- หน้าแรก
- ข้ามโลกมาอยู่สำนักหญิงล้วน แต่ดันอ่านตำราเทพออกแค่คนเดียวซะงั้น
- บทที่ 5 ผลึกวิญญาณมีเยอะจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร
บทที่ 5 ผลึกวิญญาณมีเยอะจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร
บทที่ 5 ผลึกวิญญาณมีเยอะจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร
บทที่ 5 ผลึกวิญญาณมีเยอะจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร
จวบจนเข้าสู่ยามอิ๋น (03.00 - 05.00 น.) จงเหวินก็กำลังโลดแล่นไปในป่าเขาอย่างรวดเร็วด้วยฝีเท้าที่เบาหวิวราวกับขนนก หัวใจพองโตไปด้วยความเบิกบาน
หากมองเข้าไปใกล้ๆ จะเห็นว่าปลายเท้าของเขาแตะพื้นเพียงแผ่วเบาราวแมลงปอแตะผิวน้ำ ร่างกายดูเหมือนจะลอยละล่องอยู่กลางอากาศ ท่วงท่าสง่างามพลิ้วไหว ความเร็วในการเคลื่อนที่รวดเร็วปานสายฟ้า
"ย่างก้าวเซียนเมฆา" คือวิชาตัวเบาชั้นยอด แต่น่าเสียดายที่เหล่าศิษย์หุบเขาโอสถราชากลับนำมาใช้เพียงเพื่อปีนป่ายหน้าผาไปเก็บสมุนไพรเท่านั้น
ในสายตาของจงเหวิน นี่มันเป็นการเอาของดีมาใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ ชัดๆ
เมื่อมีพลังปราณแล้ว ตอนนี้เขาจึงใช้วิชานี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สัมผัสสายลมยามค่ำคืนที่ปะทะใบหน้า มองดูต้นไม้สองข้างทางถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกราวกับตัวเองเป็นเด็กหนุ่มแห่งสายลม
ถ้าฉันไปเป็นพนักงานส่งของ พวกพนักงานคนอื่นคงตกงานกันหมดแน่
เขารู้สึกว่าตัวเองนี่แหละที่ดึงศักยภาพที่แท้จริงของ "ย่างก้าวเซียนเมฆา" ออกมา
วินาทีที่เปิดใช้งานแหวนมิติในหุบเขาโอสถราชา เขาต้องตกตะลึงกับข้าวของที่อยู่ภายใน เจ้าหุบเขาโอสถราชาถึงขนาดไม่คิดจะใส่ผลึกวิญญาณลงไปในแหวนด้วยซ้ำ
ในพื้นที่ขนาดประมาณสิบลูกบาศก์เมตร นอกจากเตาหลอมยาคู่กายของเจ้าหุบเขา และเข็มทองสำหรับฝังเข็มแล้ว ที่เหลือล้วนเต็มไปด้วยของวิเศษหายาก สมุนไพรล้ำค่า และเมล็ดพันธุ์สมุนไพรหายากกระจัดกระจายอยู่เต็มไปหมด ส่วนกองแกนผลึกวิญญาณกลับถูกทิ้งขว้างไว้มุมหนึ่งราวกับขยะ กองรวมอยู่กับผลึกวิญญาณธรรมดาที่จงเหวินเพิ่งยัดเข้าไป
ต่างจากสมุนไพรที่ปลูกในหุบเขาโอสถราชา สมุนไพรและเมล็ดพันธุ์ในแหวนไม่ได้เหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา กลับยังคงความสดใหม่และเปี่ยมด้วยพลังชีวิต
นี่เป็นหนึ่งในคุณสมบัติพิเศษของแหวนมิติ เวลาภายในแหวนจะหยุดนิ่ง ใส่ของเข้าไปสภาพไหน เอาออกมาก็สภาพนั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ แต่แน่นอนว่าด้วยเหตุนี้ จึงไม่สามารถเก็บสิ่งมีชีวิตได้
นอกจากจะรวยระดับประเทศในชั่วข้ามคืนแล้ว จงเหวินยังได้รับเซอร์ไพรส์ที่ไม่คาดคิดอีกอย่างหนึ่ง
ก่อนออกจากหุบเขาโอสถราชา จงเหวินที่คอแห้งผากตั้งใจจะไปวักน้ำในทะเลสาบกินแก้กระหาย แต่น้ำเพิ่งเข้าปากไปคำเดียว เขาก็ต้องรีบพ่นออกมาแทบไม่ทัน
เค็มปี๋!
เค็มจนขม!
