- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 13 คำตอบที่ฟังขึ้น
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 13 คำตอบที่ฟังขึ้น
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 13 คำตอบที่ฟังขึ้น
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 13 คำตอบที่ฟังขึ้น
“มันคือคำพยากรณ์แห่งบทเพลงของน้ำแข็งและไฟ ก่อนที่เอกอนจะสิ้นพระชนม์ เขาทิ้งกริชเล่มนี้ไว้ที่ซึ่งจอมเวทไฟคนสุดท้ายแห่งวาลีเรียได้ซ่อนบทเพลงนั้นไว้” วิเซริสอธิบายด้วยน้ำเสียงสงบ “การรู้เรื่องนี้คือหน้าที่ หน้าที่อันหนักหนา! มันสำคัญยิ่งกว่าบัลลังก์เหล็กและกษัตริย์ สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด!”
ขณะพูดเขาก็จับจ้องทุกอิริยาบถของเรการ์ไม่ละสายตา เงาของพ่อลูกทอดยาวและสั่นไหวใต้แสงไฟที่ลุกโชนอยู่กลางเต็นท์ สายลมพัดเอื่อยเปลี่ยนเปลวไฟให้บิดเบี้ยวอยู่ตลอดเวลา
“บทเพลงของน้ำแข็งและไฟงั้นหรือ?” เรการ์กระพริบตาด้วยความแปลกใจเล็กน้อย “ข้านึกว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล่าหลอกเด็กในตำราเสียอีก”
ความจริงก็คือเขารู้จักบทเพลงนี้ดี เมื่อสำรวจดาบเล่มนั้นก่อนหน้านี้ ระบบยังประกาศว่ามีบทเพลงแห่งน้ำแข็งและไฟสลักไว้บนใบมีด และสิ่งประหลาดที่ได้จากการสำรวจก็มีชื่อว่า ‘คำเตือนของนักปราชญ์’ ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าความหมายของมันจะลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นเสียอีก
“คำพยากรณ์นี้เป็นเรื่องจริง ข้าหวังว่าเจ้าจะจดจำมันไว้ และเตรียมพร้อมรับมือกับความมืดและความเย็นที่ยังมองไม่เห็น” วิเซริสกล่าวเสียงต่ำ
“ข้าจะจำไว้ ท่านพ่อ”
แม้เรการ์จะยังไม่เข้าใจแจ่มชัดนัก แต่เขาก็รับรู้ได้ถึงน้ำหนักที่แฝงอยู่ระหว่างถ้อยคำของทั้งสอง
วิเซริสเดินวนรอบกองไฟครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้นอย่างลังเล “ข้าเคยถามเรนีร่าหนึ่งคำถาม เจ้าสนใจจะรู้หรือไม่ว่าคำถามนั้นคืออะไร?”
“คำถามอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?” เรการ์เผลอตอบออกไปโดยไม่รู้ตัว เพราะน้ำเสียงของบิดาเริ่มลุ่มลึกลงจนแทบฟังไม่ชัด
“มันเกี่ยวกับมังกร!” เมื่อมาถึงตรงนี้วิเซริสก็ไม่มีเหตุผลใดจะหยุดไว้แล้ว จึงกล่าวต่อทันทีว่า “มังกรเป็นสิ่งมีชีวิตโบราณที่อยู่กับตระกูลทาร์แกเรียนมาตั้งแต่สมัยวาลีเรียโบราณ ทั้งยิ่งใหญ่และเปราะบาง เจ้ารู้สึกอย่างไรกับสิ่งนี้?”
