- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 47 คำหว่าล้อมของอลิเซนต์
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 47 คำหว่าล้อมของอลิเซนต์
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 47 คำหว่าล้อมของอลิเซนต์
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 47 คำหว่าล้อมของอลิเซนต์
เรนีร่ากลับมาที่ห้องด้วยหัวใจอัดแน่นด้วยความอึดอัด หลังจากเพิ่งถูกบีบคั้นจากบิดาของนาง ทว่าเมื่อเปิดประตูเข้ามา นางกลับพบความว่างเปล่า เรการ์ไม่ได้อยู่ในห้องแล้ว! ทำให้ความโดดเดี่ยวภายในนั้นยิ่งตอกย้ำความเจ็บปวดในใจ ก่อนที่นางจะครุ่นคิดถึงแรงกดดันจากบิดาที่บังคับให้นางแต่งงาน
บิดาคิดจริง ๆ หรือว่านางไม่อาจครองบัลลังก์เหล็กได้หากไร้สามี? โลกจะหันหลังให้นางเพียงเพราะนางยังไม่แต่งงานอย่างนั้นหรือ?
ก็อก! ก็อก! ก็อก!
ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูทำลายความคิดเหล่านั้น เรนีร่าหันไปมอง และพบว่าโคลในชุดเกราะเงินกับผ้าคลุมสีขาวเดินเข้ามา
“โคล มีอะไรหรือเปล่า?” เรนีร่าถาม พลางปาดคราบน้ำตาและพยายามทำเป็นไม่ใส่ใจ
“องค์ราชินีอยากพบท่านที่สวนด้านหลังพ่ะย่ะค่ะ” โคลพูดเบา ๆ ด้วยแววเป็นห่วง
“อลิเซนต์?” เรนีร่าขมวดคิ้ว พลางรู้สึกระแวงในใจ เพราะจังหวะเวลามันดูประจวบเหมาะเกินไป ก่อนที่นางจะจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
. . .
ในสวนลับหลังวัง เรนีร่าเดินมาคนเดียว และพบว่าอลิเซนต์นั่งรออยู่ใต้ร่มไม้ฟิชวูด
เมื่อพบหน้ากันอลิเซนต์ก็ถามด้วยสีหน้ากังวล “เมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น?”
“หมายถึงอะไร?” เรนีร่าขมวดคิ้วอย่างระแวง
อลิเซนต์ยังคงจ้องนางอย่างหนักใจ “มีข่าวลือแย่ ๆ เกี่ยวกับเจ้า . . . เจ้าไปกับลุงของนางใช่ไหม?”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ลุง’ เรนีร่าก็ระวังตัวทันที นางยิ้มบางพลางตอบว่า “ข้ากับลุงเดม่อนไม่ได้เจอกันมาเป็นปี ๆ แล้ว เขาแค่พาข้าเข้าเมืองเท่านั้น”
“ข้าเป็นพี่สาวของเจ้านะ เรนีร่า . . . เจ้าควรบอกข้า ข้าจะได้ช่วยเจ้าได้” อลิเซนต์พูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน และพยายามจะเอื้อมมือไปจับมือเรนีร่า
ทว่าเรนีร่ากลับสวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “แล้วข้าโดนกล่าวหาว่าอะไรล่ะ? แค่ดื่มไวน์? แอบออกจากวังกลางดึก?”
“มีคนกล่าวหาว่าเจ้าอยู่ในซ่องกับเดม่อน” อลิเซนต์พูดด้วยใบหน้าแสดงความอับอายปนเป็นห่วง
“ไร้สาระ!” เรนีร่าโต้กลับทันที ไม่อาจยอมรับความจริงได้แม้ในใจ
“แน่ใจหรือ? ตระกูลทาร์แกเรียนของพวกเจ้าก็มีธรรมเนียมประหลาด ๆ อยู่แล้วไม่ใช่หรือ?” แต่อลิเซนต์ยังไม่ยอมเชื่อ “เดม่อนก็แค่ผู้ชายเจ้าเล่ห์ที่ไม่เคยรู้จักขอบเขต!”
