- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 4 คำร้องขอความช่วยเหลือจากหมู่เกาะสเต็ปสโตน
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 4 คำร้องขอความช่วยเหลือจากหมู่เกาะสเต็ปสโตน
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 4 คำร้องขอความช่วยเหลือจากหมู่เกาะสเต็ปสโตน
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 4 คำร้องขอความช่วยเหลือจากหมู่เกาะสเต็ปสโตน
รุ่งอรุณในวันถัดมา แสงแรกของดวงอาทิตย์สาดส่องยังเรดคีปอย่างอ่อนโยน เริ่มต้นอีกหนึ่งวันอันแสนวุ่นวายของเหล่าข้ารับใช้ในปราสาท
หลังจากรับประทานอาหารเช้าตามธรรมเนียมนมและขนมปัง เรการ์และเรนีร่าก็มุ่งหน้าไปยังห้องสภาโดยไม่ชักช้า โดยมีเหล่าข้ารับใช้และอัศวินที่เฝ้าตามทางต่างเบี่ยงตัวให้ ทำให้ทั้งสองเดินผ่านโดยไร้ผู้ใดกล้าขัดขวาง
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ห้องสภาใหญ่ พวกเขาก็พบกับบรรยากาศอันครึกครื้น กษัตริย์วิเซริสซึ่งอยู่ในวัยสามสิบต้น ๆ ยิ้มกว้าง ขณะสนทนาอย่างเป็นกันเองกับเหล่าสภา ซึ่งเขาขึ้นชื่อในเรื่องความอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยเมตตา และยิ้มให้กับทุกผู้คนที่เข้าเฝ้า
“เรนีร่า มาพอดีเลย พวกเรากำลังพูดคุยกันเรื่องการล่าสัตว์ในป่าคิงส์วูดพอดี” วิเซริสกล่าวขึ้นทันทีที่เห็นบุตร พลางกวักมือเรียกให้นางเข้าร่วมวงสนทนา
“ท่านพ่อ ท่านยังจำข้าได้หรือไม่?” เรการ์เอ่ยแทรกขึ้น พลางกุมมือพี่สาวแน่น สายตาจ้องมองกษัตริย์ผู้เป็นบิดาด้วยแววตาเว้าวอน
“โอ้ เรการ์ เจ้านั่นเอง ทำไมพี่สาวเจ้าถึงพาเจ้ามาด้วยล่ะ?” วิเซริสอุทานด้วยความประหลาดใจทันทีที่เห็นร่างบอบบางของบุตรชายยืนอยู่ที่ประตู จากนั้นก็รีบลุกขึ้นจากบัลลังก์
“ฝ่าบาท . . .”
เหล่าสภาต่างลุกขึ้นยืนตามอย่างพร้อมเพรียง ทักทายองค์รัชทายาทที่แท้จริงด้วยความเคารพ แม้เรการ์จะเจ็บป่วยมาตั้งแต่เกิด แต่ในสายตาพวกเขา เขาก็คือบุตรองค์โตของกษัตริย์ ผู้ควรได้รับความนับถือ หากเจ้าชายน้อยไม่ตกอยู่ในอาการโคม่าในวัยแรกเกิด บางทีเรนีร่าอาจไม่ได้กลายเป็นทายาทแห่งราชบัลลังก์
เรการ์กวาดตามองเหล่าขุนนางก่อนจะโบกมือเบา ๆ เชิงเชื้อเชิญให้ทุกคนผ่อนคลาย พร้อมรอยยิ้มละมุนบนใบหน้า ซึ่งเพียงเท่านี้ก็กระตุ้นความประทับใจให้กับเหล่าสภาอีกครั้ง เจ้าชายเรการ์ดูละม้ายคล้ายกษัตริย์วิเซริสราวกับหล่อจากแม่พิมพ์เดียวกัน ทั้งอ่อนโยน สงบเสงี่ยม
เมื่อเรนีร่าและน้องชายเดินเข้ามา นางก็อธิบายเสียงเรียบว่า “เมื่อวานเป็นวันเกิดของเรการ์ เราทั้งคู่ต่างไม่ได้พบหน้าท่าน เขาเลยอยากมาเยี่ยมท่านพ่อในวันนี้”
คำพูดของนางทำให้วิเซริสซาบซึ้ง และรีบก้าวเข้ามาคุกเข่าต่อหน้าบุตรทั้งสอง “ขอโทษด้วยนะลูก พ่อในฐานะกษัตริย์มีภาระมากมายเหลือเกิน หวังว่าเจ้าจะไม่โกรธพ่อ”
สายตาของวิเซริสและเรการ์สบกัน และทั้งสองก็ยิ้มให้กันอย่างอบอุ่น ก่อนเรการ์จะแสร้งทำหน้างอนเล็กน้อย “ไม่เป็นไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ ข้าจะไปถือโทษโกรธท่านพ่อได้อย่างไรกัน . . . ข้าแค่อยากเจอท่านพ่อของข้าในฐานะลูกเท่านั้นเอง”
ในเมื่อใช้ฐานะกษัตริย์หลบเลี่ยงความรับผิดชอบ เช่นนั้นเขาก็จะใช้สถานะของ ‘ลูก’ ทวงถามหัวใจของบิดาคืน!
