- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 31 ดรีมไฟร์
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 31 ดรีมไฟร์
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 31 ดรีมไฟร์
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 31 ดรีมไฟร์
เมื่อมองเข้าไปในความมืดเบื้องหน้า เรการ์ลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาเจือความครุ่นคิด “เซอร์เออร์ริค ท่านคิดว่าข้ามีคุณสมบัติพอจะผูกมิตรกับมังกรผู้ยิ่งใหญ่ได้หรือไม่?”
เออร์ริคสีหน้าเปลี่ยนทันที ตอบกลับอย่างระมัดระวัง “ข้าไม่อาจให้คำตอบเช่นนั้นได้ เจ้าชาย ด้านในนั้นคือรังของมังกรโตเต็มวัย ฝ่าบาทคงไม่มีวันยินยอมให้ท่านเข้าไปเสี่ยงอันตรายเป็นแน่ พ่ะย่ะค่ะ”
“ทำไมล่ะ?” เรการ์ถามอย่างไม่ลดละ ดวงตาจ้องมองอัศวินตรงหน้า “หรือท่านไม่เชื่อว่าข้าจะผูกมิตรกับมังกรได้?”
“ไม่ใช่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” เออร์ริคตอบติดขัด “เพียงแต่ . . . การผูกมิตรกับมังกรต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ และพรสวรรค์อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เรื่องที่ควรตัดสินใจด้วยความหุนหัน”
“แต่ข้ายินดีจะรับความเสี่ยงนั้นเอง เซอร์เออร์ริค”
เรการ์กล่าวอย่างแน่วแน่ ก่อนก้าวเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง แววตามั่นคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “พี่ข้าเริ่มขี่มังกรตอนอายุเท่าข้า แล้วทำไมข้าจะทำไม่ได้?”
แน่นอนว่าเขาไม่ได้อธิบายต่อว่าในเมื่อสายเลือดแห่งโลหิตและเปลวเพลิงหลั่งไหลอยู่ในร่างตน หากมีภูมิต้านไฟตามแบบฉบับแห่งตระกูลทาร์แกเรียน และสืบทอดเชื้อสายวาเลเรียนแท้จริง เช่นนั้นเขาก็ควรมีคุณสมบัติเพียงพอจะชนะใจมังกรเช่นกัน
“ข้าไม่อาจยอมให้เป็นเช่นนั้นได้พ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย” เออร์ริคขัดขึ้นหนักแน่น ขยับกายขวางทางไว้ “ข้าให้สัตย์ว่าจะปกป้องท่าน และข้าไม่อาจยืนดูท่านก้าวเข้าสู่อันตรายเช่นนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“แต่ท่านก็ให้สัตย์ว่าจะเชื่อฟังคำสั่งข้าทุกประการ ไม่ว่าอันตรายหรือเกียรติยศจะเป็นเช่นไร มิใช่หรือ?” เรการ์ย้อนถาม ดวงตาคมกริบดุจเหล็กกล้า
บางทีอาจเป็นเพราะฝันร้ายที่รุมเร้า ความกดดันจากความคาดหวัง หรือความห่างเหินจากพี่สาว สิ่งเหล่านี้ล้วนกระตุ้นพายุในใจเขา ทำให้ในห้วงอารมณ์นั้นเขารู้สึกทั้งหวาดกลัว อึดอัด หรืออาจมีความอิจฉาเจืออยู่บางเบา แต่เขาก็คือ เรการ์ ทาร์แกเรียน!
“ทาร์แกเรียนไม่รู้จักคำว่ากลัว!”
เบื้องหน้าเขาคือรังของดรีมไฟร์ และเขาต้องการผูกมิตรกับมัน พิชิตใจมังกรเพื่อคว้าเกียรติยศและการยอมรับกลับคืนมา!
“ในฐานะบุตรองค์โตของกษัตริย์วิเซริส ข้าสั่งให้ท่านอยู่ที่นี่ และห้ามขัดขวาง!”
แม้เออร์ริคจะยึดมั่นในหน้าที่ แต่ว่าเรการ์นั้นไม่ยอมถอย และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เรการ์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงของเจ้าชาย
“แต่เจ้าชาย . . .” เออร์ริคพยายามทักท้วง ทว่าโดนตัดบทด้วยเสียงเฉียบขาด
“พอแล้ว เซอร์เออร์ริค!”
ด้วยพันธะที่ให้ไว้ เออร์ริคจึงจำใจยอมถอย สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล มือกำดาบแน่นจนสั่น “ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ . . . ข้าจะคอยเฝ้าอยู่ที่นี่”
เรการ์เดินผ่านเออร์ริคไป พลางเหลือบมองเมย์นาร์ดที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ “เซอร์เออร์ริคจะอยู่ด้านนอกเพื่อความปลอดภัยของพวกเรา ส่วนเจ้ากลับไปเถอะ หากไม่จำเป็นต้องอยู่”
แต่เมย์นาร์ดกลับโพล่งขึ้นมาทันทีว่า “ไม่พ่ะย่ะค่ะ! ข้าขออาสาร่วมเข้าไปด้วย ข้ามีความรู้เรื่องพฤติกรรมของมังกร อาจเป็นประโยชน์ได้บ้าง”
พูดจบในใจของเมย์นาร์ดก็เต้นระรัว เพราะนี่คือโอกาสพิสูจน์ตัวเอง พิสูจน์ว่าตนไม่ใช่เพียงบุตรนอกสมรสที่ไร้ค่า!