“หยุดพูดนะ อลิเซนต์!” เรนีร่าตะคอกเสียงเข้ม หากนางทำผิดจริง นางคงไม่มีสิทธิ์ด่าด้วยน้ำเสียงแบบนี้ แต่ในเมื่อนางบริสุทธิ์ นางก็ไม่ยอมให้ใครมาดูหมิ่นได้
ทันใดนั้นเรนีร่าก็สลัดมือของอลิเซนต์ออกแล้วกล่าวว่า “กล่าวหาความบริสุทธิ์ของข้าเท่ากับเป็นกบฏ ใครเป็นคนพูดเรื่องนี้กับเจ้า?”
“ข้า . . . อยู่ในห้องของพ่อเจ้าเมื่อเช้านี้” อลิเซนต์ดูตกใจเล็กน้อย
“งั้นก็แปลว่าเจ้ามาสอบสวนข้า ทั้งที่พ่อข้ากับหัตถ์แห่งราชาตัดสินไปแล้วสินะ!” เรนีร่าพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นดวงตาจ้องตรงไปยังหญิงสาวตรงหน้า “อลิเซนต์ . . . ไม่สิ ราชินี เราเคยเป็นเหมือนพี่น้องกัน แบ่งปันทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ตอนนี้เจ้าเปลี่ยนไปมาก จนข้าแทบจำเจ้าไม่ได้เลย”
“ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดนะ ข้าแค่ได้ยินมา แล้วก็เป็นห่วงเจ้าจริง ๆ . . .” อลิเซนต์พยายามแก้ตัว
“เป็นห่วงโดยใส่ความข้าด้วยคำกล่าวหาที่ไม่มีมูลหรือ?” เรนีร่าเริ่มขึ้นเสียง
“ข้าแค่อยากช่วยเจ้า” อลิเซนต์พูดอ้อมแอ้ม
“ข้าแค่ไปดื่มที่โรงเหล้า พอค่ำก็จะกลับบ้าน แต่ลุงเดม่อนยังไม่พอใจ เขาเลยจะไปต่อที่ซ่อง” เรนีร่ายิ้มเหยียด “เราจากกันตรงถนน แล้วแยกทางกัน ข้ากลับเรดคีปทันที และตอนนั้นเองที่ไฟไหม้ในเมือง ข้าไม่รู้ว่าลุงเดม่อนไปไหน หลังจากนั้นทั้งคืนข้าก็เฝ้าเรการ์อยู่”
เรนีร่าเตรียมคำตอบไว้ทั้งหมดแล้วเพื่อตอบโต้คำกล่าวหาด้วยความมั่นใจแน่วแน่ และไม่ปล่อยให้อลิเซนต์พูดต่อ นางก็หันหลังเดินจากไปด้วยใบหน้าเย็นชา
นางมองออกว่าอลิเซนต์แค่ต้องการหาโอกาสทำลายชื่อเสียงนางด้วยการโยงนางเข้ากับเดม่อน แต่อลิเซนต์คิดผิดอย่างมหันต์
. . .
ในเวลาเดียวกันเดม่อนที่สภาพมอมแมมและยังไม่สร่างเมาก็เดินโซเซกลับมายังเรดคีป แต่ยังไม่ทันถึงประตูกัปตันแฮร์โรลด์แห่งหน่วยคิงส์การ์ดและทหารสองคนก็เข้าขวาง และไม่พูดพล่ามจับแขนเขาเอาไว้และควบคุมตัวทันที
“ฝ่าบาทอยากพบท่านพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย” แฮร์โรลด์มองเขาอย่างไร้ความรู้สึก
“ปล่อยข้า ไอ้พวกสวะ!” เดม่อนดิ้นขัดขืนทั้งสบถ แต่ก็ไร้ผล
หลังจากนั้นทหารก็ลากเขาเข้าไปยังท้องพระโรง ก่อนจะเหวี่ยงร่างเขาลงพื้นหินดำอันเย็นเยียบ ซึ่งเดม่อนไม่ได้ขัดขืน นอนคว่ำอยู่กับพื้น พร้อมกับร่างกายมีกลิ่นเหล้าคละคลุ้ง
แฮร์โรลด์ส่งสัญญาณให้ทหารสองคนยืนเฝ้าหน้าประตู แล้ววิซิริสก็ปรากฏตัวจากเงามืดด้วยสีหน้าเย็นชากดอารมณ์โกรธไว้ไม่อยู่ เขาเดินเข้าหาเดม่อนพร้อมถามอย่างเย็นชาทันทีว่า “เจ้าทำอะไรกับลูกสาวข้า?”
