เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 77 พิชิตคาบสมุทร 💸

ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 77 พิชิตคาบสมุทร 💸

ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 77 พิชิตคาบสมุทร 💸


ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 77 พิชิตคาบสมุทร

แม้น้ำเสียงของเรการ์จะยังอ่อนเยาว์และรูปร่างดูเล็กกว่าใคร แต่เมื่อมีมังกรแคนนิบาลยืนเคียงข้าง รัศมีแห่งอำนาจก็แผ่ซ่านปกคลุมเหล่าคนเถื่อนที่มาชุมนุมกันอยู่เบื้องหน้า

เมื่อเขาเอ่ยคำสั่งเหล่าคนเถื่อนก็โค้งคำนับต่อมังกรที่ยิ่งใหญ่ราวกับเทพเจ้าแห่งไฟ

เรการ์ก้าวขึ้นควบคุมสถานการณ์อย่างมั่นคง กล่าวด้วยเสียงหนักแน่น “ในเมื่อพวกเจ้าได้สาบานว่าจะภักดีต่อข้าแล้ว ก็จงเชื่อฟังทุกคำสั่งของข้าโดยไม่ลังเล หากฝ่าฝืนเจ้าจะได้ลิ้มรสเปลวเพลิงมังกร”

บรรดาหัวหน้าชนเผ่าซึ่งแต่เดิมยังดูฮึกเหิม กลับสงบลงทันตาเมื่อรับรู้ว่า หากคิดต่อต้านมีแต่ทางตายรออยู่

สำหรับคนเถื่อนเหล่านี้ พวกเขาไม่ได้โง่เขลา พวกเขารู้ว่า ‘คำสาป’ คือความตาย แต่ ‘เพลิงมังกร’ อาจเป็นความรอด ดังนั้นต่อหน้าอำนาจอันเกรียงไกรของมังกร ผู้คนที่กระจัดกระจายไร้ผู้นำก็เริ่มมองหาใครสักคนที่จะพาไปสู่อนาคตใหม่

เมื่อสบสายตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมจากพวกคนเถื่อน เรการ์ก็รู้สึกถึงภาระที่เริ่มทับถมลงบนบ่าของตน ทำให้หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ออกคำสั่งแรก “เงามรณะที่คุกคามอยู่ไม่ได้จ้องเล่นงานแค่พวกเจ้า มันจะกลืนกินทุกเผ่าในคาบสมุทร ก่อนที่มันจะเติบโตจนหยุดไม่ได้จงรวมกำลังกันภายใต้ธงของข้า แล้วเข้ายึดครองคาบสมุทรนี้ให้สิ้น!”

นี่คือกลยุทธ์เฉพาะหน้าในแบบของเรการ์ ใช้คนเถื่อนเป็นเบี้ยล่อออก ‘เงามรณะ’ แล้วจบมันด้วยไฟของแคนนิบาล

เสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้นระงมขึ้นทันที ความหวังในการพิชิตคาบสมุทรและกดขี่เผ่าคู่แข่งเติมเชื้อไฟให้เหล่านักรบกระหายศึก เพราะสำหรับเผ่าคนเถื่อนที่ชีวิตคือการต่อสู้ ทั้งการรบพุ่งหรือการเสน่หาก็ล้วนเร่าร้อนไม่ต่างกัน

. . .

เช้าวันถัดมา

เรการ์เรียกหัวหน้าเผ่าคนเถื่อนมารวมตัว และมอบหมายให้แต่ละคนรับหน้าที่ดูแลเผ่าของตน

เผ่าโซลเจอร์ไพน์ที่เสียหัวหน้าไปได้เลือกผู้นำคนใหม่ และรวมตัวภายใต้ชื่อใหม่ว่า ‘แคร็บคลอว์’ เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อเรการ์ในฐานะผู้นำสูงสุด และหุบเขาเบื้องหน้าก็ถูกเลือกเป็นสถานที่ตั้งถิ่นฐานใหม่ อุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติและสภาพภูมิประเทศที่เหมาะแก่การป้องกัน

เรการ์สั่งให้ผู้หญิง เด็ก คนชรา และผู้ไร้กำลังคงอยู่ที่หุบเขา โดยจัดทหารฝีมือดีจากห้าเผ่ารวมร้อยนายเฝ้าระวัง ซึ่งเมื่อนับรวมผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ไม่สามารถรบได้ จำนวนผู้คนพุ่งเกินสามพัน

