- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 45 ความรักพี่น้อง
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 45 ความรักพี่น้อง
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 45 ความรักพี่น้อง
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 45 ความรักพี่น้อง
น้ำเสียงของเรการ์เจือด้วยความภาคภูมิใจบางเบา แผ่วผ่านอากาศอย่างเงียบงัน
“เรการ์ เจ้าช่วยปกปิดการเคลื่อนไหวของข้าตอนเกิดเพลิงไหม้หรือ?” แววตาของเรนีร่าทอดต่ำลง ราวกับสารภาพผิดในใจ เมื่อนางตระหนักถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์
“หากไม่ใช่ข้า ผู้เป็นสายเลือดเดียวกับพี่ แล้วจะมีใครเล่าที่ยอมแบกรับปัญหายามค่ำคืนของพี่?” เรการ์กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด น้ำเสียงเฉียบขาด
“พอเถอะ ใครกันที่บังอาจแพร่งพรายเรื่องของข้า?” เรนีร่าแทรกขึ้น พลางยกมือขึ้นปิดปากน้องชายในขณะที่พยายามหาตัวผู้ใส่ร้าย
แต่เรการ์เบี่ยงตัวหลบ พลางส่ายหน้าด้วยแววตาคมกริบ “ไม่มีป้อมปราการใดจะมั่นคงถาวรไปตลอด พี่โง่เขลา แล้วตอนนี้กลับกลัวจะถูกเปิดโปงกระนั้นหรือ?”
“ข้าไม่เคยคิดว่ามันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ . . . ข้าแค่อยากหาที่พักใจ” เรนีร่าพึมพำเสียงเบาราวกับลม เพราะคำถามของเรการ์กระตุ้นความรู้สึกอ่อนไหวในใจเรนีร่าจริง ๆ ทำให้นางจมอยู่ในภวังค์ น้ำเสียงแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน
“ลุงเดม่อน . . . เขาทำร้ายพี่หรือ?” เรการ์ถามด้วยความเป็นห่วง
“เขาทำไม่สำเร็จ เซอร์เออร์ริคมาถึงทันเวลา” เรนีร่าตอบ พร้อมลูบเส้นผมน้องชายอย่างปลอบโยนพลางฝืนยิ้ม
ทุกอย่างในคืนนี้ช่างไม่เป็นดั่งใจเลย ครั้งหนึ่งนางเคยเคารพและเชื่อใจเดม่อนอย่างสุดหัวใจ แต่เมื่อความจริงเปิดเผย ความรู้สึกระแวงก็แทรกซึมเข้ามาแทนที่
“หากไม่มีใครมาช่วยทันเวลา พี่คิดหรือว่าเรื่องที่พี่กับลุงเดม่อนพากันเข้าซ่องโสเภณีจะไม่แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองภายในรุ่งเช้า?” เรการ์กล่าวด้วยท่าทีเย็นชา แต่แฝงด้วยความโกรธที่เดือดพล่าน
“ข้าหนีออกมาโดยไม่มีใครเห็น ผ่านทางลับ . . .” เรนีร่าเอ่ย พลางบีบมือตนเองแน่น ความเครียดสะสมอยู่ในร่าง
