- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 9 เหล่าอัศวินราชองครักษ์ผู้ตื่นตะลึง
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 9 เหล่าอัศวินราชองครักษ์ผู้ตื่นตะลึง
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 9 เหล่าอัศวินราชองครักษ์ผู้ตื่นตะลึง
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 9 เหล่าอัศวินราชองครักษ์ผู้ตื่นตะลึง
ดูเหมือนว่าโชคยังเข้าข้างที่ไม่มีสิ่งเลวร้ายใดเกิดขึ้น
ขณะที่กวางขาวค่อย ๆ ก้าวเข้ามาใกล้ ร่างของเรการ์ก็สั่นเล็กน้อย มือเท้าเย็นเฉียบ เขาก้าวไปข้างหน้าช้า ๆ ด้วยท่าทางระวัง พลางยกมือขึ้นเหนือศีรษะเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ทำให้ภายใต้แสงตะวันยามเย็น เงาของเด็กชายกับกวางยักษ์ทาบทับกันอย่างแผ่วเบา
กวางขาวหยุดลงตรงหน้าเขา ก้มศีรษะลงสูดกลิ่นองุ่นแดงที่อยู่ในมือเล็ก ๆ ของเขา ก่อนจะแลบลิ้นตวัดผลไม้นั้นเข้าปากเคี้ยวเบา ๆ ซึ่งเนื้อองุ่นหวานฉ่ำและนุ่มนวล แทรกซึมไปด้วยกลิ่นหอมสดใหม่ ชวนให้กวางขาวเพลิดเพลินกับรสชาติแปลกใหม่ไม่คุ้นเคย ทำให้เมื่อกินเม็ดแรกหมดมันก็ไม่ลังเลจะกินที่เหลือต่อจนหมดสิ้น
เรการ์มองมันด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น แต่ด้วยความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมมาตลอดวัน ใบหน้าของเขาก็เริ่มซีดเผือด เหงื่อเย็นซึมทั่วร่างจนชุ่มชุดผ้าไหมหรูหรา
“เจ้ากินหมดของข้าเลยนะ แบบนี้ข้าขอลูบเจ้าหน่อยเถอะ” เรการ์พูดอย่างหอบ ๆ พลางยื่นมือเล็กออกไปในสายตาใสแจ๋วของกวางขาว ลูบขนบริเวณลำคอเรียวอย่างแผ่วเบา
กวางขาวไม่หลบเลี่ยง ปล่อยให้เด็กน้อยลูบไล้โดยไม่แสดงท่าทีดุร้าย ในขณะที่มันก็ยื่นจมูกไปแตะถุงผ้าที่เอวเขาอย่างสนใจ
“เจ้าตัวจอมตะกละ ดมเจอกลิ่นผลไม้ที่เหลืออีกแล้วใช่ไหม” เรการ์ยิ้มกว้าง พลางโอบคอกวางไว้ข้างหนึ่ง แล้วซบหน้าลงกับขนนุ่มขาวราวหิมะ พร้อมใช้มืออีกข้างเปิดถุงผ้า แล้วเทของที่เหลือออกมาทั้งหมด
องุ่นแดงอีกไม่กี่เม็ด แอปเปิลหั่นบาง และส้มครึ่งลูก . . .
กวางขาวเดินเข้ามาอย่างสงบ ก้มลงกินอย่างเอร็ดอร่อย
ในขณะเดียวกันภาพตรงหน้าก็ทำให้เออร์ริคถึงกับอึ้ง ปากขยับเหมือนจะพูดอะไร แต่กลับพูดไม่ออก “เจ้าชาย . . .”
เรการ์หันกลับมามองเซอร์เออร์ริคที่ยังยืนตะลึงอยู่ ใบหน้าซีดกลับมีสีเลือดจาง ๆ ขึ้นมาบ้าง เขายิ้มแหย ๆ แล้วพูดว่า “ก็แค่ของเหลือ ข้าเสียดายจะทิ้งเท่านั้นเอง”
“ไม่ใช่ . . . ข้าไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น ข้าหมายถึง . . .”
