เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 ที่แท้เอ็งก็คือไอ้เจ้าโง่ที่เอาผลึกวิญญาณไปซื้อแม่ไก่คนนั้น...

บทที่ 7 ที่แท้เอ็งก็คือไอ้เจ้าโง่ที่เอาผลึกวิญญาณไปซื้อแม่ไก่คนนั้น...

บทที่ 7 ที่แท้เอ็งก็คือไอ้เจ้าโง่ที่เอาผลึกวิญญาณไปซื้อแม่ไก่คนนั้น...


บทที่ 7 ที่แท้เอ็งก็คือไอ้เจ้าโง่ที่เอาผลึกวิญญาณไปซื้อแม่ไก่คนนั้น...

เห็นนางเซียวจิบน้ำแกงไก่ลงไปหนึ่งคำ เจิ้งกงหมิงก็จ้องภรรยาตาไม่กระพริบด้วยความตึงเครียด

ช่วงที่ผ่านมา นางเซียวเคยพยายามฝืนกิน "ของดี" มาบ้างแล้ว แต่ทุกครั้งที่เข้าปากไป ไม่ทันไรนางก็จะอาเจียนออกมาหมด

"เอ๊ะ?" นางเซียวอมน้ำแกงไว้ในปาก รู้สึกถึงรสชาติแปลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน กระตุ้นลิ้นจนตื่นตัว

พอกลืนลงคอไป กลับไม่มีอาการคลื่นไส้เลยแม้แต่น้อย นางยังไม่ค่อยแน่ใจ จึงส่งสายตาให้ลูกสาวป้อนอีกคำ

พอคำที่สองเข้าปาก คราวนี้นอกจากจะไม่รู้สึกคลื่นไส้แล้ว นางยังเกิดความรู้สึก "อยากกินต่อ" ขึ้นมาอย่างประหลาด

"ป... เป็นไงบ้าง? ฮูหยิน" เจิ้งกงหมิงถามเสียงสั่น หัวใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ด้วยความหวัง

"อร่อย!" นางเซียวแย่งช้อนจากมือลูกสาว ตักกินเองเสียเลย

"ได้ผล! ได้ผลจริงๆ ด้วย!" เจิ้งกงหมิงกับเจิ้งเยว่ถิงมองหน้ากัน แววตาของทั้งคู่เปี่ยมล้นไปด้วยความปิติยินดี

นางเซียวเจริญอาหารขึ้นทันตา ตักน้ำแกงซดเอาๆ บางครั้งถึงกับเคี้ยวเนื้อไก่ลงไปด้วย ความรู้สึกหิวโหยที่ห่างหายไปนานทำให้ตื้นตันใจจนน้ำตาคลอ

แต่เนื่องจากอดอาหารมานาน กระเพาะของนางเซียวหดตัวเล็กลงมาก กินไปแค่ครึ่งชามก็เริ่มรู้สึกแน่นท้อง นางไม่กล้าฝืนกินต่อ จึงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดปากอย่างเสียดาย มองดูน้ำแกงที่เหลือด้วยความอาลัยอาวรณ์

"ฮูหยิน รู้สึกยังไงบ้าง?" เจิ้งกงหมิงถามไถ่อย่างห่วงใย

"ในโลกนี้ยังมีของอร่อยขนาดนี้อยู่ด้วยหรือ!" นางเซียวมองเจิ้งกงหมิงด้วยสายตาหวานซึ้ง "ท่านพี่ ดูท่าข้าคงจะอยู่เป็นเพื่อนท่านได้อีกหลายปีเชียวล่ะ"

"ดี! ดีมาก!" เจิ้งกงหมิงดีใจจนพูดไม่ออก ได้แต่กุมมือภรรยาไว้แน่น

"ท่านพี่ ครั้งนี้ต้องขอบคุณถิงถิงนะ" นางเซียวยิ้มหวาน แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียว แต่ก็ยังคงความงามสง่า

"ฮ่าๆ จริงของเจ้า เรานี่โชคดีจริงๆ ที่มีลูกสาวกตัญญูแบบนี้" เดิมทีเจิ้งกงหมิงก็รักลูกสาวคนนี้มากอยู่แล้ว พออารมณ์ดี อะไรๆ ก็ดูดีไปหมด "ถิงถิง อยากได้รางวัลอะไรบอกพ่อมาได้เลย พ่อจัดให้ทุกอย่าง!"