“ถ้าไม่มีใครเห็น แล้วใครเล่าที่แจ้งข้า? ลุงเดม่อน? สายลับ? หรือคนที่แอบกระซิบบอกข้า” เสียงของเรการ์ยังคงตรงไปตรงมา “ในขณะที่พี่วิ่งเล่นข้างนอก คืนนี้กลับมีสามกลุ่มที่กำลังจับตาดูพี่ ดังนั้นเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นความลับอีกต่อไป”
เรนีร่าไม่ใช่คนไร้เดียงสา นางเพียงแค่เชื่อใจเดม่อนมากเกินไป ดังนั้นเมื่อรู้ถึงเบื้องหลังความตั้งใจที่แท้จริงของลุง นางก็ตกใจจนแทบลืมหายใจ หากเรการ์ไม่เข้ามาขัดขวางในคืนนี้ นางคงไม่กล้าจินตนาการเลยว่า ข่าวลือในตอนเช้าจะเลวร้ายเพียงใด
“ข้าขอโทษ ข้าเครียดเกินไป เลยแค่อยากออกมาเดินเล่น” เรนีร่ายอมรับด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
“ดีแล้วที่พี่เข้าใจ ลุงเดม่อนจ้องบัลลังก์มานาน และตอนนี้พี่เองก็ถูกเขาใช้เป็นเหยื่ออย่างไม่รู้ตัว” เรการ์กล่าวด้วยสายตาอ้างว้าง และเมื่อเห็นพี่สาวของตนถูกใช้ราวกับหุ่นเชิด เรการ์ที่เคยสง่างามก็ถึงกับหมดสิ้นความภาคภูมิใจ
“เจ้ามองข้าแบบนั้นทำไม ข้ายังเป็นพี่สาวของเจ้าอยู่นะ!” เรนีร่าโต้กลับด้วยเสียงสั่นไหวจากความเจ็บใจ พร้อมกับใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายที่เห็นสายตาเย้ยหยันจากน้องชาย
เรการ์มองนางเงียบ ๆ ก่อนจะส่ายหัวอย่างหมดแรง และเสียงหัวเราะเยาะเบา ๆ หลุดจากริมฝีปากเขา ซึ่งเสียงนี้ยิ่งกระตุ้นความโมโหของเรนีร่า ทำให้นางหัวเราะตอบกลับด้วยความขมขื่น
ทันใดนั้นแววตาทั้งสองก็สบกันเพียงชั่วครู่ ก่อนภาพอดีตที่เคยดูแลกันกลับมาท่วมท้นในใจ แต่ช่วงเวลาแห่งความอ่อนโยนก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว น้ำตาคลอเบ้าดวงตาของเรนีร่าอย่างกะทันหัน ก่อนที่นางจะทรุดตัวลงกอดน้องชายไว้แน่น พลางเอ่ยด้วยเสียงสั่นสะท้าน “ข้าขอโทษจริง ๆ สำหรับความโง่เขลาของข้า . . . ข้าทำให้เจ้าต้องเดือดร้อน”
“พี่มีค่ามากกว่านั้น . . . จงเรียนรู้ที่จะเห็นค่าตัวเองเสียบ้าง” เรการ์ถอนหายใจ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความเป็นห่วง
“ขอโทษจริง ๆ . . .” นางสะอื้นเบา ๆ
“ข้าไม่อาจมาช่วยพี่ได้ทุกครั้ง” เรการ์พูดอย่างเจ็บปวด
เรนีร่ากดแก้มเปียกน้ำตาลงบนเส้นผมของน้องชาย พลางกระซิบเบา ๆ เสียงแหบพร่า “เรการ์ . . . ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าผิดหวังอีกแล้ว . . .”