ซึ่งมันก็เป็นดังคาด สีหน้าของวิเซริสแปรเปลี่ยนเล็กน้อย พร้อมกับแววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ก่อนที่เขาจะมือเอื้อมมาแตะใบหน้าซีดเผือดของบุตรชายอย่างอ่อนโยน
“ยิ่งเจ้าโตขึ้น เจ้าก็ยิ่งเหมือนแม่ของเจ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ” วิเซริสกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงอารมณ์ปะปน
“อาจจะเป็นเช่นนั้น ข้าแค่อยากให้ท่านพ่ออย่าลืมข้า อย่าทอดทิ้งข้าไปในชั่วชีวิตนี้” เรการ์พูดอย่างแผ่วเบา ทว่าแฝงด้วยการหยั่งลึกถึงหัวใจ
เขาไม่ใช่เด็กน้อยวัยสามขวบอีกต่อไป เขารู้แล้วว่าคำพูดสามารถทำให้คนรู้สึกเจ็บได้เพียงใด
กษัตริย์รู้สึกราวกับหัวใจถูกตอกด้วยค้อนเมื่อมองเห็นร่างกายอ่อนแอของบุตรชาย ก่อนที่เขาจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วอุ้มเรการ์ขึ้นประคองกลับไปนั่งบนบัลลังก์ด้วยกัน พลางลูบผมสีเงินของบุตรชายเบา ๆ “แต่เจ้าก็ไม่เคยมาเยี่ยมพ่อเลยนะ พ่อจะได้มีโอกาสชดใช้ในฐานะบิดาบ้างไหม?”
ขณะนั้นวิเซริสก็เหลือบมองเรนีร่าแวบหนึ่งอย่างพินิจพิจารณา
เรการ์ส่ายหน้าเบา ๆ แล้วซบตัวแนบอกบิดา“ไม่พ่ะย่ะค่ะ”
ยิ่งพูดน้อยก็ยิ่งมีโอกาสพลาดน้อย ผู้ที่เปิดฉากล่า มักกลายเป็นฝ่ายถูกล่าเสียเอง!
วิเซริสยิ้มแล้วหันมาทางเรนีร่า “ข้าไม่รู้เลยว่าความสัมพันธ์ของเจ้าทั้งสองแน่นแฟ้นถึงเพียงนี้”
“เขาคือน้องชายของข้า ใกล้ชิดยิ่งกว่าเอกอนเสียอีก” เรนีร่าตอบสั้น ๆ น้ำเสียงเจือความสั่นไหว
วิเซริสเม้มปากเงียบ ไม่อยากถกเถียงกับบุตรสาวที่พูดจาตรงไปตรงมาเกินไป จึงหันไปประกาศแก่เหล่าสภาแทน แสดงท่าทางของกษัตริย์ผู้ใจกว้าง “วันนี้ เรการ์ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการประชุมด้วย มีเรื่องใดค้างคาอยู่บ้างหรือไม่?”
“มีแต่เรื่องเล็กน้อย ไม่มีปัญหาให้เจ้าชายฟังร่วมด้วยเลยพ่ะย่ะค่ะ” ลีแมน บีส์บูรี่ ผู้ดูแลคลังประจำราชสำนักกล่าวเสริมอย่างสุภาพ
เรการ์มองชายชราเบื้องหน้า ผู้มีผมสองสีขาวดำ บุคลิกดูอบอุ่นใจดี และเมื่อเห็นเขาพยักหน้าให้ เรการ์ก็ยิ้มตอบกลับ ซึ่งบทสนทนาระหว่างสองฝ่ายจบลงอย่างรวดเร็ว
“ฝ่าบาท การล่าสัตว์ในคิงส์วูดจะจัดขึ้นในอีกสองวัน ขอพระราชทานอนุญาตชี้แจงกำหนดการและค่าใช้จ่าย . . .” ไลโอเนล สตรอง หัตถ์แห่งราชาก็เริ่มนำเสนอเรื่องสำคัญ
แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะธรรมดา แต่ไลโอเนลกลับพูดอย่างมั่นคง พร้อมเสนอรายละเอียดอย่างครบถ้วน ซึ่งวิเซริสพิจารณาครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้ารับด้วยความพอใจ นับตั้งแต่ที่ออตโต ไฮทาวเวอร์ บิดาของราชินีลาออกจากตำแหน่ง มือขวาคนใหม่นี้ก็กลายเป็นผู้ช่วยที่กษัตริย์ไว้วางใจที่สุด
ระหว่างที่ฟังอยู่อย่างเงียบ ๆ เรการ์ก็ดึงแขนเสื้อของบิดา กระซิบเบา ๆ “การล่าในคิงส์วูดดูน่าสนุกจัง ข้าไปด้วยได้หรือไม่ท่านพ่อ?”
