- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 17 ปลุกโทสะของฝูงชน
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 17 ปลุกโทสะของฝูงชน
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 17 ปลุกโทสะของฝูงชน
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 17 ปลุกโทสะของฝูงชน
หนุ่มดอร์นชี้ไปที่บาร์ตผู้ใกล้คลั่ง ก่อนจะเย้ยหยันเสียงแข็ง “อัศวินผู้นี้ดูจะมีนิสัยหยาบคาย แถมยังเหยียดหยามชาวดอร์นอย่างเราอย่างไม่น่าให้อภัย”
จากนั้นเขาก็ใช้ปลายหอกเฉือนใบหูของบาร์ตออกข้างหนึ่งก่อนพูดต่อ “ข้ารู้มาว่าผู้หญิงแห่งเดอะเวลนั้นหน้าตาไม่ต่างจากแพะเลย . . . หรือว่านั่นคือความจริง?”
“เอาตรง ๆ เลยนะ ข้ายังไม่เคยนอนกับหญิงสาวจากเดอะเวลมาก่อน ข้าเลยไม่อาจบอกได้ว่าพวกนางดูแย่กว่าแพะหรือไม่” เขากล่าวพลางเตะศีรษะของบาร์ตเข้าอย่างจัง “เฮ้! อัศวินแห่งเดอะเวล เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ? บอกข้าทีสิ”
บาร์ตซึ่งเลือดอาบตัวและเวียนหัวจากบาดแผลทั่วร่างพยายามเอ่ยปากพูด แต่กลับพูดได้เพียงแผ่วเบา
หนุ่มดอร์นโน้มตัวลงคว้าผมของอีกฝ่าย กระชากหัวขึ้นพร้อมยิ้มเยาะ “ถ้าเจ้าจะด่าก็พูดให้ดังหน่อย!”
“แค่ก . . . เจ้าชั่ว . . . ดอร์น . . . ลิง . . .” บาร์ตกระอักเลือดออกมาพลางฝืนสบถ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นหนุ่มดอร์นกลับไม่ยอมปลิดชีพให้สิ้นเรื่อง กลับยืดเยื้อทรมานอีกฝ่ายต่อ ใช้หอกแทงลงไปในแขนขาแล้วหมุนไปมาอย่างเหี้ยมโหด ปล่อยให้ความเจ็บปวดค่อย ๆ กลืนกิน
การทรมานดำเนินยาวนานนับสิบชั่วโมง จนในที่สุดเมื่อบาร์ตทนไม่ไหว เขาก็แทงหอกทะลุลำคออีกฝ่าย ปิดฉากการสังหารอันป่าเถื่อน
“เจ้าชาวดอร์นชั่ว! เจ้าจะต้องชดใช้บาปนี้!” เสียงตะโกนก้องขึ้นมาจากอัฒจันทร์
ถ้วยไวน์เปล่าถูกขว้างลงมากระแทกพื้นโคลนแตกกระจาย ตามด้วยเสียงด่าทอสาดเสียเทเสีย
บรรยากาศในสนามเปลี่ยนไปทันตา เมื่อผู้ชมเริ่มโห่ร้องขับไล่หนุ่มดอร์น ทั้งถ้วยไวน์ แอปเปิ้ล จานอาหาร และแม้แต่รองเท้าส้นสูงของสตรีบางคน ถูกปาใส่เวทีประลองอย่างโกรธแค้น
ในกลุ่มผู้ชมเรนีร่าจ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าโดยไม่เอ่ยสิ่งใด สีหน้าเรียบนิ่งแต่แววตาเริ่มกรุ่นด้วยเพลิงโทสะ
ในฐานะเจ้าหญิงแห่งอาณาจักร เรนีร่าไม่เคยมีความรู้สึกดีต่อชาวดอร์นเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมารดาของนางคือเอ็มม่า แอริน สตรีจากตระกูลที่ภักดีต่อดินเดอะเวลอย่างสุดจิต ดังนั้นการที่หนุ่มดอร์นกล้าดูหมิ่นอัศวินผู้ซื่อสัตย์และเหยียดหยามสตรีแห่งเดอะเวลต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้มีหรือที่นางจะทนได้?!