เรการ์กลั้นอารมณ์แน่น ก่อนจะโอบร่างพี่สาวที่สั่นเทาด้วยแขนแน่นหนา พลางเอ่ยวาจาคำมั่นด้วยเสียงแผ่วเบา “ไม่ว่าอย่างไร ข้าจะอยู่เคียงข้างพี่เสมอ”
พูดจบเรการ์ก็ลูบแผ่นหลังเรนีร่าอย่างอ่อนโยน เพราะคำพูดของเขาคงแทงลึกเข้าไปในใจจริง ๆ
เมื่อนึกย้อนถึงเหตุการณ์ในคืนนี้ การล่อลวงของเดม่อน และอ้อมกอดแสนอบอุ่นของน้องชายน้ำตาก็เอ่อล้นอีกครั้ง นางซุกหน้าลงกับบ่าของเรการ์ พลางร่ำไห้เบา ๆ จนเปียกชุ่มปกเสื้อเขา
เรการ์ยิ้มอย่างจนใจ และหันไปมองเซอร์เออร์ริคที่ยืนอยู่มุมห้อง
เออร์ริคโค้งคำนับเบา ๆ แล้วปิดทางลับเงียบ ๆ เพราะหากอยู่นานกว่านี้คงเสียมารยาท นอกจากนี้การเดินออกทางประตูใหญ่ยังเสี่ยง เพราะเซอร์โคลยังยืนเฝ้าอยู่ ทางลับจึงเป็นทางออกเดียวที่ปลอดภัย
น้ำตาไหลของเรนีร่าไหลรินต่อเนื่อง จนในที่สุดเสียงสะอื้นของเรนีร่าก็สงบลง เหลือเพียงเสื้อของเรการ์ที่ชุ่มน้ำตา ไม่นานเรนีร่าก็ถูจมูกกับปกเสื้อเขา ตาแดงช้ำและบวมโตอย่างเห็นได้ชัด
เรการ์ถอนหายใจหนัก ๆ “เราควรไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันหน่อยกระมัง”
“หือ?” เรนีร่าขมวดคิ้วอย่างงุนงง ก่อนจะเหลือบมองเสื้อน้องชายที่เปียกปอน จากนั้นก็หันมามองชุดผ้าลินินที่ตนใส่อยู่ซึ่งทั้งหยาบและขาดรุ่งริ่ง
“หันหลังไป ข้าจะเปลี่ยนชุด” เรนีร่าสั่ง พลางหมุนตัวเรการ์ให้หันหลัง
เมื่อเดินไปยังมุมอับ นางก็ถอดชุดผ้าลินินออก เปลี่ยนเป็นชุดนอนที่หยิบมาจากตู้ จากนั้นก็โยนอีกชุดให้เรการ์ “ใส่ไปก่อน ข้าไม่มีชุดนอนของเจ้า”
เรการ์ดึงชุดนอนสีชมพูออกจากศีรษะ พร้อมกับสีหน้าเปลี่ยนทันที ทำให้เขาปฏิเสธทันควัน “หลังข้าเจ็บ ข้าชินกับการนอนโดยไม่ใส่อะไร”
“ไม่ได้! คืนนี้เจ้าต้องอยู่กับข้า และเจ้าต้องใส่เสื้อผ้า!” เรนีร่าว่า พลางพยายามสวมให้เขา
“ไม่! ข้ายอมหลับเปล่า ๆ คนเดียวยังดีเสียกว่า!” เรการ์ดิ้นขลุกขลัก
บทสนทนาขัดแย้งยังดำเนินต่อไป จนกระทั่งเทียนในห้องดับวูบ เหลือเพียงความมืดมิด
เรนีร่ากอดเรการ์ที่ใส่เพียงกางเกงตัวจิ๋วไว้แน่น แล้วหลับตาลงอย่างสงบ ส่วนเรการ์ที่ได้แต่จำใจให้ถูกกอดจึงขยับตัวหาท่าที่สบาย จนสามารถซบใบหน้าลงพักได้
ในความเงียบของห้องไม่มีคำพูดใดหลุดออกจากปากของทั้งสอง รอเพียงการโอบรับของนิทราอย่างเงียบงัน . . .
. . .