เออร์ริคพูดไม่จบ เหมือนถูกความประหลาดใจเล่นงานจนสิ้นคำพูด ทั้ง ๆ ที่เขาผู้เคยเผชิญหน้าศัตรูนับสิบโดยไม่แม้แต่จะกระพริบตา กลับต้องสั่นคลอนภายในกับสิ่งที่เห็น
กวางขาวยอมเข้าใกล้มนุษย์ แถมยังยอมให้แตะต้อง เรื่องนี้หาได้มีบันทึกในประวัติศาสตร์เวสเทอรอสไม่ นี่คือภาพในตำนาน นิทานของกวี และเรื่องเล่าของบรรพชนเท่านั้น
แต่เรการ์ไม่รู้ถึงความยิ่งใหญ่ของเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เขาเอาแต่เพลิดเพลินกับปัจจุบัน หัวใจเต้นแรง หูอื้อ ร่างกายอ่อนแรง และสุดท้ายก็ทนไม่ไหว
“เซอร์เออร์ริค อย่าทำร้ายเพื่อนใหม่ของข้า . . .” เรการ์กระซิบเสียงแผ่ว แขนหลุดจากคอกวาง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นหมดสติด้วยความเหนื่อยล้า
“เจ้าชาย!? เจ้าชาย!”
ก่อนจะหมดสติเขาได้ยินเสียงเออร์ริคตะโกนและเขย่าร่างเขาด้วยความร้อนรน โดยที่หารู้ไม่ว่าในขณะที่เขาหลับใหล เสียงประหลาดก็ดังขึ้นในความเงียบโดยไม่รู้ตัว
[ตรวจพบสิ่งมีชีวิตหายาก มีพลังเวทแฝงอยู่]
[การตรวจสอบสำเร็จ กวางขาวเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคดี ต้องการดำเนินการสำรวจต่อหรือไม่?]
[เนื่องจากผู้สำรวจหมดสติ ระบบจะเริ่มทำการสำรวจโดยอัตโนมัติ]
แน่นอนว่าเรการ์ที่ยังหลับใหล ย่อมไม่อาจได้ยินเสียงแจ้งเตือนนั้น
. . .
ในบริเวณโล่งแห่งหนึ่งของป่าคิงส์วูด
เรนีร่าที่หนีออกจากค่ายด้วยน้ำตา ตอนนี้นั่งอย่างสงบบนซากไม้ตาย ตรงหน้านางคืออัศวินหนุ่มรูปงาม สวมเกราะเงินคลุมทับด้วยผ้าคลุมขาว เขาวางดาบลงอย่างแผ่วเบา แล้วเริ่มก่อไฟอย่างคล่องแคล่ว
“เซอร์โคล ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าท่านไม่ได้เก่งแค่เรื่องรบ”
เรนีร่าวางคางบนฝ่ามือ เอ่ยหยอกล้อด้วยน้ำเสียงประหนึ่งกำลังล้อเล่น
“ข้าเกิดมาในครอบครัวธรรมดา ก่อนจะเป็นอัศวิน ข้าต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง” คริสตัน โคล ผู้มีผมหยิกสีดำยิ้มตอบอย่างสุภาพ พลางจัดการกับกระต่ายป่าที่ล่ามาได้
ต้องยอมรับว่า คริสตัน โคล มีเสน่ห์เหลือเกิน ไม่เพียงแต่เป็นอัศวินราชองครักษ์ผู้ได้รับเกียรติ ใบหน้าหล่อเหลาของเขาก็ชวนให้หญิงสาวเคลิบเคลิ้ม ไม่ว่าจะเป็นท่าทีอ่อนโยน แววตาบริสุทธิ์ ทุกอย่างล้วนทำให้เรนีร่า หญิงสาวผู้โหยหาความรัก ตกอยู่ในมนตร์สะกด
เรนีร่ามองเขาด้วยสายตาอ่อนหวาน ขณะเขาจัดเตรียมอาหารอย่างตั้งใจ และหากเรการ์อยู่ตรงนี้ เขาคงกล้าสาบานต่อเทพทั้งเจ็ดว่า แม้โคลจะย่างกระดูกดำเป็นถ่าน เรนีร่าก็จะกินมันเข้าไปและบอกว่า ‘อร่อย’ แน่นอน
ทันใดนั้นเสียงกรอบแกรบก็ดังขึ้น พร้อมกับเสียงเคลื่อนไหวจากพงหญ้า ทำให้ทั้งสองตั้งท่าระวังทันที โคลชักดาบออกเตรียมพร้อมรับศัตรูที่ไม่รู้จัก
ทันใดนั้นหมูป่าผิวดำตัวโตพุ่งออกจากเงามืดของป่า ตรงเข้าหาพวกเขาอย่างดุร้าย โคลเบิกตากว้างทันที ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบ พร้อมกับดาบยาวฟาดเข้าที่ลำตัวหมูป่าทิ้งรอยแผลไว้ แต่เจ้าหมูตัวนั้นหนังหนาเนื้อแน่น แม้จะพลาดเป้าแต่ก็ยังไม่ถอย เปลี่ยนทิศวิ่งตรงเข้าหาเป้าหมายใหม่ เรนีร่า!