“โคล ลงไปฆ่ามันซะ ข้าไม่อยากเห็นหน้ามันอีก” เรนีร่าสั่งเสียงกร้าว
เซอร์โคลนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ก่อนจะตอบ “ข้ายินดีรับใช้พระองค์ และเห็นด้วยว่าชายผู้นั้นสมควรตาย แต่ในฐานะอัศวินแห่งคิงการ์ด ข้าไม่อาจลงสนามได้หากไม่ได้รับบัญชาจากกษัตริย์”
“งั้นข้าจะไปหาคนที่ลงได้เอง” เรนีร่าตอบอย่างไม่ใยดี ก่อนจะหมุนตัวเดินตรงไปยังกษัตริย์ และโน้มตัวเข้าใกล้บิดาแล้วกระซิบเบา ๆ ว่า “ท่านพ่อ ชายผู้นั้นกำลังเหยียบย่ำเกียรติของราชวงศ์ ข้าขอให้โคลลงไปล้างแค้นให้บาร์ตเถิด”
วิเซริสที่อยู่ในอารมณ์ขุ่นเคืองอยู่แล้ว เหลือบมองบุตรสาวด้วยความรำคาญ “ใจเย็นไว้ก่อน ยังมีอัศวินหนุ่มมากฝีมืออีกมากมาย เราควรเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงฝีมือบ้าง คิงการ์ดไม่ควรถูกใช้พร่ำเพรื่อ”
เรนีร่ากำมือแน่นแต่ก็ไม่กล้าเถียง
หลังจากนั้นการประลองยังคงดำเนินต่อไป โดยมีไลโอเนลคอยระงับความวุ่นวายในหมู่คนดู
“อัศวินแห่งเดอะเวลไร้ฝีมือสิ้นดี ไม่มีใครกล้าขึ้นมาท้าข้าหรือ?” หนุ่มดอร์นในเวทียังคงยโสโอหังไม่เลิก พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะของเขายิ่งปลุกโทสะให้ลุกโชนไปทั่วอัฒจันทร์
“ข้าขอรับคำท้าของเจ้า!” อัศวินวัยกลางคนในชุดเกราะสีเทาเงินก้าวออกมา เขาก้าวเข้ามาในสนามด้วยท่วงท่าหนักแน่น ดาบยาวในมือส่องประกายวาววับ “ข้าคือเซอร์บาล็อต แห่งสตอร์มแลนด์ ข้าจะสอนเจ้าให้รู้จักคำว่า ‘เคารพ’”
หนุ่มดอร์นยิ้มเย้ยอย่างยียวน “โอ้!? คำขู่ช่างน่ากลัวเสียจริง งั้นข้าคงต้องขอดูหน่อยว่าฝีมือของเจ้าสมกับคำขู่ของเจ้าหรือไม่ เซอร์บาล็อต”
. . .
ณ ห้องจัดเลี้ยง ด้านหนึ่งโต๊ะอาหารเรียงรายด้วยของกินนานาชนิด ขณะที่เหล่าสตรีชนชั้นสูงพากันพูดคุยอย่างเพลิดเพลินราวกับงานน้ำชา ส่วนเรการ์นั้นนั่งอยู่คนเดียวหน้าโต๊ะที่มีเค้กแผ่นบางรูปร่างคล้ายไข่วางอยู่ตรงหน้าเขา
“ขนมพวกนี้เรียกว่าอะไรนะ? อืม . . . หอม หวาน เหนียวนุ่ม ดีจริง ๆ ใครเป็นคนทำกันนะ?”เรการ์พึมพำ พลางหยิบขึ้นมากิน พร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความประทับใจ
‘กลับไปข้าต้องถามอลิเซนต์ให้ได้ว่าใครเป็นคนอบ แล้วขอสั่งเพิ่มอีก’ เรการ์ตัดสินใจในใจพลางกินต่ออย่างสบายใจ แต่ยังไม่ทันได้เคี้ยวจนหมดคำก็มีชายแปลกหน้าเดินมานั่งลงตรงข้ามวางจานขนมช็อกโกแลตไว้ตรงหน้า แล้วเริ่มกินอย่างไม่เกรงใจ
