- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 44 ไฟที่ลุกลาม
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 44 ไฟที่ลุกลาม
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 44 ไฟที่ลุกลาม
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 44 ไฟที่ลุกลาม
“เจ้าคือใครกัน?” เรนีร่าตะโกนถามด้วยความตกใจ พยายามสะบัดตัวออก
เออร์ริครีบคว้ามือของนางไว้ คลุมร่างนางด้วยผ้าคลุมสีดำ แล้วดึงนางออกจากประตูด้านหลังอย่างรวดเร็ว
“เจ้าเป็นใคร คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไรถึงมาลากข้าไปแบบนี้!” เรนีร่าดิ้นสุดแรง พร้อมจ้องเขม็งอย่างเดือดดาล แม้มองไม่เห็นใบหน้าของเขาก็ตาม
เมื่อไม่สามารถปิดบังตัวตนได้อีกต่อไป เออร์ริคจึงเปิดเผยใบหน้าและกล่าวอย่างจริงจัง “ท่านออกจากเรดคีปพร้อมเจ้าชายเดม่อน แล้วมีคนเห็นเข้า เจ้าชายเรการ์จึงส่งข้ามารับตัวท่านกลับพ่ะย่ะค่ะ”
“เรการ์ส่งเจ้ามางั้นหรือ?” เรนีร่าสูดลมหายใจ พร้อมกับดวงตาอ่อนลงเล็กน้อย
“สถานการณ์ตอนนี้อันตรายยิ่งนัก ท่านไม่ควรเปิดเผยตัวตนต่อผู้ใดพ่ะย่ะค่ะ” เออร์ริคเตือนเสียงเข้ม พร้อมเร่งให้นางก้าวตาม
เรนีร่าพยักหน้ารับคำโดยไม่อิดออด และเร่งฝีเท้าให้ทันเออร์ริค
ขณะพวกเขาออกจากประตูหลังก็พบกับเด็กขอทานคนหนึ่งนั่งพิงกำแพงอย่างไร้เรี่ยวแรง ซึ่งเออร์ริคไม่ลังเลเขาคว้าผมของเด็กชายแล้วกระแทกศีรษะเขาเข้ากับผนังจนสลบไป เลือดกระเซ็นเปรอะพื้น
“ก็แค่เด็กขอทานคนหนึ่งไม่ใช่หรือ?” เรนีร่าพูดอย่างไร้อารมณ์
“แถวบ่อนการพนันกับซ่องมักเต็มไปด้วยเหยื่อล่อ มันไม่ใช่แค่ขอทาน” เออร์ริคอธิบาย พลางหันกลับมามองนาง “เขาแค่สลบ ไม่ตายแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
เรนีร่าถอนหายใจเบา ๆ ความกังวลที่มีอยู่ก็จางหายไป
“ไฟไหม้! ดับไฟเร็วเข้า!”
“ไฟลุกที่ลานหลัง! ช่วยด้วย!”
ทันใดนั้นเสียงตะโกนโกลาหลก็ดังแว่วมาแต่ไกล ทำให้เออร์ริคกับเรนีร่ารีบหลบหนีเข้าไปในตรอกแคบ ก่อนที่ความโกลาหลจะลุกลามมาถึง
ในขณะเดียวกันอาร์ริคก็โยนคบเพลิงเข้าไปในหน้าต่างชั้นสองของซ่องนั้น ท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี แม้การลอบวางเพลิงจะขัดต่อเกียรติของอัศวิน แต่เขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งของน้องชายโดยไม่ลังเลเพื่อช่วยเจ้าหญิงให้ปลอดภัย นอกจากนี้สำหรับเขาการรับใช้รัชทายาทของกษัตริย์ เป็นเกียรติและหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่าความจงรักภักดีต่อเจ้าชายเอกอน ผู้เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในเกมอำนาจ
สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงได้พัดมาถึงแล้ว . . .
. . .