จงเหวินโมโหในตอนแรก แต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นความดีใจสุดขีด
นี่มันทะเลสาบน้ำเค็ม!
จงเหวินที่ต้องทนกินอาหารรสจืดชืดจนแทบขาดใจมาหลายวัน ไม่รอช้า รีบงัดเอาเตาหลอมยาใบยักษ์ของเจ้าหุบเขาโอสถราชาออกมาจากแหวน กรอกน้ำในทะเลสาบใส่จนเต็มแล้วเก็บกลับไปด้วย
หากเจ้าหุบเขาโอสถราชารู้ว่าเตาหลอมยาชั้นยอดที่ตนทุ่มเงินมหาศาลจ้างคนตีขึ้นมา ถูกจงเหวินเอามาใช้เป็นถังใส่น้ำเค็ม เกรงว่าโครงกระดูกร่างนั้นคงจะลุกขึ้นมาจากเตียงด้วยความแค้น แล้วลากตัวเขาลงนรกไปด้วยกันแน่
กลับมาถึงตำหนักบุปผาล่องก็เกือบจะเข้ายามเหม่า (05.00 - 07.00 น.) ท้องฟ้าเริ่มสาง
จงเหวินที่ใช้วิชาย่างก้าวเซียนเมฆาวิ่งตะบึงมาตลอดทาง แม้ท่าร่างนี้จะไม่กินแรงมากนัก แต่ด้วยความที่เขาเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับวงแหวนมนุษย์ พลังปราณยังมีน้อยนิด จึงเล่นเอาเขาเหงื่อท่วมตัว
เขาค่อยๆ ผลักประตูอย่างเบามือ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าหลิวชีชีกำลังฝึกกระบี่อยู่ในลานบ้าน
จะขยันไปไหนแม่คุณ!
ทั้งสองสบตากัน บรรยากาศอึดอัดเล็กน้อยลอยผ่านไปชั่วขณะ
"เมื่อคืนเจ้าออกไปข้างนอก?" หลิวชีชีถาม น้ำเสียงแฝงความระแวดระวัง
"ฉันตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วนอนไม่หลับ เลยออกไปวิ่งออกกำลังกายรอบๆ น่ะ" จงเหวินแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
"ร่างกายเจ้าอ่อนแอจริงๆ นั่นแหละ" หลิวชีชีเห็นจงเหวินหอบแฮกๆ เหงื่อท่วมตัว ก็เชื่อในคำแก้ตัวนั้น "รีบไปล้างตัวซะ เจ้าไม่ได้ฝึกปราณ เหงื่อออกแล้วไม่เช็ดให้แห้งเดี๋ยวจะเป็นหวัดเอา"
จงเหวินพยักหน้า "แม่นางหลิว เธอตื่นมาซ้อมกระบี่เช้าขนาดนี้ทุกวันเลยเหรอ?"
"ท่านอาจารย์ตื่นเช้ากว่าข้าเสียอีก" พอพูดถึงอาจารย์ แววตาของหลิวชีชีก็ฉายแววเทิดทูน "ไม่รู้เมื่อไหร่ข้าถึงจะก้าวไปถึงระดับเดียวกับท่านอาจารย์ได้"
"เธอขยันขนาดนี้ ทำได้แน่นอน" จงเหวินยิ้มให้กำลังใจ แล้วรีบวิ่งกลับห้องไปคว้ากะละมัง เดินไปตักน้ำที่บ่อน้ำหลังบ้าน
มองดูแผ่นหลังของจงเหวินที่เดินจากไป หลิวชีชีรู้สึกเหมือนเขามีบางอย่างเปลี่ยนไป แต่ก็บอกไม่ถูกว่าคืออะไร
เธอส่ายหน้าไล่ความสงสัย แล้วกลับไปจดจ่อกับการฝึกกระบี่ต่อ
กลับมาถึงห้อง จงเหวินถอดเสื้อออก แล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นจากบ่อเช็ดตัว
แม้จะเป็นฤดูร้อน แต่อากาศบนเขาก็ไม่ได้ร้อนมากนัก น้ำจากบ่อเย็นเฉียบจนสะท้านผิว ยังดีที่จงเหวินเริ่มฝึก "เคล็ดวิชาลมหายใจนิรันดร์" แล้ว จึงพอจะทนได้