รุ่งเช้า ในยามเช้ามืด คนรับใช้คนหนึ่งรีบรุดเข้าสู่เรดคีปเพื่อรายงานเรื่องเร่งด่วนแก่หัตถ์แห่งราชา ซึ่งไลโอเนลมีสีหน้าเคร่งเครียบทันทีที่ทราบเรื่อง และรีบตรงไปหากษัตริย์วิเซริสซึ่งกำลังรับประทานอาหารเช้า
“ฝ่าบาท มีคนเห็นเจ้าหญิงเรนีร่าและเจ้าชายเดม่อนเดินอยู่ที่ถนนสายไหมเมื่อคืน ก่อนจะเข้าไปในซ่อง” ไลโอเนลกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อคืนทันทีด้วยใบหน้าเคร่งขรึมทันที “แต่น่าแปลกคือ ซ่องแห่งนั้นเกิดไฟไหม้ในเวลาต่อมา และแม้เดม่อนจะรอดออกมาได้ แต่กลับไม่มีใครพบตัวเจ้าหญิงเลยพ่ะย่ะค่ะ”
สีหน้าของวิเซริสแข็งกร้าว อารมณ์เขายากจะคาดเดา เพราะเขารู้ดีถึงนิสัยของน้องชาย ไร้เมตตา และพร้อมทำได้ทุกอย่างเพื่อบรรลุเป้าหมาย
“นี่มันเรื่องโกหก เรากำลังถูกหลอก” วิเซริสส่ายหน้า พลางฝืนยิ้มออกมา
“ข้าก็หวังให้เป็นเช่นนั้น พ่ะย่ะค่ะ” ไลโอเนลตอบอย่างหนักแน่น
วิเซริสรู้ทันทีว่าสถานการณ์ไม่ปกติ ต่างจากออตโต ไฮทาวเวอร์ ไลโอเนลไม่ใช่คนที่จะกล่าวโทษเรนีร่าเพื่อผลประโยชน์ของหลานตนเอง และยึดมั่นในความเป็นธรรมอย่างยิ่ง
“เดม่อน! หมาป่าหิวโหย!” วิเซริสทุบโต๊ะอย่างโกรธจัด เพราะเพียงแค่จินตนาการถึงเดม่อนกับลูกสาวก็ทำให้เขาอยากลงโทษทันที แต่เหตุผลยังคงนำหน้าอารมณ์
“ไม่น่าเป็นความจริง เรนีร่าอาจหนีออกมาก่อนเดม่อนจะเข้าไปในซ่องด้วยซ้ำ” เขาปฏิเสธความคิดที่ว่าลูกสาวจะทำเรื่องเสื่อมเสีย
“นี่คือสิ่งที่ข้ากังวลเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ เพราะลือกันว่าไฟไหม้ครั้งนี้น่าจะมีคนจุดตั้งใจ” ไลโอเนลกล่าวต่อ “เวลาที่เจ้าชายเดม่อนออกจากซ่องกับจังหวะที่เพลิงลุกไหม้ รวมถึงรายงานว่ามีแผลตามตัวเขา ล้วนชวนให้สงสัย ยิ่งไปกว่านั้นการที่ไม่มีใครเห็นเจ้าหญิงอีกเลยหลังจากนั้น ทำให้ไม่มีหลักฐานว่านางอยู่ในซ่องจริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
วิเซริสฉวยความหวังเพียงเล็กน้อยนั้นไว้ทันที พลางยิ้มกลบเกลื่อนความโกรธที่คุกรุ่น “ถ้าไม่มีใครยืนยันว่าเรนีร่าอยู่ที่นั่น เราก็ไม่มีหลักฐานว่านางเกี่ยวข้อง ถือว่าโชคดีที่รอดจากเรื่องนี้”
แม้ภายนอกจะนิ่งสงบ แต่ภายในวิเซริสยังคงโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรง
“เรียกเรนีร่า บอกว่ากษัตริย์ชวนร่วมโต๊ะอาหารเช้า” วิเซริสสั่งข้ารับใช้เสียงเข้มเพื่อทดสอบท่าทีของลูกสาว
ตอนนี้ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ความบริสุทธิ์ของเรนีร่าคือสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งในฐานะบิดาเขาต้องเชื่อมั่นในตัวลูกก่อน จากนั้นค่อยตัดสินใจว่าเรื่องนี้จะเดินหน้าไปทางใด
“ไม่ต้องไปตามข้าหรอกท่านพ่อ ข้าอยู่ที่นี่แล้ว”
เสียงหนึ่งดังมาจากประตู และเรนีร่าก็ก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม ราวกับดอกไม้แรกแย้ม
วิเซริสตกใจ “เรนีร่า เจ้ามาทำไม?”
“ท่านพ่อไม่ได้เชิญข้าเพื่อร่วมโต๊ะอาหารเช้าหรือ? ช่างเป็นคำถามแปลกเสียจริง” เรนีร่าตอบยิ้ม ๆ พร้อมทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้กลม ไม่มีแม้เงาแห่งความหวาดหวั่น
วิเซริสและไลโอเนลสบตากันเงียบ ๆ ทั้งคู่สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลที่ลอยอวลในอากาศ . . .