เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 49 ดวงตาสีเขียว

ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 49 ดวงตาสีเขียว

ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 49 ดวงตาสีเขียว


ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 49 ดวงตาสีเขียว

วิเซริสจำต้องกลืนยานอนหลับลงไปตามเสียงคะยั้นคะยอของครอบครัว แล้วจึงล้มตัวลงนอนอย่างไม่สบายตัวนัก

เมื่อจังหวะลมหายใจของเขาเริ่มสม่ำเสมอ อลิเซนต์ก็หันมายิ้มอย่างอบอุ่นให้กับสองพี่น้อง พลางกล่าวเบา ๆ ว่า “ดึกมากแล้ว พวกเจ้าไปพักผ่อนกันเถอะ”

“อืม” เรนีร่าตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนนางกับเรการ์จะพากันออกจากห้องโดยสาร

ทั้งสองเดินคุยกันไปตามทางเดินอย่างสบายใจเพียงครู่หนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกลับห้องพักของตนเอง

. . .

ใต้แสงเทียนเรืองรอง เรการ์ถอดเสื้อผ้าออกแล้วหันไปมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกเต็มตัว ตอนนี้ผิวหนังที่เคยถูกเผาไหม้หลุดลอกไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียงชั้นผิวใหม่สีขาวละเอียดที่เผยให้เห็นร่องรอยแผลเป็นอย่างเลือนราง

“ฟื้นตัวได้ขนาดนี้ สมแล้วกับคำว่าโลหิตและเปลวเพลิง” เขาพึมพำ ขณะเรียกหน้าต่างระบบขึ้นมา

---

[เรการ์ ทาร์แกเรียน]

[พรสวรรค์ : ผู้หยั่งรู้ความฝัน (ระดับทอง), อายุยืน (ระดับเขียว)]

[สายเลือด : ราชันมังกรแห่งวาลีเรียโบราณ (14%)]

[ทักษะ : ความชำนาญภาษาวาเลเรียนโบราณ (คล่องแคล่ว)]

[วัตถุโบราณ : โลหิตและเปลวเพลิง (ต้านทานไฟ +50%)]

[การประเมิน : สายเลือดได้รับการกลั่นบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น แสดงถึงการค้นพบความลับอันน่ามหัศจรรย์]

---

ทันใดนั้นสายตาเรการ์ก็หยุดอยู่ที่แถบแสดงสายเลือดที่ตอนนี้ตัวเลขพุ่งจาก 12% เป็น 14%

นี่คือสิ่งที่เขาสังเกตเห็นหลังจากผิวหนังเก่าถูกผลัดออก และเขาก็รู้ดีว่าการเพิ่มขึ้นของความบริสุทธิ์นี้ เกิดจากการเผชิญหน้าเปลวเพลิงของมังกร

ก่อนโดนดรีมไฟร์โจมตี เขาเคยพบมังกรมาแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้น แต่เมื่อย้อนกลับไปอ่านตำราโบราณของตระกูลเบลาริส เขาก็พบข้อความหนึ่งที่เขียนเอาไว้ว่า “มังกรไม่ใช่เพียงเครื่องมือ แต่คือสหายของผู้ขี่ ความผูกพันยิ่งลึก พลังที่ปลดปล่อยก็ยิ่งมาก”

แม้จะเป็นแค่ทฤษฎีจากยุคโบราณ แต่เรการ์ก็เลือกจะเชื่อ เขาจึงตัดสินใจว่ายิ่งมีปฏิสัมพันธ์กับมังกรมากเท่าใด ผลลัพธ์ก็ยิ่งดีเท่านั้น

“พรุ่งนี้เรือจะถึงเกาะดราก้อนสโตนแล้ว ถึงเวลาครอบครองมังกรตัวแรกของข้าเสียที” เขาคิดอย่างแน่วแน่

เมื่อความง่วงเข้าครอบงำ เรการ์จึงล้มตัวลงบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นคลุม พร้อมเตรียมใจสำหรับการเดินทางพิชิตมังกร และในไม่ช้าเขาก็หลับไป

. . .

ความฝันก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง ท้องฟ้ายามพลบค่ำ คลื่นทะเลโหมกระหน่ำ สายฟ้าฟาดกลางพายุ ครั้งนี้เขายังคงมีสติ ละอองฝนเย็นเฉียบสาดซัดทั่วร่าง เขายืนหยัดไม่ขยับ ในขณะที่เหนือศีรษะเมฆดำหมุนวนไม่หยุด เสียงลมคำรามราวสัตว์ร้าย

“โฮกกก!” เสียงคำรามของมังกรดังกึกก้องท่ามกลางพายุสายฟ้า

เรการ์แหงนหน้าขึ้นไม่สนฝนที่สาดใส่ดวงตาจับจ้องไปบนฟ้า ก่อนที่กลางแสงฟ้าแลบเขาจะเห็นเงามืดขนาดมหึมาโฉบลงมาจากกลุ่มเมฆ

หลังผ่านฝันร้ายมาแล้วสองครั้งคราวนี้เขาจะไม่ยอมถอยเด็ดขาด และกำหมัดแน่นจ้องกลับไปอย่างไม่หวั่นไหว

ทันใดนั้นเงาดำยักษ์เบื้องบนค่อย ๆ เบนเส้นทางพุ่งตรงมายังเขา ซึ่งเรการ์ยังไม่หลบ เขายืนนิ่งเผชิญหน้าอย่างท้าทาย

“โฮกกก!!”