เช็ดตัวท่อนบนเสร็จ กำลังจะถอดกางเกง ก็มีเสียงเคาะประตู "ก๊อกๆ" ดังขึ้น
"เชิญครับ!" จงเหวินขานรับ พลางรีบดึงกางเกงขึ้นมาสวม
ป้าหวังเปิดประตูเข้ามา เห็นจงเหวินเปลือยท่อนบน หน้าก็แดงระเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หลบสายตา กลับมองสำรวจอย่างสนใจ
"ป้าหวัง มีอะไรหรือเปล่าครับ?" จงเหวินถามพลางหยิบเสื้อมาใส่
"ป้ากำลังจะไปซักผ้า เลยมาถามคุณชายจงว่ามีเสื้อผ้าจะซักไหม ป้าจะได้เอาไปซักทีเดียว" น้ำเสียงของป้าหวังนุ่มนวลอ่อนหวาน ฟังดูเป็นแม่ศรีเรือน "ไหนๆ คุณชายจงก็กำลังเช็ดตัวอยู่ งั้นก็ส่งเสื้อผ้าที่ถอดแล้วมาให้ป้าเถอะเจ้าค่ะ"
"เอ่อ... ผมมีชุดนี้อยู่ชุดเดียวครับ" จงเหวินเกาหัวแก้เก้อ
"อุ๊บ!" ป้าหวังชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหลุดขำออกมา "ขอ... ขอโทษทีเจ้าค่ะ ป้าลืมไปเลย เอาอย่างนี้ คุณชายจง ป้าขอกะขนาดตัวหน่อย เดี๋ยวตอนลงเขาไปจ่ายตลาด ป้าจะซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปมาฝากสักสองสามชุด"
ป้าหวังเป็นแม่ม่ายที่ยังสวยสะพรั่ง พอยิ้มออกมาแบบนี้ยิ่งดูมีเสน่ห์ยั่วยวน เล่นเอาหัวใจจงเหวินเต้นผิดจังหวะ
"ป้าหวังจะลงเขาเหรอครับ? ผมขอไปด้วยได้ไหม?" จิตใจของจงเหวินเปลี่ยนไปมากในชั่วข้ามคืน เขาเลิกกลัวหัวหด และเริ่มอยากรู้อยากเห็นโลกเบื้องล่างมากขึ้น
"เขาชิงเฟิงสูงตั้งแปดร้อยกว่าเมตร คุณชายจงเพิ่งหายป่วย ลงเขาตอนนี้จะเหนื่อยเกินไปหรือเปล่าเจ้าคะ?"
"ไม่หรอกครับ ผมหายดีเกือบปกติแล้ว ยิ่งพักเฉยๆ ยิ่งไม่ดี สู้ไปยืดเส้นยืดสายหน่อยจะหายไวกว่า" จงเหวินส่ายหน้า "อีกอย่าง ป้าหวังไม่ต้องเรียกผมว่าคุณชายจงหรอกครับ ฟังดูห่างเหิน เรียกจงเหวินเฉยๆ ก็ได้"
"ก็ได้เจ้าค่ะ จงเหวิน งั้นเดี๋ยวลงเขาไปด้วยกัน ป้าจะพาไปเดินดูในหมู่บ้าน แล้วซื้อเสื้อผ้ากลับมาด้วย" ป้าหวังรับคำอย่างใจดี
"งั้น... ป้ารอแป๊บนึงนะครับ ผมขอเช็ด... ตัวให้เสร็จก่อน" จงเหวินอึกอัก เกือบหลุดปากคำว่า "ช่วงล่าง" ออกไป
"งั้นป้าไปเตรียมของก่อน อีกหนึ่งเค่อ (ประมาณ 15 นาที) เจอกันที่ลานบ้านนะ" ป้าหวังเป็นผู้ใหญ่ผ่านโลกมามาก ย่อมเข้าใจความนัยนางยิ้มแล้วปิดประตูให้
เมื่อป้าหวังออกไป จงเหวินก็ถอนหายใจโล่งอก รีบเช็ดตัวอย่างรวดเร็ว แม้เสื้อผ้าชุดเดิมจะยังไม่แห้งสนิท แต่ก็ไม่มีทางเลือก เขาต้องรีบแต่งตัวแล้วออกไปที่ลานบ้าน
ป้าหวังยืนรออยู่แล้วที่หน้าประตูใหญ่ นางเปลี่ยนมาใส่ชุดผ้าฝ้ายสีเหลืองอ่อน คาดเอวด้วยสายรัดสีแดงกุหลาบ เผยให้เห็นสัดส่วนโค้งเว้าชัดเจน