"ท่านพ่อ ลูกไม่ได้อยากได้อะไรเจ้าค่ะ แต่ท่านแม่ต้องใช้ 'ดุจเทพเซียน' นี่รักษาตัว ครั้งนี้ลูกได้มาเพราะเห็นแก่หน้าหลิวชีชี วันหน้าจะไปขอเขาเปล่าๆ ตลอดคงไม่ได้ เดี๋ยวเขาจะหาว่าคนตระกูลเจิ้งไม่รู้ธรรมเนียม"

"พูดถูก! ตำหนักบุปผาล่องรักษาโรคให้แม่เจ้า พ่อย่อมต้องตอบแทนอย่างงาม!" เจิ้งกงหมิงรับคำหนักแน่น "ว่าแต่เจ้า 'ดุจเทพเซียน' นี่มันคืออะไรกันแน่ ทำไมถึงวิเศษขนาดนี้?"

"ท่านพ่อ เหลือไก่อยู่อีกครึ่งชาม ท่านลองชิมดูไหมเจ้าคะ?" เจิ้งเยว่ถิงกลอกตาเจ้าเล่ห์ ยุส่ง

"เอาสิ ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าไอ้น้ำแกงที่ปราบโรคเบื่ออาหารได้เนี่ย มันวิเศษตรงไหน" เจิ้งกงหมิงรับคำท้า คว้าช้อนตักเข้าปากทันที

น้ำแกงไหลลงคอ เจิ้งกงหมิงตาเป็นประกายวาววับ

สวรรค์! รสชาติแบบนี้มันมีอยู่จริงหรือ!

ที่ผ่านมาข้ากินอาหารหมูอยู่หรือไง?

เขาตักกินคำแล้วคำเล่า หยุดไม่ได้จริงๆ

พริบตาเดียวน้ำแกงครึ่งชามก็เกลี้ยง เจิ้งกงหมิงเป็นผู้ฝึกยุทธ กระเพาะย่อมแข็งแรงกว่าคนทั่วไป เขาเลยจัดการเคี้ยวไก่ที่เหลือลงท้องไปจนหมดเกลี้ยง

มองชามเปล่าตรงหน้า เจ้าสำนักดาบทองเช็ดปากด้วยความเสียดาย แล้วหันมามองลูกสาวตาละห้อย

"ท่านพ่อ มีอยู่แค่นี้แหละเจ้าค่ะ ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้มาอีก ต้องเก็บไว้ให้ท่านแม่รักษาตัวนะ" เจิ้งเยว่ถิงชี้ไปที่ห่อกระดาษในมือ พร้อมทำหน้าจนปัญญา

"เฮ้อ! สมชื่อ 'ดุจเทพเซียน' จริงๆ! ได้ลิ้มรสของวิเศษแบบนี้แล้ว ต่อไปข้าจะกินข้าวลงได้ยังไง" เจิ้งกงหมิงทำหน้าเศร้า หันไปสบตากับนางเซียว ทั้งคู่ต่างเข้าใจความรู้สึกของกันและกันเป็นอย่างดี

เกลือที่อุตส่าห์เคี่ยวมาอย่างยากลำบาก ถูกแจกจ่ายให้สองสาวงามไปจนหมดเกลี้ยง พอถึงมื้อเย็น จงเหวินก็ต้องกลับมาทำหน้าเหมือนคนเบื่อโลกอีกครั้ง

พอลองชิมน้ำแกงไก่เมื่อตอนกลางวันไปแล้ว พอมาเจอมื้อเย็นจืดชืด รสชาติมันยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