หลังคัดกรองเหล่านักรบอย่างเข้มงวด เรการ์จึงได้กองกำลังพร้อมรบประมาณหนึ่งพันนาย กำลังหลักสำหรับแผนการพิชิตของเขา และภารกิจมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น กระจายกำลังออกตระเวนทั่วป่าต้นสนและหนองน้ำ ไล่ปราบเผ่าคนเถื่อนที่กระจัดกระจายทั่วคาบสมุทรให้สยบอยู่ใต้ร่มธง

ซึ่งเพียงแค่เห็นมังกรบินวนเหนือศีรษะสองรอบ เผ่าที่แต่เดิมดื้อรั้นก็ยอมสยบโดยไร้คำพูดใด ๆ ทำให้เพียงห้าวันเรการ์และแคนนิบาลก็ตะลุยครึ่งตะวันออกของคาบสมุทรแคร็กคลอว์ได้สำเร็จ ปราบเผ่าเล็กกว่า 12 เผ่าเข้าสังกัด และเพิ่มกำลังพลเป็นหลักหมื่น

. . .

ริมหนองน้ำอาบยาพิษ

เรการ์นั่งเอกเขนกในกระโจมหนังสัตว์อย่างง่ายท่ามกลางความอบอ้าวของแดด และถามขึ้นเรียบ ๆ ว่า “วันนี้เรารวมผู้คนได้เท่าไหร่แล้ว?”

“รวมแล้วกว่า 2,000 คน แต่ที่พร้อมรบจริงมีเพียง 800” สกายลาร์ตอบพลางยื่นรายงาน นางสวมเสื้อผ้าลินินอย่างง่ายแทนชุดเกราะหนัก

แผนของเรการ์นั้นเรียบง่ายอย่างน่าเหลือเชื่อ ปล่อยให้เผ่าแคร็บคลอว์จัดการปะทะ ส่วนตนเองเพียงนั่งนิ่ง และขี่มังกรออกข่มขวัญเป็นระยะ

“ท่านได้ตะลุยคาบสมุทรตะวันออกไปจนหมดแล้ว และรวมเผ่าเรียบร้อย แต่ฝั่งตะวันตกยังมีปราสาทขุนนางตั้งกระจายอยู่ พวกเราจึงยังไม่กล้ารุกล้ำ” สกายลาร์กล่าวเสริม

“ไม่เป็นไร ขุนนางพวกนั้นล้วนสาบานต่อบัลลังก์เหล็ก” เรการ์กล่าวอย่างไม่ยี่หระ

การพิชิตครั้งนี้กลับไม่ตื่นเต้นอย่างที่คิด มันเหมือนละครเด็กเสียมากกว่า พวกคนเถื่อนพอเห็นมังกรก็คุกเข่าโดยไม่ต้องเสียแรงใด ๆ

ทันใดนั้นม่านกระโจมเปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงสง่าคนหนึ่ง

“เจ้าชาย ผู้นำเผ่าไวท์คลอว์ไม่ยอมจำนน ข้าจึงนำหัวมันมาให้” แทรงเกิล หนึ่งในผู้นำเผ่าแคร็บคลอว์คนแรกที่สาบานตน ย่อตัวถวายหัวที่ชุ่มด้วยเลือด

แม้เรการ์จะไม่เคยเรียกตนเองว่า ‘จ้าวมังกร’ แต่คนเหล่านี้ล้วนเรียกเขาว่า ‘เจ้าชาย’ อย่างเคารพ

เรการ์ขมวดคิ้วสั่งเสียงเย็น “จัดการซากพวกนั้นไปให้พ้น ข้าไม่อยากเห็น”

หากไม่ใช่เพราะ ‘เงามรณะ’ เขาคงปลีกตัวจากความป่าเถื่อนพวกนี้ไปนานแล้ว เพราะทุกคนที่นี่ดูโง่เงาไม่ต่างจากหินก้อนหนึ่ง แล้วเขาต้องทนอยู่อีกนานแค่ไหนกันนะ?