เรการ์จ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้ารับ “ตกลง หากข้าผูกมิตรกับดรีมไฟร์ได้ เจ้าก็จะได้รับเกียรติร่วมด้วย”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย!” เมย์นาร์ดกล่าวพลางยืนประชิดเรการ์นำทางเข้าไปในอุโมงค์
“เขากล้าหาญนะ เซอร์เออร์ริค ถือว่าน่ายกย่อง” เรการ์หันกลับไปมองเออร์ริคอีกครั้งด้วยสีหน้าอ่อนลง แล้วร่างของเรการ์ก็ลับหายเข้าไปในเงามืด ปล่อยให้เออร์ริคยืนนิ่งอยู่ด้านนอก สับสนระหว่างหน้าที่กับความเป็นห่วง
เมื่อเข้าสู่รังลึกเมย์นาร์ดก็หยิบคบไฟขึ้นมาจุดมันด้วยมือสั่น ๆ แสงส้มอ่อนสาดไล่ความมืดออกไปช้า ๆ ทำให้เรการ์หลับตาลงชั่วครู่ หลบแสงที่พุ่งมาอย่างกะทันหัน
เมื่อปรับสายตาได้แล้ว เมย์นาร์ดก็กล่าวเตือน “เจ้าชาย ดรีมไฟร์อาศัยอยู่ที่นี่มาหลายปี อารมณ์มันแปรปรวนและยากจะคาดเดา โปรดระมัดระวังด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าจะระวัง ขอบใจ” เรการ์ตอบรับ พลางถามต่อ “เจ้าเคยเข้ามาบ่อยหรือ?”
“แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ” เมย์นาร์ดยิ้มบาง “เมสเตอร์บาสมอบหมายให้ข้าดูแลความสะอาดในนี้ เพราะเหล่าเมสเตอร์คนอื่นทนกลิ่นมูลมังกรไม่ไหว”
“เจ้าขยันดี ข้าชื่นชม”
เมย์นาร์ดยิ้มภูมิใจ แล้วเล่าเสริมอย่างกระตือรือร้นว่า เขามักพาเหล่าคนดูแลมังกรที่เชี่ยวชาญภาษาวาเลเรียนเข้ามาเพื่อปลอบโยนมังกรด้วยบทเพลง
เรการ์ฟังอย่างตั้งใจ และเริ่มมองเมย์นาร์ดในแง่บวกมากขึ้น พร้อมกับคิดในใจว่า ‘แม้จะเป็นบุตรนอกสมรส แต่หมอนี่ก็หมั่นเพียรดี . . .’
ทว่าความกระตือรือร้นนั้นไม่สำคัญเท่ากับผลลัพธ์ หากมันช่วยเขาได้ก็เพียงพอแล้ว
‘ภาษาวาเลเรียนคือภาษาแม่ของข้า . . . ข้าพอจะใช้มันได้’ เรการ์พึมพำในใจ
ตั้งแต่เขาฝึกฝนภาษาวาเลเรียนโบราณได้ดีขึ้น ความทรงจำวัยเยาว์ก็เริ่มไหลย้อนกลับมา เมื่อครั้งยังเป็นเพียงเด็กสามขวบ ร่างกายอ่อนแรงจนแทบลืมตาไม่ได้ แต่สัมผัสทางเสียง กลิ่น และสัมผัสยังคงอยู่
ในห้วงนิทรานั้นเขาจำได้ว่าได้ยินเสียงฮัมเพลงอ่อนโยน ลูบไล้แก้มเบา ๆ จุมพิตหน้าผากแผ่วเบา แม้มองไม่เห็นพูดไม่ได้ แต่ทุกสัมผัสเหล่านั้นเขาจดจำได้ และแม้จะจำเนื้อเพลงไม่ได้ แต่กลิ่นนั้นยังคงชัดเจน กลิ่นคล้ายกำมะถัน เหมือนกลิ่นของมังกร
ตอนนี้เขาพอจะนึกท่วงทำนองของบทเพลงนั้นออก มันคือบทเพลง ยามสนธยาแห่งผู้เลี้ยงแกะ ในภาษาวาเลเรียนโบราณ
ทันใดนั้นเรการ์ก็เคลียร์ลำคอ ก่อนฮัมเพลงนั้นเบา ๆ ทำให้เสียงคำรามนุ่มลึกคล้ายเสียงของเด็กเล็กก็ดังสะท้อนออกมาจากความมืด ปลุกสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาให้ลืมตาตื่นขึ้นอย่างงุนงง
ในอุโมงค์ที่คับแคบเรการ์เดินลึกเข้าไปจนถึงโพรงถ้ำที่กว้างขวางกว่าเดิม บนพื้นมีซากสัตว์ขนาดใหญ่เกลื่อนกลาด กลิ่นมูลมังกรโชยมาแตะจมูกอย่างรุนแรง
ทันใดนั้นเสียงโลหะกระทบพื้นดังกังวาน ตามมาด้วยเสียงโซ่ที่ถูลากไปกับหิน
“ส่งคบไฟมาให้ข้า แล้วอยู่ตรงนี้” เรการ์พูดพลางยื่นมือ และมองไปยังเงามืดมหึมาที่มุมถ้ำ ซึ่งมันก็ไม่ใชใครนอกจากดรีมไฟร์นั่นเอง
เมย์นาร์ดยื่นคบไฟให้ด้วยมือสั่น พลางดันตัวเองชิดผนัง “เจ้าชาย โปรดระวังด้วยพ่ะย่ะค่ะ หากผิดพลาดจงรีบถอยทันที!”
“ข้าจะระวัง และหวังว่าเจ้าจะภาวนาให้ข้าด้วย” เรการ์ตอบพลางสูดลมหายใจลึก แล้วเริ่มฮัมบทเพลงเบา ๆ เดินเข้าไปหามังกรยักษ์ในเงามืด . . .