เสียงคำรามกึกก้องดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนกรงเล็บคมดั่งหินออบซิเดียนจะพุ่งลงมาจู่โจม พร้อมกับเสียงกระแทกดังก้องทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกฉุดออกจากโลกแห่งความฝัน และในเสี้ยววินาทีก่อนจะตื่น เขาก็ได้เห็นบางสิ่งที่ไม่อาจลืม

ดวงตาคู่นั้น!

ดวงตาสีเขียวเข้ม ลึกลับ ชั่วร้าย เต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง ดวงตาที่ลึกดั่งเหว ล็อกสายตาเขาไว้อย่างแน่นิ่ง!

“อ๊ากกก!!!” เรการ์สะดุ้งตื่น หอบหายใจ “ดวงตา . . . ดวงตาสีเขียว . . .”

เมื่อนึกถึงภาพของมังกรตัวมหึมาที่ยังคงชัดเจนในความคิด ขนของเรการ์ลุกซู่ตั้งแต่ต้นคอจรดสันหลัง

มังกรตัวนั้นมีดำสนิท ดวงตาสีเขียวมรกต!

ซึ่งเขายังไม่แน่ใจว่านี่มันคือความกลัว หรือบางอย่างที่ซ่อนลึกกว่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นหัวใจของเขาก็เต้นแรง ร่างกายเปียกเหงื่อ และกว่าที่เขาจะตั้งสติได้ก็ต้องใช้เวลาสักพัก

“ส่งมันมา!”

“เร็วเข้า!”

ทันใดนั้นเสียงโวยวายแว่วเข้ามาจากทางเดินนอกห้อง ทำให้เรการ์ขมวดคิ้วลุกจากเตียงเริ่มสวมเสื้อผ้าด้วยความสงสัย และเปิดประตูออกไป แต่ก็พบแต่ความว่างเปล่า

“เจ้ามันโง่จริง ๆ ฟังคำสั่งแค่นี้ก็ไม่เข้าใจ . . .”

เสียงหนึ่งดังขึ้นอีกครั้ง เสียงที่เขารู้สึกคุ้นหูอย่างน่าประหลาด

“เสียงมาจากทางซ้าย ตรงมุมนั้น” เรการ์ก้าวตามเสียงไปอย่างระวัง จนถึงมุมทางเดินก็พบต้นตอของเสียง

เด็กสองคน พี่ชายร่างใหญ่ราวรุ่นเดียวกับเขา และน้องสาวที่นั่งก้มหน้าอยู่มุมผนัง พวกเขาคือเอกอนกับเฮเลน่า น้องร่วมบิดาคนละมารดาของเขาที่กำลังทะเลาะกันตามประสาพี่น้อง โดยที่เอกอนกำลังดึงผมสีเงินของเฮเลน่า แล้วตะคอกเสียงดัง

เรการ์ลังเลว่าจะเข้าไปห้ามไหม แต่ก็ชะงัก เพราะนี่คือเรื่องระหว่างพี่น้อง ถึงจะไม่มีสายเลือดเดียวกัน แต่ก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เขาจึงถอยหลังและเลือกจะเฝ้าดูอยู่เงียบ ๆ

แต่แล้วเสียงขู่ของเอกอนก็ดึงความสนใจเขากลับมาอีกครั้ง “ถ้าไม่ถอด ข้าจะหักนิ้วเจ้า!”

เรการ์ชะงักอีกครั้ง คราวนี้เขาตัดสินใจไม่ปล่อยผ่าน

“กรี๊ด!!” เสียงกรีดร้องของเฮเลน่าดังลั่น

เมื่อเขาหันไปก็เห็นเอกอนกดร่างนางไว้ และบีบนิ้วมือเล็ก ๆ อย่างไร้ความเมตตา

“ไม่ถอดใช่ไหม งั้นข้าจะทำให้เจ้าร้องไห้ทุกคืนเลย!”

เฮเลน่ายังคงส่ายหน้าแม้น้ำตาจะเอ่อเต็มดวงตา

ทันใดนั้นเรการ์ก็สังเกตเห็นว่านางสวมกำไลที่เขาเคยมอบให้ ทำให้สายตาเขาเย็นเยียบลงทันที ก่อนที่เขาจะเดินเข้าหาโดยไร้สุ้มเสียง ในขณะเดียวกันเอกอนก็ละมือจากนิ้วของเฮเลน่าแล้วหันไปดึงกำไลแทน

“อยากได้มันหรือ?”

เสียงของเรการ์ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาเอกอนสะดุ้ง และเมื่อเขาหันกลับไปก็พบพี่ชายที่ป่วยเรื้อรังของตนยืนอยู่

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า!” เอกอนพยายามรักษาท่าทีพยายามเถียงกลับ แต่เสียงเริ่มสั่นอย่างเห็นได้ชัด

เรการ์จ้องเขานิ่ง ดวงตาไร้อารมณ์

ทันใดนั้นเอกอนก็เหลือบไปเห็นกำไลของเรการ์ สลับกับของเฮเลน่า แล้วก็ระเบิดอารมณ์ออกมาทันทีว่า “ทำไมพวกเจ้าสองคนถึงมีกำไลคู่กัน แล้วข้ากลับไม่มีอะไรเลย!”

ในขณะเดียวกันเฮเลน่าก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นอย่างตกใจ เพราะนางเพิ่งสังเกตเห็นเรการ์ยืนอยู่ตรงหน้าของนาง . . .

จบบทที่ ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 49 ดวงตาสีเขียว

คัดลอกลิงก์แล้ว