รู้งี้แอบเก็บไว้สักหน่อยก็ดี จงเหวินนึกเสียใจภายหลัง

เหลือบมองหลินเสี่ยวเตี๋ยที่นั่งตรงข้าม ก็เห็นว่าโลลิน้อยมีสภาพไม่ต่างกัน

"จงเหวิน ท่านยังมี 'ดุจเทพเซียน' เหลืออีกไหม?" โลลิน้อยมองจงเหวินด้วยสายตาอ้อนวอน

หลังจากเปิดโลกทัศน์ด้วยเกลือ ลิ้นของโลลิน้อยก็ยกระดับขึ้น นางมองกับข้าวฝีมือป้าหวังแล้วถอนหายใจ ไม่มีความอยากอาหารเลยสักนิด

"เสี่ยวเตี๋ย วันนี้ทนหน่อยนะ เดี๋ยวคืนนี้พี่จะออกไปหาวัตถุดิบ พรุ่งนี้จะทำมาให้อีกกระปุก" จงเหวินส่ายหน้า ตัดสินใจว่าคืนนี้ต้องไปเยือนหุบเขาโอสถราชาอีกรอบ

"อื้อ" พอได้ยินว่าพรุ่งนี้จะได้กินของดี โลลิน้อยก็พอมีแรงฮึด ก้มหน้าก้มตาฝืนกินข้าวไปคำหนึ่ง

หลังมื้อเย็น จงเหวินก็นั่งคัดลายมือศึกษาตัวอักษรของอาณาจักรต้าเฉียนต่อ

พอตกดึก ใกล้จะเข้ายามไฮ่ (21.00 - 23.00 น.) เสียงกระบี่ของหลิวชีชีในลานบ้านเงียบลง จงเหวินจึงแอบย่องออกจากบ้าน มุ่งหน้าสู่หุบเขาโอสถราชา

ตอนนี้จงเหวินใช้ "ย่างก้าวเซียนเมฆา" อย่างชำนาญ ปากฮัมเพลง "แว้นฟ้อหล่อเฟี้ยว" (ในใจ) ร่างกายพลิ้วไหวประดุจภูตพรายแห่งขุนเขา เคลื่อนที่รวดเร็วปานลมกรด

เทียบกับเมื่อคืน เขารู้สึกว่าพลังปราณในกายเพิ่มพูนขึ้น ทำให้การเดินทางสบายกว่าเดิมเยอะ

ไม่ถึงสองเค่อ (30 นาที) เขาก็มายืนอยู่หน้าผนังหินทางเข้าหุบเขาโอสถราชาอีกครั้ง

ด้วยความคุ้นเคย เขาตรงดิ่งไปที่ "หอคัมภีร์" ทันที

คราวนี้จงเหวินมาพร้อมเป้าหมายชัดเจน เขาพุ่งไปที่หมวด "อักขระวิญญาณ" แล้วเริ่มไล่แตะหนังสือทีละเล่ม

เหตุผลก็เพราะเมื่อบ่าย พอเขามีความรู้เรื่องสมุนไพรและการปรุงยาแล้ว ก็คันไม้คันมืออยากลองวิชา แต่ดันพบความจริงอันโหดร้ายว่า ต่อให้มีเตาหลอมยาขั้นเทพ แต่ถ้าไม่มี "ไฟ" ก็จบเห่

ไฟที่ใช้ปรุงยาของสายวิชาหุบเขาโอสถราชา ต้องจุดด้วยอักขระวิญญาณชนิดพิเศษ จงเหวินที่ไม่รู้วิชาอักขระเลยได้แต่นั่งตาปริบๆ

ยังดีที่มีสูตรโกงอย่าง "หอคัมภีร์ซินหัว" ขอแค่สแกนตำราอักขระวิญญาณเข้าไป การวาดอักขระก็คงไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ

"ตรวจพบหนังสือ 'หมวดอักขระวิญญาณ' เรื่อง 'พื้นฐานอักขระวิญญาณ เล่มต้น' ต้องการบันทึกหรือไม่? ใช่/ไม่"

"ตรวจพบหนังสือ 'หมวดอักขระวิญญาณ' เรื่อง 'พื้นฐานอักขระวิญญาณ เล่มปลาย' ต้องการบันทึกหรือไม่? ใช่/ไม่"

"ตรวจพบหนังสือ 'หมวดอักขระวิญญาณ' เรื่อง 'คัมภีร์อักขระอัคคี เล่มปลาย' ต้องการบันทึกหรือไม่? ใช่/ไม่"

...

