- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 72 อสูรรัตติกาล 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 72 อสูรรัตติกาล 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 72 อสูรรัตติกาล 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 72 อสูรรัตติกาล
การเจรจาได้คลี่คลายความตึงเครียดลง เรการ์รับอาหารและน้ำจากพวกเผ่าฮอว์ค พลางนั่งมองเหล่าคนเถื่อนเต้นรำรอบกองไฟอย่างเงียบ ๆ
ฟอลคอนและทอร์มันด์มานั่งข้างเขา ท่ามกลางเปลวไฟที่ลุกพรึบเบา ๆ พร้อมเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง
“เจ้ายังดูเด็กเกินไปจะเป็นบุตรองค์สุดท้องของกษัตริย์” ฟอลคอนแทะกระดูกกระต่ายไปพลางกล่าวไปพลาง
“จริง ๆ แล้วข้าเป็นพี่คนโตต่างหากล่ะ” เรการ์ตอบติดตลก
“ตามธรรมเนียม พี่คนโตต้องสืบราชบัลลังก์สิ เจ้าจะได้เป็นกษัตริย์คนต่อไปหรือเปล่า?” ฟอลคอนถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ไม่หรอก คนที่จะครองบัลลังก์คือพี่สาวของข้า” เรการ์พูดเรียบ ๆ
“หา? หรือว่านางซ่อนของบางอย่างไว้ใต้กระโปรง?” ชายคนเถื่อนหนึ่งผิวคล้ำเอ่ยแซว ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่นวง
เรการ์เหลือบมองฟอลคอนซึ่งยังนิ่งเฉย แต่สีหน้าเขาแสดงความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
“แซนเดอร์ ออกไปซะ” ฟอลคอนพูดเสียงเรียบแต่เฉียบขาด
“เออ ๆ ข้าไปก็ได้ . . .” แซนเดอร์บ่นพึมพำพลางเดินออกจากวง จนกระทั่งนกเหยี่ยวตัวหนึ่งบินมาเกาะใกล้ ๆ เขาจึงเดินเลี่ยงออกไปอย่างสั่น ๆ
“ช่วงนี้เผ่าของเราวุ่นวายไม่หยุด นักรบหลายคนเริ่มกระสับกระส่าย” ฟอลคอนพูดพลางลุกขึ้นจากกองไฟ
เรการ์ยิ้มเหยียด “ปากเจ้าคนนั้นมันสกปรกยิ่งกว่ามูลมังกรเสียอีก”
ฟอลคอนหยุดก้าวเล็กน้อย “ข้าจะไปจัดการมัน และเตือนพวกที่เหลือให้รู้กาลเทศะ”
ไม่ใช่ว่าเขาโกรธคำพูดของเรการ์ แต่เพราะพวกของตนเสียมารยาทต่อแขกต่างหาก
เมื่ออิ่มท้องเรการ์ก็กลับไปยังถ้ำที่เขาเคยฟื้นสติ ส่วนฟอลคอนก็จัดเตรียมหนังสัตว์ไว้ให้นุ่มนวล พร้อมให้สองพี่น้องมานอนเป็นเพื่อน
เรการ์ปูผ้าหนังจัดเป็นที่นอน ก่อนจะทักทายสองพี่น้องที่นอนหลับไปครึ่งหนึ่ง โดยเขาแบ่งผืนหนังให้ทั้งสอง
“ขอบใจ.” ทอร์มันด์พูดเสียงเบาอย่างซาบซึ้ง
“ข้าขอถามหน่อยได้ไหม เกิดอะไรขึ้นกับเผ่าของเจ้า?” เรการ์ถือโอกาสสอบถาม
ทอร์มันด์ลังเลเล็กน้อยก่อนหันไปมองสกายลาร์ ซึ่งหญิงสาวก็พยักหน้าเบา ๆ แล้วล้มตัวลงบนเสื่อฟาง
“พวกเราถูกอสูรโจมตี จนลุงฟอลคอนต้องพาทุกคนอพยพหนี” ทอร์มันด์กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“อสูร? พวกจระเข้หรืองูยักษ์ในบึงงั้นหรือ?” เรการ์ถามด้วยความอยากรู้
“ไม่ใช่ มันคือ อสูรรัตติกาล คล้ายงู แต่เคลื่อนไหวเร็วและมองไม่เห็น” ทอร์มันด์ตัวสั่นน้อย ๆ ขณะพูด
“ข้าไม่เคยได้ยินสัตว์แบบนั้นมาก่อน มันมีอยู่จริงหรือ?” เรการ์ขมวดคิ้ว หันไปหาสกายลาร์อย่างไม่แน่ใจ
หญิงสาวพยักหน้าอย่างเศร้า ๆ “มันมีจริง แม้แต่ผู้เฒ่าในเผ่าก็ยังอธิบายไม่ได้ พวกมันเหมือนโผล่มาจากที่ว่างเปล่า”
สีหน้าของเรการ์เคร่งเครียดขึ้น เผ่านี้อยู่ในภาวะอันตรายกว่าที่เขาคิดไว้มาก
หลังจากนั้นบทสนทนาก็หยุดลงพร้อมกับความเงียบปกคลุม ทั้งสามนอนลงใต้แสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาเพียงริบหรี่ โดยที่เสียงโห่ร้องแห่งงานเฉลิมฉลองด้านนอกยังคงดังอยู่ไกล ๆ
ผ่านไปสักพักสกายลาร์ก็เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “ทำไมถึงเป็นพี่สาวของเจ้าที่ได้เป็นรัททายาทล่ะ?”