"นั่นคือ?" จงเหวินเห็นป้าหวังหิ้วถุงผ้าใบใหญ่สองใบ จึงถามด้วยความสงสัย
"ขยะน่ะเจ้าค่ะ ต้องเอาลงไปทิ้งข้างล่าง" ป้าหวังรูปร่างผอมบาง หิ้วถุงใหญ่สองใบแต่กลับดูไม่หนักแรงเลยสักนิด
"มาครับ ผมช่วยถือ" จงเหวินอาสา
"ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ คุณชาย... เอ้ย จงเหวินเป็นแขก จะให้มาถือถุงขยะได้ยังไง" ป้าหวังปฏิเสธพัลวัน
จงเหวินไม่พูดพร่ำทำเพลง แย่งถุงผ้ามาจากมือป้าหวัง "มีลูกผู้ชายอกสามศอกอยู่ทั้งคน จะให้คนสวยมาทำงานแบกหามได้ยังไง"
"จงเหวินพูดอะไรอย่างนั้น มีหญิงแก่อย่างป้าอยู่ จะให้พวกผู้ชายมาทำงานสกปรกแบบนี้ได้ยังไง" ป้าหวังไม่เข้าใจตรรกะของจงเหวิน เพราะโลกนี้ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงเป็นรองอย่างสุดกู่
"ป้าหวังแก่ที่ไหน ถ้าไม่บอก ผมนึกว่าเป็นคุณหนูวัยสิบหกสิบแปดเสียอีก"
ป้าหวังหัวเราะร่า "นึกว่าเป็นคนซื่อๆ ที่ไหนได้ ปากหวานใช่ย่อยนะเรา"
หยอกล้อกันพอหอมปากหอมคอ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็สนิทสนมขึ้น พูดคุยหยอกเย้ากันตลอดทางลงเขา
จงเหวินหิ้วถุงใหญ่สองใบ แต่พลังปราณในร่างไหลเวียนไปทั่วแขนขาไม่ขาดสาย เดินลงเขามาตั้งนานก็ยังไม่รู้สึกเหนื่อยแม้แต่น้อย ต้องยอมรับว่า "เคล็ดวิชาลมหายใจนิรันดร์" มีดีสมชื่อจริงๆ
ส่วนป้าหวังที่เดินนำหน้า ก็เดินตัวปลิว กระฉับกระเฉงไม่แพ้กัน
"ป้าหวัง ป้าก็เป็นผู้ฝึกตนเหรอครับ?" จงเหวินอดถามไม่ได้
"ป้าเป็นแค่ชาวบ้าน จะไปมีวาสนาได้ยังไง แค่ทำงานในตำหนักบุปผาล่องมานาน ท่านเจ้าสำนักเห็นว่างานหนัก เลยสอนวิธีเดินลมหายใจให้บ้าง พอทำทุกวันร่างกายก็แข็งแรงขึ้น เดินขึ้นเดินลงเขาเลยไม่เหนื่อย"
"เจ้าสำนักตำหนักบุปผาล่องนี่ใจดีจริงๆ นะครับ" จงเหวินชมเชย
"ท่านเจ้าสำนักหลินเปรียบเสมือนพระโพธิสัตว์ลงมาจุติ เป็นดั่งเทพเซียนเลยล่ะเจ้าค่ะ" สีหน้าของป้าหวังเต็มไปด้วยความศรัทธา
ทั้งสองเดินกันเร็วมาก ไม่นานก็มาถึงตีนเขา จงเหวินมองเห็นทุ่งนาสีเขียวขจีอยู่ไกลลิบๆ
"นั่นคือหมู่บ้านชิงเฟิง" ป้าหวังแนะนำ "พื้นที่ร้อยลี้รอบเขาชิงเฟิงล้วนเป็นเขตของตำหนักบุปผาล่อง ดินในหมู่บ้านอุดมสมบูรณ์ พลังปราณเข้มข้น ชาวนาที่นอกจากปลูกข้าวปลูกผักแล้ว ยังปลูกสมุนไพรตามคำสั่งท่านเจ้าสำนักหลินด้วย ทางตำหนักบุปผาล่องจะรับซื้อทั้งหมดแล้วเอาไปขายที่เมืองชางอวิ๋น"
เมื่อเข้าใกล้หมู่บ้าน จงเหวินก็สังเกตเห็นแปลงสมุนไพรแทรกตัวอยู่ท่ามกลางทุ่งนาจริงๆ สมุนไพรที่ปลูกดูอวบอิ่ม สีสันสดใส แม้จะเทียบไม่ได้กับสมุนไพรระดับเทพในแหวนมิติ แต่ก็ถือว่าคุณภาพดีทีเดียว