"บันทึกหนังสือหมวด 'อักขระวิญญาณ' ครบ 100 เล่ม กรุณาจับฉลากเพื่อรับรางวัล: 1. คู่มือสร้างพู่กันอักขระ, 2. จัดอันดับสาวงามต้าเฉียน, 3. เพลงกระบี่ปลิดวิญญาณ"

"ยินดีด้วย คุณได้รับรางวัล: คู่มือสร้างพู่กันอักขระ!"

ไม่เลว! กำลังง่วงก็มีคนส่งหมอนมาให้ รางวัลนี้ถูกใจจงเหวินมาก

การศึกษาอักขระวิญญาณของหุบเขาโอสถราชานั้นค่อนข้างจำกัด เน้นไปที่การปรุงยาและการปลูกสมุนไพรเป็นหลัก หนังสือในหมวดนี้จึงมีแค่ร้อยกว่าเล่ม จงเหวินสแกนหมดแล้วยังรู้สึกไม่จุใจ เลยเบนเป้าไปที่หมวดหลักของสำนัก นั่นคือ "หมวดการแพทย์"

พอเห็นเข้าถึงกับตาลาย หมวดการแพทย์ถูกซอยย่อยเป็น "ทฤษฎีการแพทย์", "พยาธิวิทยา", "เภสัชวิทยา", "การดูแลผู้ป่วย", "การฝังเข็ม" ฯลฯ รวมๆ แล้วมีเกือบพันเล่ม!

"เอาวะ!" เห็นว่าเวลายังเหลือเฟือ จงเหวินกัดฟันสู้

"ตรวจพบหนังสือ 'หมวดการแพทย์' เรื่อง 'พันทฤษฎีไข้และโรคเบ็ดเตล็ด' ต้องการบันทึกหรือไม่? ใช่/ไม่"

"ตรวจพบหนังสือ 'หมวดการแพทย์' เรื่อง 'เข็มล่าวิญญาณ' ต้องการบันทึกหรือไม่? ใช่/ไม่"

"ตรวจพบหนังสือ 'หมวดการแพทย์' เรื่อง 'คัมภีร์พิษ' ต้องการบันทึกหรือไม่? ใช่/ไม่"

...

"ตรวจพบหนังสือ 'หมวดการแพทย์' เรื่อง 'คัมภีร์โอสถราชา' ต้องการบันทึกหรือไม่? ใช่/ไม่"

...

"ตรวจพบหนังสือ 'หมวดการแพทย์' เรื่อง 'ผ่ากะโหลกร้อยเคส' ต้องการบันทึกหรือไม่? ใช่/ไม่"

"ตรวจพบหนังสือ 'หมวดการแพทย์' เรื่อง 'ทฤษฎีเส้นชีพจร' ต้องการบันทึกหรือไม่? ใช่/ไม่"

...

ถึงแม้จะมี "เคล็ดวิชาลมหายใจนิรันดร์" คอยฟื้นฟูพลัง แต่กว่าจะสแกนหนังสือแพทย์จนครบ จงเหวินก็แทบหมดแรงข้าวต้ม ยังดีที่ข้อความเล็กๆ อันเป็นที่รักเด้งขึ้นมาปลอบใจ:

"บันทึกหนังสือหมวด 'การแพทย์' ครบ 100 เล่ม กรุณาจับฉลากเพื่อรับรางวัล: 1. พจนานุกรมภาษาสัตว์, 2. กลอนถังสามร้อยบท, 3. หัตถ์เทวะขโมยจันทร์"

"ยินดีด้วย คุณได้รับรางวัล: พจนานุกรมภาษาสัตว์!"

จงเหวิน: "......"

นี่กะจะไม่ให้ตูคุยกับคนแล้วใช่ไหม...

