- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 71 การเจรจา 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 71 การเจรจา 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 71 การเจรจา 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 71 การเจรจา
ยามอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ เรการ์ใช้เวลาพูดคุยกับสองพี่น้องอยู่พักใหญ่ พลางซึมซับข้อมูลที่มีประโยชน์หลายอย่าง และเพิ่งรู้ว่าตนอยู่ที่ แครกคลอว์พอยต์ ดินแดนที่เต็มไปด้วยป่าและหนองน้ำ มีประชากรบางเบา และตั้งอยู่ไม่ไกลจากเกาะดราก้อนสโตนและดริฟต์มาร์ก
เมื่อกลับถึงถ้ำทั้งสามนั่งล้อมรอบกองไฟที่ลุกโชนอยู่เบา ๆ ทอร์มันด์ดูจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ พากันซักไซ้ไม่หยุดเกี่ยวกับมังกรของเรการ์ ทั้งขนาด ความสามารถ และความดุร้าย
“แคนนิบาลตัวใหญ่มาก ข้าเองก็เหมือนตัวหมัดตัวจ้อยเกาะอยู่บนหลังมันนั่นแหละ” เรการ์ตอบอย่างไม่ใส่ใจ พลางกัดผลไม้ป่าชิ้นเล็ก
เขารู้ดีว่าภาพลักษณ์มีอำนาจมากเพียงใด และสิ่งที่เขาพูดสามารถกำหนดสิ่งที่คนอื่นเชื่อได้ แม้เขาไม่รู้ว่าแคนนิบาลอยู่ที่ไหน แต่เพียงเอ่ยถึงชื่อมังกรก็เพียงพอจะรักษาความปลอดภัยไว้กับตัว
ขณะสกายลาร์ก้มเติมฟืนให้ไฟ นางก็เอ่ยขึ้นลอย ๆ ถึงรอยเลือดในหุบเขา โดยโยงความเกี่ยวข้องไปยังมังกรของเรการ์ ทว่าเขายังคงสงบนิ่ง
“พวกเราถูกโจมตีจากมังกรตัวอื่นระหว่างบินข้ามทะเลแคบ ข้าจึงต้องมาตกที่นี่” เขาอธิบายเรียบ ๆ
“มังกรตัวอื่น?” ทอร์มันด์อ้าปากค้าง
“เกาะดราก้อนสโตนเคยเป็นบ้านของมังกรมากมาย บรรพบุรุษของข้าใช้พวกมันในการพิชิตเวสเทอรอส” เรการ์เสริมอย่างภาคภูมิ
แต่สกายลาร์แทรกขึ้นมาทันควัน “เหลวไหล! ในสงครามพิชิต มีมังกรแค่สามตัวเท่านั้น”
เรการ์ยิ้มบาง ๆ “เจ้ารู้ประวัติศาสตร์ด้วยหรือ?”
“หึ ข้าเคยอ่านหนังสือเรื่องนั้นมาบ้างนะ ข้าไม่ใช่คนโง่” นางตอบด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ
เรการ์หัวเราะเบา ๆ ไม่คิดโต้แย้งต่อ เขารู้สึกดีที่รู้ว่านางให้คุณค่ากับความรู้ และเข้าใจความสำคัญของ ‘เจ้าชาย’
ทันใดนั้นเสียงร้องแหลมของนกอินทรีดังก้องจากภายนอกหุบเขา ทำให้สกายลาร์กับทอร์มันด์ลุกพรวดขึ้น แล้วรีบวิ่งออกไปดูทันที
“เป็นเผ่าของเจ้าหรือ?” เรการ์ถามด้วยความไม่แน่ใจ
เขาพยายามติดต่อกับแคนนิบาลผ่านสายสัมพันธ์ แต่ไร้การตอบสนอง ทำให้เรการ์คาดว่าแคนนิบาลคงบาดเจ็บหนัก และบินไปหลบพักฟื้นตัวและก่อนมันจะกลับมา เขาก็ต้องพึ่งพาแค่ตัวเองเท่านั้น
เรการ์เดินออกจากถ้ำตามสองพี่น้องไป เบื้องหน้าคือกลุ่มคนร่างใหญ่ในชุดหนังและเกราะหยาบกร้าน กำลังเดินเข้ามาในหุบเขาพร้อมเสียงโห่ร้องดังสนั่น ร่างกายและสีหน้าแต่ละคนแผ่กลิ่นอายของคนเถื่อนออกมาเต็มเปี่ยม
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งอยู่แถวหน้า หนวดเคราถักเปีย ตาเฉียบคมดุจเหยี่ยว และดวงตาของเขาสบกับเรการ์ทันที พร้อมกับแรงกดดันรุนแรงจนเรการ์ต้องพยายามข่มใจ
นี่ไม่ใช่สถานที่ที่คนอย่างเขาควรอยู่ เขาเหมือนหลงเข้ามาในรังสัตว์ป่าไม่มีผิด!
“ไม่ต้องกลัว” สกายลาร์หันมากระซิบ “ลุงฟอลคอนเป็นคนมีเกียรติ เขาไม่ทำร้ายเด็กหรอก”
หลังจัดการภารกิจเสร็จ ฟอลคอนจึงหันมามองพวกเขา “นี่คือเด็กขุนนางที่เจ้าว่าหรือ?”