เขาไม่เคยออกไปนอกเรดคีปเลย และอยากเห็นโลกภายนอกบ้าง
วิเซริสชะงักด้วยสีหน้าลังเล เพราะการเดินทางเช่นนั้นอาจหนักเกินไปสำหรับร่างกายอันอ่อนแอของบุตรชาย
ทันใดนั้นเขาก็หันมองเรนีร่าอย่างเงียบ ๆ ราวกับขอความช่วยเหลือ แต่เรนีร่ากลับแกล้งทำไม่เห็นสายตานั้น และพูดขึ้นว่า “ข้าคิดว่าแผนของลอร์ดไลโอเนลยอดเยี่ยมมาก ข้าไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ เลยเพคะ”
ในฐานะทายาท แม้จะยังไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ แต่นางก็ต้องแสดงบทบาทสนับสนุนให้เป็นทางการ
เมื่อไม่ได้รับการช่วยเหลือจากบุตรสาว วิเซริสจึงรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง “ข้าอยากพาเจ้าทั้งสองไปล่าในคิงส์วูด . . .แต่ว่า . . .”
“เอกอนยังไปได้ แล้วทำไมข้าจะไปไม่ได้ล่ะ?” เรการ์ทำทีเป็นไม่เข้าใจ
“เพราะสุขภาพของเจ้า ข้าไม่อยากให้เจ้าบาดเจ็บหรือเป็นอะไรขึ้นมา” วิเซริสตอบอย่างหนักแน่น
“แต่ข้าอยากไป สุขภาพของข้ากำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็ไม่มีอะไรต้องกังวล” เรการ์พูดอย่างมั่นใจ “ต่อให้จะมีอันตราย ข้าก็อยากเห็นโลกภายนอก ไม่ใช่ถูกขังเหมือนนกในกรง”
วิเซริสสีหน้าเคร่งเครียด ไม่อาจตัดสินใจได้ง่ายนัก และในจังหวะเหมาะ เรนีร่าก็พูดแทรกขึ้นว่า “ครอบครัวเราจะไปล่าในคิงส์วูดกันทั้งทีจะปล่อยให้เรการ์อยู่ลำพังในเรดคีปได้อย่างไร?”
กษัตริย์ดูไม่พอใจที่บุตรสาวพยายามขัดเขาตลอด แต่เรนีร่ากลับเผชิญสายตานั้นโดยไม่หวั่นเกรง
ขณะที่บิดากับบุตรสาวต่างประลองสายตากันเงียบ ๆ เรการ์ก็ดึงแขนเสื้อของกษัตริย์อีกครั้ง พร้อมเสียงอ้อนวอนเบา ๆ “ได้โปรดเถิด ท่านพ่อ ข้าอยากไปจริง ๆ”
“เทพเจ้าเอ๋ย เจ้าชอบหาเรื่องให้ข้าเสมอเลยนะ” วิเซริสพึมพำอย่างเหนื่อยหน่าย แต่ในที่สุด เขาก็ยอมใจอ่อนตามคำขอของบุตรชาย “ก็ได้ ข้าจะพาเจ้าไปด้วย แต่เจ้าต้องสัญญาว่าจะว่าง่าย และอย่าแอบหนีไปกับเรนีร่าเป็นอันขาด เข้าใจไหม?”
“แน่นอน ข้าสัญญา” เรการ์ตอบโดยไม่ลังเล
ทันใดนั้นก็มีบุรุษผู้หนึ่งเร่งร้อนเข้ามาในห้องสภา “ฝ่าบาท! มีคำร้องขอความช่วยเหลือจากหมู่เกาะสเต็ปสโตน ขอพระองค์โปรดทรงพิจารณาโดยด่วน!”
แม้จะอ่อนล้าเพียงใด แต่วิเซริสก็ยังคงส่งยิ้มให้ผู้คนรอบกาย แต่เบื้องหลังรอยยิ้มนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า เขาพยายามอย่างหนักที่จะเป็นกษัตริย์ผู้เปี่ยมเมตตา ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจทำให้ทุกคนพอใจได้
อย่างที่เดม่อนเคยกล่าวไว้ ความอ่อนแอเพียงหนึ่งเดียวของกษัตริย์วิเซริสคือ การลังเลใจ!
แต่ในเรื่องราวต่อจากนี้จะมีใครบางคนยืนหยัดขึ้นเพื่อพิทักษ์แผ่นดินแทนเอง . . .