แต่ด้วยความที่รอบนี้สแกนหนังสือไปเยอะมาก ข้อความรางวัลเลยเด้งรัวๆ:

"บันทึกหนังสือหมวด 'การแพทย์' ครบ 500 เล่ม กรุณาจับฉลากเพื่อรับรางวัล: 1. พจนานุกรมสองภาษาต้าเฉียน, 2. ราชาแห่งนิทาน, 3. หัตถ์เทวะขโมยจันทร์"

"ยินดีด้วย คุณได้รับรางวัล: หัตถ์เทวะขโมยจันทร์!"

"บันทึกหนังสือครบ 1,000 เล่ม กรุณาจับฉลากเพื่อรับรางวัล: 1. เคล็ดวิชาไท่ซูเสวียนยิน, 2. ดัชนีดีดพันชั่ง, 3. บุปผาเคลื่อนหยก"

เชรดดด! ตัวเลือกนี่มันอลังการงานสร้างชัดๆ!

จงเหวินน้ำตาแทบไหลพราก รางวัลจากการสะสมยอดรวมนี่ดีกว่ารางวัลสะสมแยกหมวดเยอะเลย ไม่เหมือนรอบก่อนที่ได้ 'ราชาแห่งนิทาน' มา...

นี่กะจะให้เล่านิทานให้โลลิน้อยฟังไปจนแก่ตายเลยหรือไง?

คิดแล้วก็ช้ำใจ จงเหวินตั้งสติ ท่องนะโมในใจ แล้วสั่ง "จับฉลาก!"

"ยินดีด้วย คุณได้รับรางวัล: บุปผาเคลื่อนหยก!"

มองไปที่ชั้นหนังสือ ในหมวด "เบ็ดเตล็ด" มี "พจนานุกรมภาษาสัตว์" เพิ่มมาเล่มหนาปึก ส่วนในหมวด "ทักษะวิญญาณ" ระดับเพชร มี "หัตถ์เทวะขโมยจันทร์" (เมี่ยวโส่วคงคง) เพิ่มเข้ามา

แต่ที่ทำให้เขาดีใจจนเนื้อเต้น คือทักษะวิญญาณเล่มสุดท้าย "บุปผาเคลื่อนหยก" (ยี่ฮวาเจียอวี้) มันถูกจัดอยู่ในระดับ "ดารา" (Star Rank)!

จงเหวินไม่รอช้า ใช้เวลาไม่กี่วินาทีสแกนเนื้อหาของทั้งสองวิชาเข้าสมอง แล้วก็ต้องเงยหน้ามองฟ้าถอนหายใจยาว

สกิลทรีของตูนี่มันอัพมั่วซั่วไปหมดแล้วนะ!

"หัตถ์เทวะขโมยจันทร์" คือวิชาขโมยขั้นเทพ สืบทอดมาจากจอมโจรในตำนานยุคโบราณนามว่า "อวิ๋นคงคง" ผู้ซึ่งมีวิชาล้วงกระเป๋าเป็นเลิศ ขโมยของจากสำนักใหญ่ทั่วหล้าไม่เคยพลาด สุดท้ายดันเบื่อชีวิต ลองของด้วยการไปขโมยชุดชั้นในของนักบุญหญิงด้วยพลังระดับราชันวิญญาณ ผลคือโดนนักบุญหญิงไล่ล่าข้ามทวีปจนโดนสับเละเป็นชิ้นๆ

ส่วน "บุปผาเคลื่อนหยก" คือวิชาลับประจำสำนัก "วังบุปผา" ในยุคโบราณ สามารถย้ายถ่ายเทพลังปราณได้อย่างอิสระ หากฝึกจนถึงขั้นสูง จะสามารถสะท้อนการโจมตีของศัตรูกลับไปได้ ใช้พลังของศัตรูทำร้ายศัตรูเอง

เรียกข้าว่า "จงเซียวเหยา"!

เรียกข้าว่า "มู่หรงเหวิน"!

