- หน้าแรก
- ตำนานต้าหลัว จอมเซียนหมื่นภพ
- บทที่ 29 - พกพาศัสตรา จิตสังหารย่อมบังเกิด
บทที่ 29 - พกพาศัสตรา จิตสังหารย่อมบังเกิด
บทที่ 29 - พกพาศัสตรา จิตสังหารย่อมบังเกิด
บทที่ 29 - พกพาศัสตรา จิตสังหารย่อมบังเกิด
ท่อนแขนทั้งสองข้างของดาวเทียนอิงราวกับงูหลามสีขาวสองตัว ข้างหนึ่งรัดพันรอบลำคอของฉู่มู่ ส่วนอีกข้างกางนิ้วทั้งห้าออกดุจปากงู ตะปบเข้าที่หัวไหล่ของเขา
ส่วนฝ่ามือสลายใจของดาวเทียนเฉี่ยวก็ประทับเข้าที่หน้าอกข้างขวาอย่างจัง มุ่งหมายใช้พลังฝ่ามืออันร้ายกาจทำลายปอด เพื่อตัดกำลังการต่อต้านของฉู่มู่โดยตรง
ความตั้งใจของพวกเธอทั้งสองบรรลุผล ลำคอของฉู่มู่ถูกจับกุม หัวไหล่ข้างหนึ่งถูกสกัดกั้นด้วยกำลังภายใน ซ้ำยังถูกซัดฝ่ามือเข้าที่หน้าอกข้างขวาอีกด้วย
ทว่ากำลังภายในที่พวกเธอส่งเข้าไปในร่างของฉู่มู่ กลับเหมือนก้อนโคลนที่จมหายไปในมหาสมุทร สูญสลายไปจนหมดสิ้นในชั่วพริบตา
ยิ่งไปกว่านั้น กำลังภายในของพวกเธอยังรั่วไหลออกไปทางจุดที่สัมผัสกับร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว ภายในร่างของฉู่มู่ราวกับมีน้ำวนขนาดยักษ์คอยดูดกลืนกำลังภายในของพวกเธออย่างไม่หยุดหย่อน และยิ่งพวกเธอเดินพลังต่อต้านมากเท่าใด กำลังภายในก็ยิ่งไหลทะลักออกไปเร็วขึ้นเท่านั้น
"มหาเวทดูดพลัง" หญิงสาวทั้งสองภายใต้ผ้าคลุมหน้าสีขาวถึงกับหน้าถอดสี สัญชาตญาณแรกของพวกเธอทำให้นึกถึงยอดวิชาประจำตัวของเทพโหวตับเหล็ก จูอู๋ซื่อ ทันที
แต่ในวินาทีต่อมา พวกเธอก็ปฏิเสธข้อสันนิษฐานนี้ ไม่มีใครสามารถเรียนรู้ยอดวิชานี้จากจูอู๋ซื่อได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนทรยศอย่างเถาจวิน
วิชามารที่อีกฝ่ายใช้อยู่ น่าจะเป็นมหาเวทดูดดาวของอดีตประมุขพรรคสุริยันจันทราเสียมากกว่า
ดูดดาว กับ ดูดพลัง แม้จะต่างกันเพียงคำเดียว แต่ระดับชั้นของวิชาทั้งสองกลับแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว วิชาก่อนหน้านี้ย่อมไม่อาจเทียบเคียงกับวิชาหลังได้อย่างแน่นอน
แต่ถึงแม้จะเป็นแค่มหาเวทดูดดาว ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ดาวเทียนอิงและดาวเทียนเฉี่ยวจะรับมือได้อยู่ดี
กำลังภายในของหญิงสาวทั้งสองถูกดูดกลืนจนหมดสิ้นภายในเวลาไม่กี่อึดใจ ฉู่มู่เดินพลังกระแทกร่างของพวกเธอจนปลิวละลิ่วไปกระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่สองต้นที่อยู่ด้านข้าง