“ไม่มีอะไรสำคัญนัก เราทั้งคู่เกิดจากมารดาเดียวกัน” เรการ์ตอบแบบไม่ใส่ใจ
“เจ้ากำลังหลอกตัวเอง ชนชั้นสูงมักอยากให้ลูกชายสืบทอดตำแหน่ง” สกายลาร์สวนกลับอย่างตรงไปตรงมา
“ก็จริง แต่พ่อของข้าเลือกนาง และข้าก็สนับสนุนนาง เพราะเราคือครอบครัว” เรการ์พูดอย่างมั่นคง
“สุดท้ายนางก็จะแต่งงาน มีครอบครัว แล้วเจ้าผู้มีสิทธิบัลลังก์สูงกว่าก็จะกลายเป็นอุปสรรคของนาง” สกายลาร์ค่อนเสียงเย็น
เรการ์เลิกคิ้วพร้อมแค่นหัวเราะ “เจ้าคือลูกนอกสมรสของลอร์ดคนไหนกันแน่ ถึงรู้เรื่องการเมืองของทาร์แกเรียนขนาดนี้?”
“ข้าเป็นแค่ลูกนอกสมรสของใครบางคนที่ควรผูกกางเกงให้แน่นกว่านี้ก็เท่านั้น” สกายลาร์เบือนหน้าหนี พลางตอบด้วยเสียงแฝงความฝืนใจ
“ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามายุ่งเรื่องในครอบครัวของข้าหรอกนะ คุณหนู” เรการ์ย้อนเสียงห้วน
“เขาเรียกเจ้าว่า ‘คุณหนู’ ด้วยล่ะ ฮ่า ๆ ๆ” ทอร์มันด์หลุดหัวเราะ
สกายลาร์เตะเขาแรง ๆ เพื่อให้เงียบ ทำให้ความเงียบหวนกลับสู่ถ้ำอีกครั้ง
. . .
เที่ยงคืน
อากาศชื้นเหนียวจนหายใจลำบาก พระจันทร์เสี้ยวซ่อนตัวหลังม่านเมฆ ความมืดปกคลุมทั่วหุบเขา
เหล่าพวกคนเถื่อนนอนหลับอย่างอ่อนแรง รวมกลุ่มกันตามพื้นดิน กองไฟที่เคยสว่างบัดนี้เหลือเพียงถ่านไฟที่ยังคุ
ในเงามืดใต้ต้นไม้ใหญ่ ร่างเงาดำเคลื่อนตัวออกจากเงาอย่างไร้สุ้มเสียงกลมกลืนกับความมืดราวเป็นส่วนหนึ่งของราตรี มันเคลื่อนไหวเหมือนงู ร่อนเข้าไปหาชายคนหนึ่งที่นอนหลับอยู่ จากนั้นมันก็ลอบซึมเข้าสู่จมูก หู และปากของเหยื่อ
ร่างเงานั้นเหมือนประกอบด้วยหมอกหรืออากาศ บุกเข้าไปในร่างเหยื่อได้อย่างง่ายดาย ทำให้ชายป่าผู้นั้นสะดุ้งเฮือก ลืมตาขึ้นด้วยเสียงขย้อนเบา ๆ และสิ่งที่เขาเห็นก็คือเงาดำบิดเบี้ยว ทอดกายคร่อมบนหน้าเขา มีหนวดเงายื่นออกจากตัวมันเหมือนเถาวัลย์พุ่งแทงเข้าสมอง
และก่อนที่เสียงกรีดร้องจะมีโอกาสเล็ดลอด มันก็สังหารเหยื่ออย่างแม่นยำและไร้เสียง ก่อนจะเคลื่อนที่ไปยังเป้าหมายต่อไปในความมืด
. . .
ภายในถ้ำเรการ์ยังคงหลับสนิท ก่อนที่ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องแห่งความเศร้าสลดจะเจาะทะลุรัตติกาลปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้น
เรการ์ลืมตาโพลงรีบลุกขึ้นมองรอบถ้ำ ส่วนสองพี่น้องก็ลุกพร้อมคว้าอาวุธไว้ในมือแล้ว
“อย่าออกไป ข้างนอกอันตราย!” พวกเขาเตือน ก่อนวิ่งออกไปทันที
แต่เรการ์ไม่ฟังและตามไปอย่างมึนงง เพราะเขารู้ว่าการอยู่คนเดียวในสถานการณ์เช่นนี้อันตรายยิ่งกว่า
นอกถ้ำพวกคนเถื่อนตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย บางคนวิ่งไปเติมฟืน บางคนจุดคบไฟ แต่ความมืดยังคงหนาทึบ
เรการ์เกาะสกายลาร์ไว้แน่น คอยมองสถานการณ์จากหลังนาง เพราะนอกจากเสียงกรีดร้องระงม ข้อมูลมีค่าก็แทบไม่มี
หลังความโกลาหลเริ่มสงบลง ฟอลคอนก็กลับมาพร้อมเหล่านักรบของเผ่า โดยแบกร่างไร้วิญญาณของพวกเดียวกันกลับมา
ชายร่างแกร่งหลายคนเสียชีวิต เลือดทะลักจากจมูก ปาก หู และหนึ่งในนั้นถูกธนูเสียบทะลุร่าง
เบื้องหน้าชนเผ่า ฟอลคอนประกอบพิธีเผาศพด้วยเปลวเพลิง ขณะที่นักรบอีกคนหนึ่งเก็บลูกธนูจากร่างนั้นด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“เผ่าอื่นล้อมรอบเราไว้หมดแล้ว และกำลังจับตาเราอยู่!” เสียงคำรามของฟอลคอนดังก้องไปทั่วหุบเขา