‘ใครกันมานั่งกินของข้าหน้าตาเฉย?’ เรการ์เริ่มรู้สึกรำคาญ พลางคิดในใจ แต่ยังไม่พูดอะไร เพราะยังเหลือขนมอีกหลายจาน
แต่ประสบการณ์ครั้งนี้ก็สอนเขาได้อย่างหนึ่ง การปล่อยผ่านความรำคาญเล็ก ๆ บางครั้งก็อาจเชื้อเชิญให้ความหงุดหงิดยิ่งใหญ่บังเกิด เพราะในขณะที่เขาเพิ่งหยิบชิ้นที่สอง คนแปลกหน้าก็กินจนหมดเกลี้ยงแทบทุกจาน
“ขนมนี้อร่อยจริง ๆ ฝีมือยอดเยี่ยม” เขาพูดพลางเอื้อมไปหยิบจานใหม่โดยไม่รอฟังความเห็น
จานแล้วจานเล่าถูกกวาดเรียบ จนเหลือเพียงจานสุดท้ายตรงหน้าเรการ์
ในที่สุดเจ้าชายก็ลุกพรวดขึ้น ยืนปกป้องจานสุดท้ายไว้ แล้วตะโกนลั่น “เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร? กล้าดียังไงมากินขนมของข้า? ไม่มีความเคารพบ้างเลยหรือ!”
แม้คำพูดจะฟังดูจริงจัง แต่น้ำเสียงอ่อนนุ่มกับใบหน้ากลมกลึงแบบเด็กน้อยก็ทำให้หลายคนแอบยิ้ม
คนแปลกหน้าหัวเราะแหะ ๆ “ท่านเป็นเจ้าชายก็จริง แต่ขนมพวกนี้ก็จัดไว้ให้แขกทุกคนมิใช่หรือ?”
“ถึงจะรู้ว่าเป็นเจ้าชาย เจ้ายังกล้ามาแย่งขนมข้าอีกเรอะ?” เรการ์โวยวายอย่างเหลืออด “แม้แต่จานสุดท้ายก็ยังไม่ยอมให้เด็กกิน เจ้าไม่อายบ้างหรือ?”
“เอ่อ . . .” ชายแปลกหน้าถึงกับเริ่มไปไม่ถูก ก่อนที่เขาจะอธิบายอย่างมีเหตุผลว่า “ของกินน่ะไม่เกี่ยวกับอายุ แล้วอีกอย่าง เจ้าชายยังเด็กอยู่ กินหวานมากเดี๋ยวฟันผุ”
“เจ้าก็ไม่เข้าใจ! เอาขนมมานี่ ข้าไม่กลัวฟันผุหรอก!” เรการ์ตะโกนใส่อย่างดื้อดึง และชี้นิ้วใส่ชายแปลกหน้าด้วยความโมโห “เจ้าคิดว่าข้าเป็นเด็กอมมือหรือไง! เซอร์เออร์ริค! สั่งสอนเจ้าคนหยาบคายนี้ที! ให้มันรู้ว่าการล่วงเกินเจ้าชายนั้นต้องเจอกับอะไรบ้าง!”
เออร์ริคซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ แม้จะลังเล ไม่อยากก่อเรื่องในงานเลี้ยง แต่เมื่อเห็นศักดิ์ศรีของเจ้าชายถูกลบหลู่ก็จำต้องลงมือ แน่นอนว่าเขาไม่ได้ชักดาบ เพียงก้าวเข้าไปด้านหลังชายแปลกหน้าแล้ววางมือลงบนไหล่
“ข้าไม่คิดจะก่อเรื่องนะ ท่านเซอร์” ชายแปลกหน้าพูดพลางยกมือขึ้น
“ข้าไม่สน! ใครแตะเจ้าชายต้องเจอบทเรียน!” เออร์ริคพูดอย่างเด็ดขาด
แต่ก่อนที่เขาจะลงมือ มือของชายแปลกหน้าก็สะบัดกลับมาตีหลังมือของเออร์ริคดัง เพี๊ยะ! ทำให้เออร์ริคร้องเบา ๆ พร้อมกับรอยฟกช้ำที่ผุดขึ้นทันที . . .