กำลังภายในที่เพิ่งดูดซับมาถูกชักนำเข้าสู่เส้นชีพจร รอคอยการสกัดกลั่นในภายหลัง ฉู่มู่ลดมือที่ไพล่หลังลง เผยให้เห็นกระบี่ยาวในฝัก
เขาค่อยๆ ชักกระบี่ออก ประกายแสงเย็นเยียบสะท้อนเข้าตาหญิงสาวทั้งสอง ทำเอาพวกเธอรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
"เถาจวิน ไอ้คนทรยศ คุณชายไม่มีทางปล่อยเจ้าไว้แน่" มาถึงขั้นนี้แล้ว ดาวเทียนเฉี่ยวก็ยังไม่วายข่มขู่
แม้ดาวเทียนอิงที่อยู่ข้างๆ จะไม่ได้พูดอะไร แต่ดวงตาคู่นั้นก็จ้องมองฉู่มู่เขม็งไม่วางตา
สำหรับสามสิบหกดาวฟ้าเจ็ดสิบสองดาวดิน ที่ผ่านการฝึกฝนมาตั้งแต่เด็ก คำว่า "ทรยศ" ไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของพวกเขา คนทรยศอย่างฉู่มู่ ไม่สมควรจะมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ด้วยซ้ำ
ดังนั้น ต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับความตาย หญิงสาวทั้งสองก็ไม่มีทีท่าหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
"คุณชายของพวกเจ้าคงไม่มีเวลามาแก้แค้นแทนพวกเจ้าหรอกนะ" ฉู่มู่ส่ายหน้ายิ้มๆ "อีกไม่นาน เขาก็จะเป้าหมายของเขาพบ เมื่อเทียบกับการแก้แค้นแทนพวกเจ้าแล้ว เป้าหมายนั้นย่อมสำคัญกว่าเป็นไหนๆ ไม่สิ... ต้องบอกว่าคนที่ฆ่าพวกเจ้านั่นแหละ คือเป้าหมายของเขา"
เขาพูดพลางตั้งท่าเตรียมพร้อม ท่วงท่าที่แสดงออกนั้น คือท่าเริ่มต้นของเพลงกระบี่หัวซานอย่างชัดเจน
"เจ้าคิดจะป้ายความผิดเรื่องการตายของพวกเราให้ฟงชิงหยางงั้นรึ!"
"เหลาเต๋อนั่วทรยศจั่วเหลิงฉานแล้ว!"
หญิงสาวทั้งสองล้วนเป็นคนฉลาดหลักแหลม เพียงพริบตาเดียวก็เดาเจตนาของฉู่มู่ออกทันที ขณะเดียวกันก็เดาได้ด้วยว่าใครเป็นคนนำความลับไปบอก และใครเป็นคนพาฉู่มู่มาที่นี่
สีหน้าของพวกเธอเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันเมื่อตระหนักถึงความจริงข้อนี้ และมันก็หยุดนิ่งอยู่เช่นนั้นตลอดกาล
ประกายกระบี่สว่างวาบ ร่างอันงดงามของหญิงสาวทั้งสองก็สิ้นลมหายใจลงในพริบตา
ฉู่มู่เก็บกระบี่เข้าฝัก พลางกล่าวเสียงเรียบ "ศิษย์พี่ ท่านตัดสินใจได้ฉลาดมาก"
ร่างชราของเหลาเต๋อนั่วเดินด้อมๆ มองๆ ออกมาจากชายป่า เขามองดูร่างไร้วิญญาณของท่านทูตทั้งสองสลับกับฉู่มู่ที่ไร้รอยขีดข่วน ในใจรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ตนเองตัดสินใจเช่นนั้น