เออร์ริคพาเรนีร่าเลี่ยงกลุ่มทหารผ้าคลุมทองที่รีบเร่งไปดับไฟ ก่อนหันเลี้ยวเข้าตรอกอีกสาย แต่แล้วเขาก็เห็นชายคนหนึ่งในชุดผ้าคลุมทองเดินสวนมา
“เจ้าคิดจะลอบเร้นทำสิ่งใดกัน?” เสียงคุ้นหูดังขึ้น ทำให้เรนีร่าหรี่ตามองเพ่งพินิจ
เออร์ริคยื่นแขนกันนางไว้ทันที กล่าวเสียงเย็น “หลีกทางเสีย นี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”
อัศวินฮาร์วินชักดาบยาวพลางยิ้มเยาะ “กล้าดีเสียจริง กล้าท้าทายอำนาจของเหล่าทหารรักษาเมือง”
เออร์ริครู้ทันทีว่าเป็นฮาร์วิน แต่เขาไม่อาจเปิดเผยตัวเองได้ เพราะอาจทำให้ภารกิจล่ม ทำให้เขาขยับมือไปใกล้ดาบที่ซ่อนไว้ เตรียมพร้อมหากต้องสู้
“หยุดเถอะ เราเป็นพวกเดียวกัน!” เรนีร่าก้าวแทรกระหว่างสองฝ่าย แม้เออร์ริคจะพยายามกันไว้ก็ตาม
ฮาร์วินชะงักลงเมื่อได้ยินเสียงนาง พร้อมกับแววตาเริ่มลังเล “เจ้าหญิง เหตุใดพระองค์จึงมาอยู่ที่นี่อีก?”
“ข้าไม่มีเวลาจะอธิบาย ข้าหลุดจากกลุ่มของเดม่อน แต่โชคดีที่ทหารหลวงเจอก่อน” เรนีร่าดึงผ้าคลุมออกทันที พลางกล่าวแก้สถานการณ์ โดยนางจงใจบิดเบือนความจริ เพื่อเลี่ยงปัญหา
ฮาร์วินมองเออร์ริคอย่างจับผิด แต่ก็หันมายิ้มสุภาพให้เรนีร่า “ถ้าเช่นนั้น ขอให้เจ้าหญิงปลอดภัย ข้าต้องไปดูแลเรื่องเพลิงไหม้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบคุณมาก เซอร์ฮาร์วิน” เรนีร่ากล่าว พร้อมดึงแขนเออร์ริคให้รีบไป
ฮาร์วินยืนมองหลังทั้งสองอย่างเงียบงัน คิ้วขมวดแน่นด้วยความสงสัยขณะมองไปยังกลุ่มควันในระยะไกล
. . .
ไฟไหม้บนถนนสายไหมลุกลามรวดเร็ว ทหารรักษาเมืองในชุดผ้าคลุมทองจากทุกสารทิศเร่งมาช่วยกันดับไฟ พวกเขาทำงานไม่หยุดจนถึงเที่ยงคืนจึงสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ แต่ซ่องที่เป็นต้นเพลิงกลับกลายเป็นกองเถ้าถ่าน พร้อมบ้านอีกนับสิบหลังที่พลอยวอดวายไปด้วย
แม้พื้นที่จะหนาแน่นด้วยผู้คน แต่โชคดีที่อพยพทันจึงไม่มีผู้เสียชีวิต
ในขณะเดียวกันอาร์ริคก็กลับไปพบเออร์ริคที่เรดคีป พร้อมกับทั้งคู่สบตากันอย่างรู้กันว่า “ภารกิจสำเร็จ”
หลังจากแยกกันเออร์ริคก็พาเรนีร่าผ่านทางลับกลับไปยังห้องของนางอย่างปลอดภัย
. . .