แทรงเกิลพยักหน้า และลุกขึ้นกล่าวว่า “เผ่าไวท์คลอว์ถูกปราบเรียบร้อย ด้านตะวันออกของคาบสมุทรสะอาดแล้ว คืนนี้จะพักที่นี่ แล้วออกเดินทางสู่ฝั่งตะวันตกแต่เช้า”

“ดี” เรการ์พยักหน้า

“เสบียงเริ่มไม่พอแล้วเจ้าชาย ยิ่งมีคนมาก ทรัพยากรในหุบเขาก็หมดเร็วขึ้น” แต่สกายลาร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

“เราจะอยู่ได้นานเท่าไร?” เรการ์ถามพลางยืดตัวขึ้น

“ไม่เกินสามวัน” สกายลาร์ตอบสั้น ๆ

เรการ์ถอนหายใจ “มีคนเป็นหมื่น ๆ ต้องเลี้ยงทุกวัน พวกเจ้าจัดการกันยังไง?”

“ข้ากับทอร์มันด์เคยหิวโหยครึ่งปีตอนอยู่กับลุงฟอลคอน” นางตอบ

“งั้นเร่งเดินทัพไปฝั่งตะวันตก และจัดการเจ้าเงามรณะให้เร็วที่สุด” เรการ์ด้วยสีหน้าครุ่นคิด “มันมีร่องรอยให้ตามไหม?”

“ไม่มีเลย คิดว่ามันคงรู้ตัวว่าถูกตามล่าแล้วหลบซ่อนอยู่” สกายลาร์กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

. . .

สองวันถัดมา

ท่ามกลางช่องเขารกร้าง มีขบวนคนเถื่อนเร่งฝีเท้าเคลื่อนทัพไปทางตะวันตก เหนือศีรษะมังกรสีดำตัวใหญ่บินวน เงาของมันทอดยาวคลุมพื้นดินเบื้องล่าง

เมื่อฝั่งตะวันออกสงบแล้ว เรการ์จึงนำขบวนใหญ่เคลื่อนพลครั้งใหญ่ แต่เขาก็เลือกอย่างรอบคอบไม่พาทุกคนไป คนชรา ผู้ป่วย เด็ก หญิง และครึ่งหนึ่งของนักรบยังคงอยู่ในหุบเขา อาศัยการล่าสัตว์ดำรงชีวิต ส่วนที่ร่วมเดินทางไปมีหัวหน้าเผ่าแคร็บคลอว์ 20 กว่าคน พร้อมนักรบกว่า 2,300 นาย และเสบียงพอสำหรับสามวัน

แม้ดูเหมือนกำลังน้อย แต่สำหรับคาบสมุทรกันดารเช่นนี้ก็ถือเป็นกองทัพที่น่าเกรงขาม ระหว่างทางพวกเขาพบขุนนางท้องถิ่นเล็ก ๆ ที่ตั้งถิ่นฐานในหุบเขามาหลายชั่วอายุคน แม้จะมีคำนำหน้า แต่ชีวิตก็แร้นแค้น

ซึ่งเพียงแค่มังกรผ่านหัวไป พวกขุนนางเหล่านั้นก็ยอมสาบานตนต่อเจ้าชาย แต่เมื่อเรการ์ขอเสบียงเพื่อเลี้ยงคนเถื่อน พวกเขากลับปฏิเสธ แม้จะรับปากว่าคืนให้สองเท่าก็ไม่เปลี่ยนใจ จนกระทั่งพวกเขาเห็นอำนาจของมังกรด้วยตา

. . .

“บุกเข้าไป!”

“ฆ่าพวกบรูนให้หมด!”

“เจ้าพวกแครบบ์ พวกเจ้าต้องตาย!”

เหนือทุ่งหญ้ากว้าง เรการ์นั่งอยู่บนหลังมังกร มองฉากรบที่กำลังสับสนวุ่นวายเบื้องล่าง

“แคนนิบาล ลงไปดูใกล้ ๆ หน่อย” เขาแตะหลังมังกรเบา ๆ สั่งให้ลดระดับ

เบื้องล่างคือกลุ่ม ‘ทหาร’ ที่ดูปะปนไร้ระเบียบ เสื้อผ้าไม่มีเกราะจริง หลายคนสวมเพียงผ้าลินิน อาวุธของพวกเขาดูเก่าและไร้น้ำหนัก ทำให้ฉากรบดูเหมือนการทะเลาะของชาวบ้านมากกว่าทหาร

เรการ์พินิจผืนธงที่ปลิวไสวบนสนามรบ ดอกมาร์ชแมริโกลด์กับกิ่งไม้ตายห้อยโครงกระดูก ที่สะท้อนถึงสองตระกูลที่กำลังฟาดฟันกันอย่างบ้าคลั่ง

จบบทที่ ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 77 พิชิตคาบสมุทร 💸

คัดลอกลิงก์แล้ว