ท่านทูตทั้งสองถือป้ายคำสั่งของจั่วเหลิงฉานมา วางก้ามใหญ่โต ทำตัวกร่างคับป่า มองว่าฉู่มู่เป็นดั่งเนื้อบนเขียงที่พวกเธอจะสับจะแล่เมื่อไหร่ก็ได้
จากคำพูดของพวกเธอ หากฉู่มู่ไม่หนีไปให้เร็ว คงต้องเจอดีแน่ๆ
ทว่าเหลาเต๋อนั่ว ผู้ซึ่งแม้จะไม่ฉลาดปราดเปรื่อง แต่ก็มีสัญชาตญาณเอาตัวรอดเป็นเลิศ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็นึกถึงความเจ็บปวดจากดัชนีเพลิงผลาญใจขึ้นมาได้
และแล้วเขาก็เลือกที่จะแทงหมานข้างฉู่มู่ บอกความจริงแค่ครึ่งเดียว ปิดบังอีกครึ่งหนึ่ง พูดในสิ่งที่ควรพูด และเก็บงำสิ่งที่ไม่ควรพูดเอาไว้จนหมด ซ้ำยังเอาเรื่องที่หญิงสาวทั้งสองสั่งให้เขาทำ ไปฟ้องฉู่มู่ที่แอบกลับมาอย่างเงียบๆ จนหมดเปลือกอีกด้วย
ตามที่เหลาเต๋อนั่วเล่า ดาวเทียนอิงและดาวเทียนเฉี่ยวสั่งให้เขาจับตาดูสำนักหัวซานให้ดี ว่าช่วงนี้มีบุคคลแปลกหน้าปรากฏตัวขึ้นบ้างหรือไม่ และยังระบุชัดเจนด้วยว่าคนที่พวกเธอตามหาเป็นชายชราผู้หนึ่ง
คำบอกเล่าของเหลาเต๋อนั่ว ทำให้ฉู่มู่รู้ทันทีว่าเป้าหมายของดาวเทียนขุยคือใคร การที่ดาวเทียนขุยยอมเหนื่อยยากวางแผนการมากมายขนาดนี้ การตามหาฟงชิงหยางย่อมเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของเขาอย่างแน่นอน
'ไม่รู้เหมือนกันว่าฟงชิงหยางมีคุณค่าอะไรนักหนา จูอู๋ซื่อถึงได้ให้ความสำคัญขนาดนี้ ถึงกับวางแผนส่งร่างเดิมของข้าแฝงตัวเข้ามาในสำนักหัวซานล่วงหน้าตั้งหลายปี'
ฉู่มู่รู้สึกว่าการมีอยู่ของฟงชิงหยางนั้นไม่ธรรมดา บางทีอีกฝ่ายอาจจะมีอะไรบางอย่างที่เป็นภัยต่อจูอู๋ซื่อ จูอู๋ซื่อถึงได้ให้ความสำคัญถึงเพียงนี้
มิเช่นนั้น ด้วยอำนาจบารมีของจูอู๋ซื่อ เขาสามารถใช้อำนาจกดดันสำนักหัวซานเพื่อบีบให้ฟงชิงหยางปรากฏตัวได้สบายๆ ไม่เห็นต้องวางแผนอะไรให้ยุ่งยากขนาดนี้เลย การที่จูอู๋ซื่อไม่ทำเช่นนั้น อาจเป็นเพราะฟงชิงหยางมีข้อต่อรองที่มีน้ำหนักมากพอก็เป็นได้
"ศิษย์น้อง ต่อไปพวกเราจะทำอย่างไรดี" เหลาเต๋อนั่วเอ่ยถาม
"ดาวเทียนอิงและดาวเทียนเฉี่ยวตายด้วยเพลงกระบี่หัวซาน ด้วยระดับฝีมือของพวกนาง คงไม่มีใครคิดว่าเป็นฝีมือของไก่อ่อนสองตัวอย่างพวกเราหรอก ท่านก็เป็นสายลับสามหน้าของท่านต่อไปเถอะ"