แม้จะไม่รู้ว่าระดับดารามันเทพขนาดไหน แต่ระดับวิชาประจำสำนักใหญ่ยุคโบราณ คงไม่กระจอกแน่ๆ จงเหวินรู้สึกว่ารอบนี้กำไรบานเบอะ ยิ้มแก้มแทบปริ

เนื่องจากไม่ได้นอนมาทั้งคืนก่อนหน้า จงเหวินจึงไม่กล้าโต้รุ่งอีก กะเวลาว่าน่าจะประมาณยามจื่อ (23.00 - 01.00 น.) ก็รีบไปที่ทะเลสาบน้ำเค็ม เอาเตาหลอมยาออกมาตักน้ำ

แม้จะมีความรู้ระดับปรมาจารย์ด้านการปรุงยาแล้ว แต่เตาหลอมยาระดับเทพในมือเขาก็ยังไม่เคยได้สัมผัสสมุนไพรเลยสักต้น มีหน้าที่แค่เป็นถังตักน้ำเท่านั้น

คำว่า "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" ยังน้อยไปสำหรับความฟุ่มเฟือยของจงเหวิน ต้องเรียกว่า "เอาปืนใหญ่ไปยิงยุง" ถึงจะเหมาะ

แต่จงเหวินหาได้สำนึกไม่ ตักเต็มเตาแล้วยังไม่พอ ยังควักหม้อดินเผาที่ซื้อมาเมื่อวานออกมาตักเพิ่มอีก

ขณะกำลังตักน้ำเพลินๆ จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าการไหลเวียนของพลังปราณในร่างกายเร็วขึ้น จุดตันเถียนเริ่มรู้สึกแน่นตึงอีกครั้ง ร่างกายร้อนผ่าว

มีประสบการณ์มาแล้วครั้งหนึ่ง จงเหวินรีบวางหม้อลง นั่งขัดสมาธิกับพื้น เดินลมปราณ "เคล็ดวิชาลมหายใจนิรันดร์" อย่างตั้งใจ

ไม่นานนัก ความรู้สึกแน่นตึงก็หายไป วงแหวนครึ่งวงกลมวงที่สองปรากฏขึ้นในตันเถียน

เขารู้ตัวทันทีว่า ทะลวงวงแหวนมนุษย์ขั้นที่สองสำเร็จแล้ว

เก็บเลเวลมันง่ายอย่างนี้เลยเหรอ!

จงเหวินคิดอย่างอารมณ์ดี ลุกขึ้นหยิบหม้อดินเผาตักน้ำจนเต็ม โยนเข้าแหวนมิติ แล้วเดินจากไปอย่างสบายใจ

คืนนี้ เขาหลับฝันดีเป็นพิเศษ...

เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นบนหลังคาอาคารทางทิศเหนือของเมืองฝูเฟิง

ชุดรัดกุมสีดำกลมกลืนไปกับความมืดมิดยามค่ำคืน ยากที่สายตาคนธรรมดาจะสังเกตเห็น

ไม่นานนัก เงาดำก็มาหยุดอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ที่หรูหราที่สุดในย่านนั้น

อาศัยแสงจันทร์สลัวๆ พอจะมองเห็นป้ายชื่อเหนือประตูใหญ่เขียนว่า "พรรคสราญรมย์"

"ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง ต้วนฉางหง หนี้เลือดต้องชดใช้ด้วยเลือด!"

คนชุดดำพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะกระโจนข้ามกำแพงสูงลิ่ว พลิกตัวลงสู่ลานบ้านอย่างแผ่วเบา ไร้ซึ่งสุ้มเสียง...

"อรุณสวัสดิ์!"

ฟ้ายังไม่ทันสาง จงเหวินก็ทักทายหลิวชีชีที่กำลังฝึกกระบี่เช้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

หลิวชีชีพยักหน้ารับ สายตาลอกแลก ไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ

"แม่นางหลิว จะไปเมืองฝูเฟิงต้องไปยังไงครับ? ผมอยากไปซื้อของที่ร้านค้าหน่อย" จงเหวินถาม

เขาอ่านหนังสือ "หมวดอักขระวิญญาณ" จนจบเมื่อคืน มั่นใจว่ารู้วิธีวาดอักขระไฟแล้ว เลยกะจะไปหาซื้ออุปกรณ์มาลองของสักหน่อย

พอได้ยินคำว่า "ร้านค้า" มือที่จับกระบี่ของหลิวชีชีก็กระตุกวูบ

หรือว่าเขารู้แล้ว?

หลิวชีชีใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จนลืมตอบคำถาม

"แม่นางหลิว?" จงเหวินเรียกซ้ำเมื่อเห็นเธอนิ่งไป

"อ้อ... หน้าหมู่บ้านตีนเขามีบ้านลุงจ้าวเลี้ยงม้ายูนิคอร์นอยู่ ไปเช่ารถม้าแกได้ ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามก็ถึง" หลิวชีชีสะดุ้ง ได้สติกลับมา

"ขอบคุณครับ!"

วันนี้จงเหวินใส่ชุดยาวสีฟ้าที่ป้าหวังเลือกให้ เนื้อผ้าอาจจะไม่หรูหรา แต่ดีไซน์เข้ากับรูปร่างเขาดีมาก บ่งบอกถึงรสนิยมอันละเอียดอ่อนของป้าหวัง สิ่งเดียวที่ดูขัดตาคือถุงผ้าสกปรกๆ ที่สะพายอยู่บนหลัง

"จะฝากซื้ออะไรไหมครับ?"

หลิวชีชีส่ายหน้า "จะไปเดี๋ยวนี้เลยเหรอ?"

"ครับ จะพยายามกลับมาให้ทันมื้อเที่ยง" จงเหวินโบกมือลาอย่างเท่ๆ แล้วเดินแบกถุงผ้าออกจากประตูไป

มองดูแผ่นหลังของจงเหวิน หลิวชีชีมีสีหน้ากังวลใจอย่างเห็นได้ชัด...

พอเลื่อนขั้นเป็นวงแหวนมนุษย์ขั้นสอง ความเร็วของ "ย่างก้าวเซียนเมฆา" ก็เพิ่มขึ้นอีกระดับ จงเหวินใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงหน้าหมู่บ้าน

บ้านลุงจ้าวตั้งอยู่โดดเดี่ยวท้ายหมู่บ้าน หาง่ายมาก พอเดินเข้าไปใกล้ก็ได้ยินเสียงม้าร้อง

ชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบ สวมเสื้อแขนสั้นกางเกงขาสั้น กำลังเช็ดถูรถม้าสีดำคันหนึ่งอยู่ ข้างๆ เป็นคอกม้า มีม้ายูนิคอร์นห้าตัวกำลังก้มหน้ากินหญ้า มีลูกม้าตัวหนึ่งซุกซน กินไปก็เงยหน้ามองโน่นมองนี่ไป

นี่เป็นครั้งแรกที่จงเหวินเห็นม้ายูนิคอร์นตัวเป็นๆ หน้าตาเหมือนม้าในโลกเดิมเปี๊ยบ ต่างกันแค่มีเขาแหลมๆ งอกออกมากลางหน้าผาก แต่มันไม่ได้ดูศักดิ์สิทธิ์สง่างามเหมือนยูนิคอร์นในตำนาน กลับดูบ้านๆ ดินๆ ชอบกล ทำเอาความฝันที่จะได้เห็นสัตว์เทพพังทลายลง

"ลุงจ้าวครับ?"

"อ้าว พ่อหนุ่มหน้าแปลก ไม่ใช่คนแถวนี้นี่?" ลุงจ้าวเป็นคนกันเอง ทักทายเสียงดัง

"ครับ เพิ่งมาอยู่ได้สองสามวัน" จงเหวินตอบ "ผมอยากจะเช่ารถไปเมืองฝูเฟิง คิดราคายังไงครับ?"

"ขาไปเหรียญเงินเดียว ไปกลับสองเหรียญ" ลุงจ้าวตอบ "แต่ไปคนเดียวไม่คุ้มนะ ปกติลุงต้องรอให้ครบสี่คนถึงจะออกรถ"

เหรียญเงินอีกแล้ว!

มีแต่แบงค์พัน แต่ทุกคนจะเอาเหรียญสิบ!

"ลุงจ้าว ลุงมีเหรียญเงินสักร้อยเหรียญไหม?" จงเหวินควักผลึกวิญญาณออกมาเก๊กท่า "แลกให้ผมหน่อยสิ?"

"อ๋อ! ที่แท้เอ็งก็คือไอ้หนุ่มติงต๊องที่เอาผลึกวิญญาณไปซื้อแม่ไก่คนนั้นเองเรอะ!" พอลุงจ้าวเห็นผลึกวิญญาณ ตาก็ลุกวาว น้ำลายแทบไหล

จงเหวิน: "......"

อยากจะเอา "ดัชนีสุริยัน" จิ้มหน้าลุงแกสักทีจริงๆ

"ร้อยเหรียญเงิน แลกไม่แลก?" จงเหวินถามเสียงเข้ม หน้าดำคร่ำเครียด

"แลก! แลกสิ! รอเดี๋ยว ลุงเข้าไปเอาเงินก่อน" ลุงจ้าววิ่งปรู๊ดเข้าบ้านไป กลัวจงเหวินเปลี่ยนใจ

ถึงแม้ทางการจะกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 1 ผลึกวิญญาณต่อ 100 เหรียญเงิน แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครเขาแลกกันหรอก เพราะค่าของผลึกวิญญาณมันสูงกว่านั้นเยอะ ลุงจ้าวเลยรู้สึกเหมือนกำลังหลอกเด็กปัญญาอ่อน

"นี่อะไรครับ?" จงเหวินมองปึกกระดาษที่ลุงจ้าวยื่นมาให้

"ตั๋วแลกเงินไง เอ็งไม่รู้จักเรอะ?" ลุงจ้าวมองจงเหวินด้วยสายตาสงสัย ยิ่งมั่นใจเข้าไปอีกว่าไอ้หนุ่มนี่สติไม่สมประกอบ

จงเหวินรู้สึกเหมือนศักดิ์ศรีลูกผู้ชายโดนกระทืบซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"ไม่เคยเห็นเงินหน่วยย่อยขนาดนี้น่ะครับ" จงเหวินแถสีข้างถลอก

ลุงจ้าว: "......"

ต่างคนต่างมองหน้ากันอย่างระแวง พลางพิจารณาตั๋วแลกเงินในมือ

ดูไปดูมา จงเหวินก็ต้องยอมรับความจริง นอกจากจะอ่านไม่ออกแล้ว ตูยังนับเลขไม่เป็นอีกต่างหาก (เพราะตัวเลขบนตั๋วเป็นภาษาจีน)

แต่โชคดีที่เขานับจำนวนแผ่นได้ มีทั้งหมดสิบใบ เขาเลยดึงออกมาใบหนึ่ง ยัดคืนใส่มือลุงจ้าว

"สิบเหรียญเงิน ผมเหมาคันนี้ ไม่ต้องรอคนแล้ว ไปเลย!"

"จัดไปครับนายท่าน!"

ลุงจ้าวได้ทั้งผลึกวิญญาณ ได้ทั้งค่ารถฟรีๆ อารมณ์ดีจนฮัมเพลงตลอดทาง ชวนจงเหวินคุยจ้อไม่หยุด

รถม้าโคลงเคลงไปตามทาง จงเหวินตอบคำถามบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่จะหลับตาอ่านหนังสือในหัว ดวงอาทิตย์ลอยสูงขึ้น อากาศเริ่มอุ่น แต่ก็มีลมพัดเย็นสบาย ให้ความรู้สึกเหมือนนั่งรถกินลมชมวิวในฤดูร้อน

หนึ่งชั่วยามผ่านไป กำแพงเมืองสูงใหญ่ของเมืองฝูเฟิงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

[จบตอน]

จบบทที่ บทที่ 7 ที่แท้เอ็งก็คือไอ้เจ้าโง่ที่เอาผลึกวิญญาณไปซื้อแม่ไก่คนนั้น...

คัดลอกลิงก์แล้ว