข้า บาร์ต แห่งตระกูลบรูน ยินดีที่ได้พบพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย” ชายหนุ่มผู้มีท่าทีสงบนิ่งค้อมศีรษะอย่างเคารพ
เรการ์มองเขาอย่างงุนงง “เจ้าคือน้องชายของเวลส์? เขาตายแล้วจริง ๆ หรือ?”