“หลบไป!”
โคลร้องเตือน ขณะที่หมูป่าวิ่งผ่านกองไฟแผดเผา เศษไม้แห้งปลิวกระจาย ไฟลุกโชนในความมืด งาขนาดใหญ่ของมันอยู่ห่างจากท้องนุ่มของหญิงสาวเพียงฝ่ามือเดียว
ความตายมาเยือนโดยไม่ให้สัญญาณใด ๆ . . .
. . .
“ไม่นะ!”
เสียงกรีดร้องแหลมสูงดังขึ้นใต้แสงจันทร์ทะลุความเงียบงัน พร้อมกับเรการ์ที่ลืมตาพรวดขึ้นมานั่งหายใจหอบ ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
“เจ้าชาย! ท่านตื่นแล้ว!” เสียงของเซอร์เออร์ริคดังขึ้นอย่างดีใจ
เรการ์หันมองไปรอบ ๆ เห็นแสงไฟสว่างวาบจากกองไฟ
“กองไฟ . . . ไม่ถูกทำลาย?”
เรการ์กลืนน้ำลาย พลางรู้สึกถึงความแห้งผากในลำคอ ก่อนที่ไม่นานจะมีเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาจากด้านหลัง เมื่อเรการ์หันไปมองก็เห็นเออร์ริคกำลังเดินมาพร้อมกับนกฟ้าถูกมัดด้วยเชือกหญ้า
“เซอร์เออร์ริค ที่นี่ที่ไหน? แล้วพี่สาวข้าอยู่ที่ใด?” เรการ์ถามอย่างมึนงง ใบหน้าหนุ่มน้อยยังเต็มไปด้วยความกังวล
เออร์ริควางเหยื่อลง ก่อนเดินมาจับบ่าเรการ์ไว้แน่นด้วยท่าทางจริงจัง “อย่ากลัวไปเลยเจ้าชาย มันเป็นแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
“ฝันร้าย?” เรการ์เช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก สีหน้ายังไม่หายตกใจ
เออร์ริคลูบหลังเขาอย่างอ่อนโยน พลางเล่ารายละเอียดของวันนั้นให้ฟังอีกครั้ง ในที่สุดเรการ์ก็จำเรื่องราวได้ทั้งหมด
“เฮ้อ . . .” เขาถอนหายใจยาว แววตาเปล่งประกายขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับความกลัวจางหายไป “แค่ฝันจริง ๆ สินะ”
แม้ฝันนั้นจะเหมือนจริงจนน่ากลัว แต่เรการ์ก็เคยชินกับฝันร้ายอยู่แล้ว
“เซอร์เออร์ริค ข้ากลัวจริง ๆ นะในฝันนั้น” เขายิ้มกลบเกลื่อนความอายที่เพิ่งแสดงท่าทีอ่อนแอ
เออร์ริคส่ายหน้าเบา ๆ “ทุกคนก็ฝันร้ายได้ทั้งนั้น อย่าใส่ใจเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เรการ์พยักหน้ารับเบา ๆ พลางกวาดตามองไปรอบกาย และไม่เห็นเงาใครที่เขานึกถึง
“แล้วกวางขาวล่ะ มันหายไปไหน?”
“หลังจากท่านหมดสติ มันยังอยู่ข้าง ๆ ท่าน และนำผลไม้แดงมาให้” เออร์ริคตอบด้วยน้ำเสียงซื่อตรง “มันยังใช้ปากดุนให้ท่านนอนในท่าสบาย ก่อนจะจากไป เหมือนมันรู้ว่าท่านกำลังจะตื่น”
เรการ์ถึงกับตาโต “จากไปแล้วหรือ? ข้ายังอยากพามันกลับไปให้ท่านพ่อดูเลย”
“กวางขาวไม่ใช่สัตว์ของโลกมนุษย์ มันมาจากป่า และสุดท้ายก็ต้องกลับคืนสู่ป่า ท่านควรดีใจที่ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นเพื่อนของท่าน” เออร์ริคกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แต่มันก็ยังเป็นเพื่อนของข้า” เรการ์พึมพำเบา ๆ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความอาลัย แม้จะยอมรับความจริงแล้วก็ตาม