แม้เขาเชื่อคำพูดของเรนีร่าแล้ว แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะต้องถามย้ำ
เดม่อนในสภาพมึนงงเพียงแค่สะอึก และไม่ตอบ
“ไม่มีอะไรจะพูดเพื่อแก้ตัวเลยหรือไง?!” วิซิริสขมวดคิ้วถามซ้ำ
“ถ้าไม่รู้ว่าข้าถูกกล่าวหาเรื่องอะไร ข้าก็แก้ตัวไม่ได้หรอก” เดม่อนตอบเรียบ ๆ เริ่มมีสติขึ้น
วิซิริสโกรธจนหมดความอดทน เขายกเท้าเตะเข้าท้องเดม่อนอย่างแรง “เจ้าลักพาตัวนางออกจากวัง แล้วทำให้นางมัวหมอง!”
เดม่อนกลิ้งจากแรงเตะ แต่ยังเงยหน้าท้าทาย “แล้วไง? ตอนเราอายุเท่าเรนีร่า เราก็เคยเที่ยวซ่องแถบถนนสายไหมเหมือนกัน”
“นั่นมันตอนเราเป็นผู้ชายวัยรุ่น! แต่นางเป็นหลานสาวของเจ้า!” วิซิริสตะคอกกลับ
“เรนีร่าโตแล้ว และนางเป็นคนแรกที่เคยแสดงความเมตตากับข้า” เดม่อนพูดหน้าตาเฉย
คำนั้นเหมือนน้ำมันราดไฟ วิซิริสพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อ แล้วชกหน้าสองครั้งจนเลือดพุ่ง ฟันหลุดไปซี่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะคำรามลั่น “เจ้าทำลายอนาคตของนาง! ยังมีลอร์ดคนไหนจะอยากแต่งกับนางอีก?”
เดม่อนแค่นหัวเราะเลือดซิบ “ใครแคร์พวกลอร์ดไร้ประโยชน์นั่นล่ะ? ท่านเป็นกษัตริย์ คำพูดท่านก็เป็นกฎหมายอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
คำพูดของเขาทำให้วิซิริสนิ่งไปชั่วครู่ “ข้าเคยปกป้องเจ้า แต่ใจของเจ้ามืดมนเกินกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”
เดม่อนยิ้มเหยียดตอบกลับ ทำให้ทั้งสองสบตากันในความเงียบ
ทันใดนั้นวิซิริสก็หัวเราะออกมา “ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่เข้าใจอะไรเลยสินะ . . . ลูกชายของข้านั่นแหละที่ล้มแผนของเจ้าลงทั้งหมด”
“อะไรนะ?” เดม่อนหน้าเสีย
“เรการ์ ลูกชายคนโตของข้า เขาเหนือกว่าเจ้าในทุกด้าน” วิซิริสปล่อยมือจากคอเสื้อ แล้วลุกขึ้นยืน “เขามองออกว่าเจ้าเจ้าเล่ห์แค่ไหน และเขาให้ค่ากับครอบครัวมากกว่าเจ้าทั้งชีวิต”
“เรการ์ส่งคนเมื่อคืน? แล้วเป็นคนจุดไฟ?” เดม่อนหน้าถอดสี
“ใช่แล้ว เด็กคนนี้ฉลาดไม่ใช่เล่นเลยล่ะ” วิซิริสยิ้มเยาะขณะพูด
เดม่อนส่ายหน้า พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าค่อย ๆ เลือนหาย “ถ้าเด็กอายุแค่นี้ยังคิดได้ขนาดนั้น . . . บางทีท่านควรพิจารณาทบทวนเรื่องการสืบทอดบัลลังก์ใหม่”