“ใช่ค่ะ เขาเป็นลูกของกษัตริย์ . . . ทาร์แกเรียน” สกายลาร์พยักหน้าอย่างจริงจัง
“เจ้าชายงั้นรึ?” ฟอลคอนเบิกตากว้างอย่างแปลกใจ ถึงจะไม่ใช่คนเมือง แต่คำว่า ‘เจ้าชาย’ ก็ยังมีความหมาย
เรการ์รู้ว่าถึงเวลาแล้ว เขาจึงยืดตัวขึ้นกล่าวอย่างมั่นใจ “ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน เกิดที่เรดคีป เมืองหลวงแห่งคิงส์แลนดิ้ง เคยได้ยินหรือไม่?”
“ที่นั่นอยู่ไกลแสนไกล ข้าจะไปรู้จักได้ยังไง?” ฟอลคอนตอบเรียบ ๆ
“ข้าเดินทางข้ามทวีปพร้อมมังกร และเผชิญเหตุไม่คาดฝัน หากท่านช่วยข้า ข้าจะตอบแทนอย่างงาม”
ฟอลคอนหัวเราะเบา ๆ “เชื่อได้อยู่ . . . พ่อเจ้าคือกษัตริย์ คงมีทองคำเงินตราไม่ขาดมือ”
“ถ้าเช่นนั้นท่านจะช่วยข้าใช่ไหม?” ดวงตาเรการ์เปล่งประกาย
“ไม่มีสัญญาใด ๆ ทั้งสิ้น” ฟอลคอนปฏิเสธทันควัน
เรการ์ขมวดคิ้ว เขาพยายามเสนอทองคำและการคุ้มครอง แต่ฟอลคอนยังคงแน่วแน่
“เผ่าฮอว์คไม่เคยไว้ใจคนนอก นั่นคือกฎของเรา” สกายลาร์เสริมสั้น ๆ “มันคือวิถีของเรา”
เรการ์ยังไม่ยอมแพ้ “แล้วเงื่อนไขของท่านคืออะไร?”
“เข้าร่วมเผ่าของเรา ข้าจะปกป้องเจ้า” ฟอลคอนกล่าวอย่างจริงจัง
เรการ์หัวเราะออกมาดังลั่น เขานั่งมั่นคงพลางจ้องหน้าฟอลคอน “ท่านคิดจริง ๆ หรือว่า เจ้าชายแห่งตระกูลทาร์แกเรียนจะยอมเป็นสมาชิกของเผ่าคนเถื่อน? ช่างเป็นเรื่องขำที่สุดที่ข้าเคยได้ยิน”
ในตอนนั้นเรการ์ก็รู้แล้วว่า ฟอลคอนไม่คิดช่วยเขา แต่นั่นไม่สำคัญ เขายังมีไพ่ในมือคือแคนนิบาล และรอยเลือดในหุบเขาเป็นหลักฐานว่าใครที่ควรกลัว
“แต่เจ้าเป็นฝ่ายมาขอความช่วยเหลือข้าไม่ใช่หรือ?” ฟอลคอนถามกลับพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
เรการ์นิ่งไปชั่วครู่ นั่นก็จริง แม้เขามีมังกร แต่ตอนนี้เขาอ่อนแอเกินไป เขาจึงต้องถ่วงเวลาไว้ไม่ให้พวกเผ่าทำอะไรเกินเลย
ฟอลคอนหั่นเนื้อกระต่ายย่างแล้วยื่นให้เขา “ข้าเห็นสัตว์มีบาดแผลบินไปทางบึงแห่งความสิ้นหวัง ข้าจะคุ้มครองเจ้าจนกว่ามังกรของเจ้าจะกลับมา แต่เจ้าต้องสัญญาว่ามังกรจะไม่ทำร้ายเผ่าของข้า และจะจากไปเมื่อหายดี”
ฟอลคอนไม่ใช่คนเถื่อนธรรมดา เขาเคยพบขุนนางมาก่อน และเขารู้ดีว่าเจ้าสัตว์ร้ายในหุบเขานั้นอันตรายแค่ไหน นอกจากนี้กองมูลมหาศาลตรงปากหุบเขาคือเครื่องหมาย แสดงถึงเส้นทางการล่าและขอบเขตของมังกร เด็กคนนี้คือภัยคุกคามตั้งแต่ต้น!
หากแคนนิบาลยังอยู่ที่นี่ คงไม่มีทางเจรจาได้ง่าย ๆ ฟอลคอนอาจฆ่าเด็กนี่แล้วหนีไป แต่กฎของเผ่าห้ามทำร้ายเด็ก ดังนั้นเขาจึงเลือกทางที่ดีกว่า ดูแลให้ดี รอให้มังกรกลับมา แล้วปล่อยเด็กกลับอย่างปลอดภัย และหากเด็กผู้นี้รู้จักบุญคุณ เขาอาจตอบแทนกลับมาก็เป็นได้
ในขณะเดียวกันมุมมองของฟอลคอนก็ทำให้เรการ์เริ่มเปลี่ยนความคิดต่อคนเถื่อน บางทีเมสเตอร์อาจพูดผิดเกี่ยวกับพวกเขาก็ได้
“ท่านช่างมีสติปัญญา ข้าสัญญา ข้าจะควบคุมมังกรของข้า และจะจากไปโดยไม่สร้างปัญหา” เรการ์กล่าวพลางรับเนื้อย่างจากมือเขา
“การเป็นผู้นำไม่ง่าย ข้าต้องดูแลทุกคน” ฟอลคอนกล่าว ก่อนจะยื่นเนื้อแบ่งให้สองพี่น้อง