เรการ์ส่ายหัว และตอบว่า “ไข่มังกรของข้ายังไม่ฟัก พี่สาวก็ไม่ยอมให้ข้าขึ้นขี่มังกร สิ่งที่ข้าใกล้ชิดที่สุดก็มีแค่กะโหลกของบาเลอเรียนเท่านั้น”
ในฐานะทายาทของทาร์แกเรียน เรการ์มีไข่มังกรของตนเอง มันเป็นไข่ของมังกรนามว่า ดรีมไฟร์ เรนีร่าเลือกไข่นี้ไว้ให้เขาตั้งแต่ก่อนเขาจะเกิดที่หลุมมังกร แต่แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี ไข่ใบนั้นก็ยังไม่แสดงสัญญาณใดว่าจะฟักออกมา
วิเซริสมิได้สนใจเรื่องนั้น แต่ชี้ประเด็นสำคัญแทน “นั่นไม่สำคัญ เจ้าบอกข้าเถอะว่าคิดอย่างไรกับมังกร”
แววตาของกษัตริย์จริงจังจนเรการ์รับรู้ได้ เขาจึงใช้เวลาครู่หนึ่งรวบรวมความคิด และนึกถึงกะโหลกมหึมาของบาเลอเรียน แม้มันจะไร้เกล็ด ไร้เนื้อหนัง แต่เพียงมองตรง ๆ ก็ยังรับรู้ถึงแรงกดดันอันน่าหวาดกลัว
ก่อนที่เขาจะนึกถึงไข่มังกรที่เป็นของตน แม้จะถูกวางในเตาพิเศษ แต่เปลือกของมันก็ยังแข็งแกร่ง ไม่เปราะบางเช่นไข่นกหรือไข่อื่นใด และสุดท้ายเขานึกถึงเรนีร่า หญิงสาวผู้ขึ้นขี่มังกรได้ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้พี่สาวก็จะได้กลิ่นกำมะถันจาง ๆ เสมอ และเขาไม่เคยสงสัยเลยว่านั่นคือกลิ่นของมังกร
เมื่อคิดจนถี่ถ้วนแล้ว เรการ์จึงตอบว่า “มังกรคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในโลกปัจจุบัน และแม้เอกอนผู้พิชิตจะมีสติปัญญาและความกล้าหาญมากเพียงใด แต่การรวมเจ็ดอาณาจักรก็สำเร็จเพราะเขาขี่มังกร นอกจากนี้มังกรนั้นอันตรายก็จริง แต่หากไร้มันทาร์แกเรียนย่อมไม่อาจยืนเหนือสามัญชนได้ หากเราไร้มังกรก็มีแต่จะถูกโค่นจากบัลลังก์เหล็กในสักวัน”
คำพูดเหล่านั้นออกมาจากใจของเขา เป็นความเห็นที่เที่ยงตรงที่สุด ณ ขณะนั้น
วิเซริสฟังอย่างตั้งใจ ก่อนเอ่ยถามต่อ “แล้วหากวันหนึ่ง เจ้าสามารถควบคุมมังกรยักษ์ และต้องเผชิญกับการกบฏของผู้ที่ไร้ศรัทธา เจ้าจะรับมือเช่นไร?”
“เผาพวกมันให้เป็นจุณ!” เรการ์ตอบทันควันโดยไม่คิดเลย
“เมื่อครู่นี่เจ้าว่ามังกรมันอันตรายไม่ใช่หรือ?” วิเซริสขมวดคิ้ว
“แต่หากไม่มีมังกร เพียงอำนาจของทาร์แกเรียนก็ไม่อาจหยุดยั้งผู้คิดก่อกบฏได้” เรการ์ไม่เข้าใจว่าตนผิดตรงไหน “หากจำเป็นไฟของมังกรก็ควรเผาผู้ไม่เชื่อฟัง ให้เหลือเพียงเสียงเดียวในเวสเทอรอส”
เมื่อได้ฟังเจตจำนงของบุตรชาย วิเซริสก็ตกอยู่ในความเงียบ
ในทางหนึ่งเรการ์ก็พูดถูก ราชวงศ์ทาร์แกเรียนจะกลายเป็นราชันแห่งเจ็ดอาณาจักรได้ด้วยพลังของมังกร แต่เมื่อวิเซริสนึกถึงคำพยากรณ์แห่งบทเพลงของน้ำแข็งและไฟ เขาก็รู้ดีว่าเขาไม่อาจฝากความหวังไว้กับมังกรมากเกินไป เพราะวาลีเรียโบราณล่มสลายเพราะความโลภและความกระหายในการครอบครองที่ไร้ขอบเขต จนดึงภัยพิบัติมาสู่ตนเอง
เขานึกถึงเมื่อไม่กี่ปีก่อน ตอนที่กำลังจะประกาศตั้งเรนีร่าเป็นทายาท เขาก็เคยถามคำถามนี้กับนางเช่นกัน และคำตอบของเรนีร่าแม้คล้ายกับของเรการ์ในตอนแรก แต่นางกลับเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างมังกรกับตระกูลทาร์แกเรียนอย่างลึกซึ้งกว่า
เรนีร่าไม่เชื่อว่าการครอบครองมังกรจะนำทุกสิ่งมาให้ตน เรนีร่ามีลักษณะนิสัยคล้ายกับวิเซริส นางไม่ชอบสงคราม และเข้มงวดกับตนเอง ตรงกันข้ามคำตอบของเรการ์กลับละม้ายคล้ายใครบางคน
เดม่อน ทาร์แกเรียน! น้องชายของเขาเอง!
ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดจะตั้งเดม่อนเป็นทายาทด้วยซ้ำ หากไม่นับเรื่องเสื่อมเสียที่เดม่อนก่อไว้ ไม่ว่าจะเป็นการไม่ภักดีหรือการทำลายศักดิ์ศรี เดม่อนก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มองมังกรอย่างสุดโต่ง
มังกรสำหรับเขาคือดาบคมที่อยู่ในมือ และอย่างที่ผู้คนพูดกันหากมีอาวุธอันแหลมคมในมือ วิญญาณนักฆ่าย่อมคุขึ้นตาม และเมื่อถืออาวุธที่ไร้ผู้ทัดเทียมในโลก เช่นนั้นวันหนึ่งย่อมอดใจไม่ไหว จุดไฟสงครามด้วยตนเอง
ทันใดนั้นไม่รู้เพราะเหตุใดความอิจฉากลับผุดขึ้นในใจของวิเซริสอย่างเงียบงัน ขณะเรการ์มองเขาด้วยสายตาฉงน ก่อนที่ไม่นานเขาจะกลับมายืนสงบนิ่ง แล้วกล่าวว่า “ข้าเข้าใจเจ้าแล้ว แต่เจ้าจงอย่าลืมคำพยากรณ์แห่งบทเพลงแห่งน้ำแข็งและไฟ ลงไปพักก่อนเถิด”
เรการ์มิได้ซักไซ้ต่อ ตอบรับด้วยรอยยิ้มรู้ทัน “ได้เลย ท่านพ่อ ดื่มไวน์น้อยหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ”
วิเซริสแย้มรอยยิ้มบาง ๆ พลางเดินเข้าไปด้านในของเต็นท์ ก่อนที่เงาของเขาจะเลือนรางในแสงไฟริบหรี่ . . .
. . .
เมื่อก้าวออกจากเต็นท์ แสงแดดยามเที่ยงก็สาดแสงจ้าใส่ดวงตาของเรการ์ ทำให้เขาต้องยกมือขึ้นบังแสงจ้า ก่อนจะพบเงาบางอย่างเคลื่อนมาปิดแสงให้
“เซอร์อาร์ริค” เรการ์เอียงหน้าเพื่อมองคนที่ช่วยบังแสงให้ชัดเจน
อาร์ริคใช้มือข้างหนึ่งโอบเสื้อคลุมขาวคลุมศีรษะเจ้าชาย แล้วกล่าวอย่างจริงใจ “ขอบคุณที่ช่วยเหลือน้องชายของข้าพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย”
เรการ์ส่ายหัวเบา ๆ “อย่าพูดเช่นนั้นเลย ข้าต่างหากที่บังคับให้เออร์ริคพาข้าออกจากค่าย เขาไม่ควรต้องรับโทษแทนข้า”
“ทหารในคิงส์วูดล้วนรับคำสั่งกษัตริย์ น้องข้าผิดก็เพราะไม่เชื่อฟังคำสั่งนั้น” อาร์ริคเป็นชายที่มีความคิดสุขุมลึกซึ้ง เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าเจ้าชายพระองค์นี้มีความสำคัญเพียงใดในสายตากษัตริย์ และเริ่มให้ความเคารพมากยิ่งขึ้น
“แล้วเซอร์เออร์ริคล่ะ?” เรการ์ถามขึ้น
“เมื่อครู่มีเหตุวุ่นวายในค่าย เขาจึงรีบไปดูสถานการณ์พ่ะย่ะค่ะ”
“มีเรื่องวุ่นวายหรือ? ถ้าอย่างนั้นข้าขอไปดูด้วย” เรการ์เริ่มสนใจ พร้อมเตือนว่า “ท่านพ่อยังอยู่ข้างใน ท่านต้องระวังให้ดีนะ ท่านเซอร์”
“แน่นอนว่าหน้าที่ต้องมาก่อนพ่ะย่ะค่ะ” อาร์ริคกล่าว พลางยกมือทำความเคารพ
. . .
นอกเต็นท์ของกษัตริย์ เรการ์ไม่ได้เข้าไปร่วมกลุ่มชุมนุม แต่เลือกเดินลัดเลาะไปตามโต๊ะขนมและเนื้อย่าง ก่อนที่เขาจะรีบกินอาหารเพียงเล็กน้อย และดื่มน้ำไม่กี่อึกด้วยความเร่งรีบ
“เรการ์!”
ทันใดนั้นเสียงของเรนีร่าก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ในขณะที่เขารอคิวอยู่หน้าเตาย่าง
เรการ์หันขวับด้วยความตกใจทันที และเห็นร่างของเรนีร่าปรากฏขึ้นเต็มไปด้วยเลือด ผมสีเงินของนางเปรอะไปด้วยคราบเลือดแห้ง ราวกับเพิ่งผ่านศึกหนักมา
“เรนีร่า! พี่ไปโดนอะไรมา?!” เรการ์วิ่งเข้าไปหาอย่างลืมเรื่องอาหาร “เมื่อวานข้าตามพี่ แต่ดันหาไม่เจอ”
เรนีร่าตบศีรษะน้องชายเสียงดัง ก่อนข่มว่า “เจ้าต้องเรียกข้าว่าพี่สาว ไม่ใช่เรนีร่า และห้ามวิ่งเตลิดอีก!”
“ไม่ต้องดุเลย! พี่เจ็บตรงไหนบ้าง? เลือดเต็มตัวเชียว!” เรการ์ตรวจร่างนางด้วยความกังวล
เรนีร่าเชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง “ไม่ใช่เลือดข้า ข้าไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย”