- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 20 กษัตริย์แห่งเกาะสเต็ปสโตน
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 20 กษัตริย์แห่งเกาะสเต็ปสโตน
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 20 กษัตริย์แห่งเกาะสเต็ปสโตน
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 20 กษัตริย์แห่งเกาะสเต็ปสโตน
จากระยะไกลเรการ์มองข้ามสนามประลองออกไป แล้วเห็นใบหน้าของผู้ขี่มังกรชัดเจน เขามีผมยาวสีเงินทองและดวงตาสีม่วงตามแบบฉบับของตระกูลทาร์แกเรียน เมื่อเพ่งดูใกล้ ๆ ก็เห็นได้ว่าใบหน้านั้นเย็นชา จมูกโด่งคมคาย และคิ้วที่ดกหนาให้ความรู้สึกดุร้ายดั่งมังกรที่กำลังหลับใหล
เรการ์รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร เพราะเขาเคยได้ยินข่าวลือจากฝูงชน นั่นคือเดม่อน ทาร์แกเรียน ผู้เป็นลุงแท้ ๆ ของเขา เจ้าชายพเนจรที่ครั้งยังเยาว์วัยก็กล้าขี่มังกรตระเวนไปทั่วทวีป ปราบโจรผู้ร้ายด้วยตนเอง
เรการ์เคยได้ยินเรื่องราวการผจญภัยของเขามากมาย และยังมีหนังสือที่บันทึกวีรกรรมเหล่านั้นอีกด้วย!
“ดูสิ! มังกรตัวใหญ่มหึมา ตัวเป็น ๆ เลยนะ ใหญ่มากเลย!” ด้วยหัวใจที่ยังเป็นเด็ก เรการ์ไม่สนใจเลยว่าเขาคือใคร ดวงตาและจิตใจของเขามุ่งไปยังสัตว์ร้ายเกล็ดสีแดงเพลิงตัวนั้นเพียงอย่างเดียว
“ในอนาคต ข้าก็จะขี่มังกรที่สง่างามขนาดนี้ให้ได้!” เรการ์ร้องออกมา พลางดึงมือใหญ่ของเออร์ริค “ไม่สิ! ต้องยิ่งใหญ่กว่านี้อีก ต้องทรงพลังยิ่งกว่านี้ถึงจะดี มังกรตัวนี้ผอมเกินไป!”
เด็กชายพูดพล่ามออกมาทุกอย่างที่อยู่ในใจโดยไม่คิดจะกลั้นไว้เลย ทำให้เออร์ริคมองมังกรตรงหน้า พลางวางมือลงบนดาบที่เอวอย่างระแวดระวัง แล้วหันมองรอบ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครพุ่งเข้าใส่เจ้าชายด้วยความแตกตื่น
. . .
ภายในลานประลอง เจ้าหนุ่มจากดอร์นถึงกับขาอ่อนทรุดลงนั่งหลังจากภัยอันตรายสิ้นสุด เหงื่อเย็นไหลพรากบนใบหน้าของเขา
เดม่อนกระโดดลงจากหลังมังกร หันหลังให้ชายขอบสนามราวกับพวกเขาไร้ตัวตน แล้วเดินดุ่ม ๆ ไปยังแท่นที่นั่งของกษัตริย์วิเซริส โดยไม่มีใครกล้าขวางทางเขาแม้แต่คนเดียว
“หยุดตรงนั้น อย่าได้ละเมิดอำนาจและเกียรติของฝ่าบาท!” เซอร์แฮร์โรลด์ กัปตันแห่งหน่วยคิงส์การ์ด ชักดาบขึ้นมาชี้ตรงหน้าอกเดม่อน
เดม่อนเพียงปรายตามอง ก่อนจะเมินเฉยแล้วเอ่ยเสียงเรียบ ส่วนวิเซริสก็ยังคงนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาเต็มไปด้วยความลึกล้ำขณะจ้องมองน้องชายของตน
เดม่อนก็มองตอบ ทั้งสองไม่ได้เอื้อนเอ่ยวาจาใด บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบสงัดราวกับเวลาได้หยุดลง เหล่าขุนนางและสมาชิกสภาที่อยู่ใกล้ ๆ ต่างก็ประหม่า ไม่รู้ว่าจะรับมือกับสถานการณ์ระหว่างสองพี่น้องนี้เช่นไร
หลังความเงียบอึดใจหนึ่ง เดม่อนจึงถอยหลังไปก้าวหนึ่งเพื่อแสดงว่าเขาไม่คิดต่อต้านคำสั่ง จากนั้นก็ดึงขวานสองคมที่เหน็บไว้ที่เอวออกมา แล้วโยนลงเบื้องหน้าวิเซริส
“ขอมอบไว้แด่บัลลังก์เหล็ก” เขากล่าว
วิเซริสไม่ได้เคลื่อนไหว ดวงตายังคงจ้องที่ศีรษะของเดม่อนก่อนจะพูดเสียงต่ำ “เจ้าสวมมงกุฎและขนานนามตนเองว่าเป็นกษัตริย์หรือ?”
“ทันทีที่โจรสลัดสาวสามพี่น้องถูกตีแตก ชาวทะเลแคบต่างก็ขนานนามข้าว่า กษัตริย์แห่งทะเลแคบ” เดม่อนเล่าถึงศึกที่เขาผ่านมา แล้วหยุดนิ่งก่อนจะกล่าวว่า “แต่ข้ารู้ดี ฝ่าบาท . . . มีกษัตริย์เพียงองค์เดียวเท่านั้น”
“ทั้งมงกุฎและเกาะสเต็ปสโตน ข้ายกให้ท่านทั้งหมด” เดม่อนคุกเข่าลง ถอดมงกุฎเถาวัลย์ออกจากศีรษะ แล้วก้มศีรษะอย่างนอบน้อม
คำพูดและการกระทำของเขาทำให้ทุกคนในที่นั้นประหลาดใจยิ่งนัก เพราะใครจะคาดคิดว่าเจ้าชายเดม่อนผู้หยิ่งทะนงจะเป็นฝ่ายลดราวาศอก แสดงความเคารพต่อพี่ชายเช่นนี้
วิเซริสมองน้องชายที่รู้จักวางตัวด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างช้า ๆ “ลอร์ดคอร์ลิสอยู่ที่ไหน?”
“เขาแล่นเรือกลับบ้านเก่าที่ดริฟต์มาร์กแล้ว” เดม่อนตอบตามตรง
“แล้วใครเป็นผู้ดูแลเกาะสเต็ปสโตน?” วิเซริสถามต่อ
“ทะเล . . . ปู . . . และโจรสลัดสองพันคนแห่งโจรสลัดสาวสามพี่น้องที่ข้าตรึงศพไว้ตามชายหาดให้เป็นเยี่ยงอย่าง” เสียงของเดม่อนค่อย ๆ แผ่วลงเมื่อจบประโยค เพราะเขารู้ดีว่านี่เป็นคำถามที่ต้องตอบให้ดี
แม้คำตอบจะไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่วิเซริสก็เพียงพยักหน้าเบา ๆ แล้วเบือนหน้าหนี ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืน เดินไปหยิบมงกุฎที่เดม่อนมอบให้ ตรวจดูครู่หนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ แล้วส่งต่อให้แฮร์โรลด์
มงกุฎซึ่งแทนสัญลักษณ์ของกษัตริย์แห่งทะเลแคบนี้ ดูจะไม่สร้างความประทับใจใด ๆ ให้วิเซริสเลย และเมื่อเห็นสายตาของเหล่าขุนนางที่กำลังจับจ้อง เขาจึงเอ่ยเสียงเรียบว่า “ลุกขึ้นเถิด”
เมื่อได้ยินสัญญาณให้อภัย เดม่อนจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นด้วยแววตาคาดหวัง แล้ววิเซริสก็ยิ้มละลายความเย็นชาทั้งหมด “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน น้องข้า”
สองพี่น้องกอดกันอย่างไม่ลังเล ทำให้เลือดของเบลอน เจ้าชายแห่งฤดูใบไม้ผลิได้กลับมาบรรจบกันอีกครั้งให้ผู้คนได้ประจักษ์
ผู้ที่มีสติปัญญาพอจะเข้าใจได้ทันทีว่า กษัตริย์กำลังส่งสัญญาณเตือนไปยังคนบางกลุ่มว่าการต้อนรับเดม่อนกลับมา ไม่ได้หมายความว่าใครจะเอาเรื่องนั้นมาเล่นการเมืองได้ตามใจ
เดม่อนเองก็เข้าใจดีเช่นกัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาวางตัวอย่างเหมาะสม และไม่แสดงความเย่อหยิ่งแม้แต่น้อย
เรนีร่ายืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน มองดูเกมการเมืองที่ซับซ้อนนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมกับดวงตาของนางมีประกายยินดีปิดไม่มิด ม่านตาสีม่วงใสของนางยังไร้เดียงสา ไม่อาจแยกแยะได้ว่าความจริงหรือเสแสร้ง เพราะสำหรับนางแล้ว มันคือความสุขที่ได้เห็นลุงกลับบ้านอย่างแท้จริง