ณ ห้องของเรนีร่า เรการ์ยืนมองไฟที่ลุกโชติช่วงผ่านหน้าต่างสูงจากพื้นจรดเพดาน เขารู้ดีว่านั่นคือฝีมือของพี่น้องตระกูลคาร์จิลล์ที่ปฏิบัติตามแผนของเขา
เรนีร่าตกอยู่ในแผนของเดม่อน และมีสายลับคอยจับตานางทุกฝีก้าว โดยเฉพาะตอนที่นางไปยังซ่องนั้น ดังนั้นเพื่อกำจัดหลักฐานทุกอย่าง เรการ์จึงเลือกใช้ ‘ไฟ’ ลบล้างทุกสิ่ง
แม้จะมีคนรู้ว่าเรนีร่าเคยอยู่ในซ่อง แต่เมื่อกลายเป็นซากเถ้าถ่านก็ไม่มีใครพิสูจน์อะไรได้อีก นอกจากนี้เรการ์ยังสร้างหลักฐานอีกชิ้นให้นางล่วงหน้า ทำให้กษัตริย์วิเซริสไม่อาจเชื่อคำกล่าวหาใด ๆ ได้หากไร้หลักฐานชัดเจน
กรอบ!
ทันใดนั้นประตูลับก็หมุนเปิดออก ดึงความสนใจของเรการ์ให้หันไป ก่อนที่เออร์ริคและเรนีร่าจะเดินเข้ามา
“เรนีร่า เจ้ากลับมาแล้ว” เรการ์กล่าวด้วยรอยยิ้มโล่งอก พร้อมกับความหนักอึ้งในใจพลันจางหาย
เขาเคยกังวลว่าเรนีร่าอาจถูกปีศาจล่อลวงจนไม่ยอมกลับมา แต่ดูเหมือนนางจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง
“เรการ์ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าแอบออกไป?” เรนีร่าถามด้วยแววตาระแวง พลางถอดผ้าคลุมสีดำออก
เรการ์หันไปมองเออร์ริคที่ปิดทางลับอย่างเงียบ ๆ
“ไม่มีเวลาจะอธิบายพ่ะย่ะค่ะ” เออร์ริคเอ่ยเบา ๆ
เรการ์พยักหน้าแล้วถามกลับ “แผนสำเร็จดีหรือไม่ เซอร์เออร์ริค?”
“ค่อนข้างราบรื่น แม้จะเจอฮาร์วิน สตรองที่ออกลาดตระเวน ทำให้ต้องเปิดเผยตัวตนของเจ้าหญิงพ่ะย่ะค่ะ” เออร์ริคตอบด้วยน้ำเสียงเจือความรู้สึกผิด
เรการ์ขมวดคิ้วคิดว่าควรจัดการฮาร์วินหรือไม่ เพราะเขาคือบุตรของไลโอเนล สตรอง หัตถ์ของราชา และยังเป็นทายาทแห่งแฮร์เรนฮอล คำพูดของเขาย่อมมีน้ำหนัก แต่ด้วยชื่อเสียงของไลโอเนลและตัวฮาร์วินเอง เรการ์จึงยังไม่เห็นความจำเป็นต้องลงมือ
เรนีร่ามองการสนทนาเงียบ ๆ ก่อนเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ฮาร์วินเป็นบุตรของไลโอเนล และเขานับถือข้า เขาไม่น่าจะหักหลัง”
“เช่นนั้นก็ดี” เรการ์พยักหน้า เห็นพ้องว่าลูกไม้คงไม่หล่นไกลต้น
เรนีร่าเดินเข้าไปใกล้เรการ์ ดวงตาเป็นประกายสงสัย “ใครบอกเจ้ากัน? แล้วเจ้าคือคนที่จุดไฟใช่ไหม?”
คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในใจนางตลอดทางกลับมา
เรการ์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบอย่างนิ่งเรียบ “เรื่องสายลับ ข้ายังไม่อาจเปิดเผยตอนนี้ แต่ข้ามีแผนจัดการไว้แล้ว”
เขาเลือกไม่เอ่ยถึงชื่อซีริโอ เพื่อไม่ให้ฝ่ายนั้นตื่นตัวก่อนเวลา จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ส่วนไฟ . . . ใช่ ข้าเป็นคนสั่งจุดเพื่อปกป้องพี่”