ฉู่มู่กล่าวต่อ "อีกสามวันให้หลัง ท่านจงส่งจดหมายไปหาจั่วเหลิงฉาน บอกเขาว่าช่วงที่ลิ่งหูชงเก็บตัวสำนึกผิดอยู่ที่ผาสำนึกตน ฝีมือของเขารุดหน้าไปมาก โดยเฉพาะเพลงกระบี่ที่เรียกได้ว่าบรรลุถึงขั้นไร้เทียมทาน แม้แต่เยว่ปู้ฉวินก็อาจจะไม่ใช่คู่มือของเขา"
"ส่วนตอนนี้ ท่านก็ตามข้าขึ้นเขาไปเถอะ ถึงเวลาที่ข้าจะต้องเผชิญหน้ากับเยว่ปู้ฉวินอย่างเป็นทางการเสียที"
ดังคำกล่าวที่ว่า "พกพาศัสตรา จิตสังหารย่อมบังเกิด" ศัสตราในที่นี้ อาจหมายถึงอาวุธในมือของคนธรรมดา หรืออาจหมายถึงความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ก็ได้
เมื่อฝ่ายตนมีสิ่งที่มีอำนาจชี้เป็นชี้ตายผู้อื่นอยู่ในมือ ความกล้าหาญย่อมเพิ่มพูนขึ้นเป็นเงาตามตัว
หากจะพูดให้ระคายหูสักหน่อย ฉู่มู่ในตอนนี้ก็คือตัวอย่างของคนที่ "พกพาศัสตรา" อย่างแท้จริง
หากไม่ใช่เพราะต้องการสร้างรากฐานให้มั่นคง ฉู่มู่คงลองเสี่ยงทะลวงเส้นชีพจรเส้นสุดท้ายไปแล้ว ด้วยกำลังภายในที่แย่งชิงมาจากเหรินหว่อสิง เขาสามารถทะลวงชีพจรตู ได้อย่างแน่นอน
ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ เขาย่อมไม่ต้องเปลืองแรงวางแผนรับมือเยว่ปู้ฉวินให้มากความ แค่เผชิญหน้ากันตรงๆ ก็พอแล้ว
'ความหมกมุ่นของเยว่ปู้ฉวินคือการฟื้นฟูสำนักหัวซานให้กลับมายิ่งใหญ่ ขอเพียงจับจุดอ่อนนี้ได้ บวกกับพลังฝีมือที่เหนือกว่าเขา เยว่ปู้ฉวินก็ต้องยอมนั่งลงเจรจากับข้าแต่โดยดี'
ประกายแสงวาบขึ้นในดวงตาของฉู่มู่ เขาคิดหาวิธีจัดการกับเยว่ปู้ฉวินไว้เรียบร้อยแล้ว
ข้อได้เปรียบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ไม่ใช่การล่วงรู้เนื้อเรื่องล่วงหน้า แต่เป็นการเข้าใจสภาพจิตใจของตัวละครดังๆ อย่างเยว่ปู้ฉวินต่างหาก
เนื้อเรื่องอาจเปลี่ยนแปลงไปตามปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก แต่สันดานของคนเรานั้นเปลี่ยนกันไม่ได้หรอก ขอเพียงกุมจุดอ่อนทางจิตใจของอีกฝ่ายได้ บวกกับความแข็งแกร่งที่มากพอ คนเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ในใต้หล้า ก็ไม่มีทางเป็นอุปสรรคขัดขวางเขาได้
ข้อได้เปรียบนี้ได้รับการพิสูจน์มาแล้วอย่างชัดเจน จากตัวของเหลาเต๋อนั่ว ชวี่หยาง หลิวเจิ้งเฟิง และหวงจงกง และเป้าหมายต่อไปของฉู่มู่ ก็คือเยว่ปู้ฉวิน
ทั้งสองคนเดินขึ้นยอดเขานางหยก มุ่งตรงไปยังหอเจิ้งชี่ที่เยว่ปู้ฉวินมักจะสถิตอยู่เป็นประจำ
[จบแล้ว]