“พี่สาว~” เรการ์ไม่รู้ว่าตัวเองแทรกฝูงชนออกมาได้อย่างไร เขามาถึงข้างกายเรนีร่าแล้วคว้ามือเล็ก ๆ ของนางไว้
เมื่อได้ยินเสียงเรียก เรนีร่าจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าน้องชายอยู่ใกล้ ๆ นางยิ้มบาง ๆ แล้วกล่าว “ท่านลุงกลับมาแล้วล่ะ เขาใจดีกับข้าตั้งแต่ยังเด็ก”
“ใช่ เขาดูหล่อดี” เมื่อเห็นพี่สาวยิ้ม เรการ์จึงยิ้มแหย ๆ ตอบ พร้อมกล่าวชมใบหน้าหล่อเหลาของเดม่อน
แต่ในใจนั้นยังคลางแคลง เพราะเขาไม่รู้เลยว่าลุงคนนี้มีข้อดีข้อไหนที่ควรชื่นชม ทั้งที่ตนเองถูกกักบริเวณแทบไม่ได้รับข่าวสารใด ๆ จากภายนอก แต่เขาก็รู้ว่า คำว่า ‘มงกุฎเพียงวันเดียว’ เคยหลุดจากปากของเดม่อนผู้นี้เอง เพราะอีกฝ่ายเคยคิดว่าเรการ์จะตายตั้งแต่ยังเยาว์ เพื่อที่เขาจะได้สืบบัลลังก์ต่อจากวิเซริส
ดังนั้นเรการ์จะชื่นชมผู้ที่หวังให้เขาตายได้อย่างไร?
. . .
เมื่อเดม่อนปรากฏตัวพร้อมมังกร และสองพี่น้องคืนดีต่อหน้าผู้คน เหล่าสภาเล็กต่างก็ย้ายไปยังห้องจัดเลี้ยงเพื่อรับรองเขาต่อ ขณะที่งานประลองของวันจบลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับหนุ่มดอร์นผู้เปียกชุ่มไปทั่วกางเกงด้วยความตกใจนั้น เขาถูกไลโอเนลเชิญให้ไปพักที่โรงแรมชั้นสูงในเมือง ไม่เพียงจ่ายค่าที่พักให้ ยังส่งคนไปคอยดูแลด้วย กลัวว่าอีกฝ่ายจะอยู่ไม่เป็นสุข
การแสดงออกครั้งนี้เรียกความสนใจจากผู้คนมากมาย เพราะกษัตริย์ให้ความสำคัญกับนักสู้จากแดนไกล และยังต้อนรับน้องชายผู้เกรียงไกรในวันเดียวกันอีกด้วย ซึ่งทั้งสองต่างก็ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประลองต่อในวันพรุ่งนี้ และแน่นอนเขาไม่กล้าปฏิเสธอยู่แล้ว!
. . .
วิเซริสและเดม่อนเดินเคียงข้างกันเข้าห้องเลี้ยง ตามหลังพวกเขาคือกลุ่มขุนนางและเหล่าเจ้าผู้ครองอาณาจักร
ต้องยอมรับว่า อลิเซนต์เป็นราชินีที่ช่างสังเกตยิ่งนัก ทันทีที่รู้ข่าวการกลับมาของเดม่อน นางก็สั่งคนรับใช้ให้เก็บอาหารที่เสิร์ฟไปแล้ว และเตรียมจานใหม่จากในครัวอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีข้อบกพร่องแม้ในเวลาคับขัน เมื่อวิเซริสนำขบวนเข้าสู่ห้องเลี้ยง
วิเซริสรู้สึกซาบซึ้งอย่างยิ่ง และกล่าวยกย่องอลิเซนต์ต่อหน้าผู้คนว่า นางคือภรรยาที่ดีเยี่ยม ผู้คอยแบ่งเบาภาระเขาเสมอมา
อลิเซนต์ลูบแขนมีเบา ๆ แล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ฝ่าบาททำงานการเมืองมาทั้งวัน เหนื่อยล้าเพียงพอแล้ว ไม่ควรถูกเรื่องจุกจิกมารบกวนอีก”
“เพราะมีเจ้า ชีวิตข้าจึงไม่เปล่าเปลี่ยว” วิเซริสกล่าว พลางกุมมือนางแน่น ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความโล่งใจ
“พอเถิด หากแสดงความรักมากเกินไป เหล่าขุนนางจะพากันหัวเราะเยาะเอาได้ รีบพาทุกคนเข้าร่วมงานกันเถอะ” อลิเซนต์พูดพลางแก้มแดงระเรื่อ ซึ่งใบหน้าเขินอายของนางดึงดูดทุกสายตาในห้องเลี้ยงทันที