ผ่านไปอีกประมาณสิบห้านาที ทั้งสองก็มาถึงย่านชุมชนของหมู่บ้าน
"ถึงแล้ว ข้างหน้าคือบ้านป้าหลิว" ป้าหวังชี้ไปที่บ้านชั้นเดียวหลังหนึ่ง "ป้าหลิวแกรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าให้คนในหมู่บ้าน น่าจะมีเสื้อผ้าผู้ชายสำเร็จรูปเหลืออยู่บ้าง"
"ป้าหวัง ป้าก็รู้ว่าความจำผมยังไม่ค่อยดี นึกอะไรไม่ค่อยออก เสื้อผ้าผู้ชายชุดหนึ่ง ต้องใช้ผลึกวิญญาณกี่ก้อนครับ?" จงเหวินถามอย่างเจียมตัว เพราะเขาไม่รู้ค่าครองชีพที่นี่เลย
"ผลึกวิญญาณ?" ป้าหวังมองเขาด้วยสายตาเหมือนมองคนบ้าอีกครั้ง ทั้งขำทั้งฉุน "โธ่ พ่อคุณทูนหัว เสื้อผ้าชาวบ้านๆ แบบนี้ต้องใช้ผลึกวิญญาณที่ไหนกัน ชุดละแค่หนึ่งเหรียญเงินก็พอแล้ว"
"เหรอครับ? ผลึกวิญญาณมีค่าขนาดนั้นเลย?" จงเหวินแอบเหลือบมองกองภูเขาผลึกวิญญาณในแหวนมิติ
"ความจำเสื่อมจริงๆ ด้วยสินะ" ป้าหวังอธิบายอย่างใจเย็น "ผลึกวิญญาณปกติเขาใช้ซื้อขายกันในหมู่ผู้ฝึกตนเท่านั้นแหละ ชาวบ้านทั่วไปอย่างเราๆ หาเงินร้อยเหรียญเงินยังแลกผลึกวิญญาณสักก้อนไม่ได้เลย"
"แพงขนาดนั้นเชียว? ผมเห็นเอามาใช้ทำไฟส่องสว่าง นึกว่า..."
"โคมไฟผลึกวิญญาณในห้องน่ะ ใส่ก้อนเดียวอยู่ได้เป็นปีเลยนะเจ้าคะ"
"งานเข้าแล้วสิ" จงเหวินขมวดคิ้ว "ผมมีแต่ผลึกวิญญาณ ไม่มีเหรียญเงินเลย ทำไงดีครับ?"
ป้าหวัง: "......"
นางชักไม่อยากคุยกับจงเหวินแล้ว
จู่ๆ จงเหวินก็วางถุงผ้าลง ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบผลึกวิญญาณออกมาหนึ่งก้อน แน่นอนว่าเป็นแค่ท่าหลอกตา จริงๆ คือดึงออกมาจากแหวนมิติ
"ป้าหวัง ผมไม่คุ้นที่ทาง ขอเอาผลึกวิญญาณก้อนนี้แลกเป็นเหรียญเงินกับป้าได้ไหมครับ?"
"แต่... ป้ามีเงินไม่พอแลกหรอก"
"ไม่ต้องแลกเต็มจำนวนก็ได้ครับ เอาแค่พอซื้อเสื้อผ้าสักสองสามชุดก็พอ" จงเหวินทำหน้าจริงใจ "เก็บไว้กับตัวผมก็ไม่ได้ใช้อะไรอยู่แล้ว"
"มะ... ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ มันเอาเปรียบกันเกินไป" ป้าหวังแม้จะตาเป็นประกายด้วยความอยากได้ แต่ก็ยังปฏิเสธพัลวัน
จงเหวินไม่พูดพร่ำทำเพลง คว้ามือป้าหวังมายัดผลึกวิญญาณใส่มือ "ตกลงตามนี้ครับ ถือซะว่าเป็นค่าจ้างให้ป้าช่วยเลือกเสื้อผ้าสวยๆ ให้ผมละกัน"
มือของป้าหวังดูขาวผ่อง แต่เมื่อสัมผัสกลับสากเล็กน้อยตามประสามือคนทำงาน
"งั้น... ก็ได้เจ้าค่ะ ป้าจะเก็บไว้ให้ก่อนนะ" ในที่สุดหญิงม่ายผู้เลอโฉมก็พ่ายแพ้ต่อความเย้ายวนของผลึกวิญญาณ
พอได้รับลาภลอย ป้าหวังก็ยิ่งกระตือรือร้นขึ้นอีก คอยดูแลเอาใจใส่จงเหวินเป็นพิเศษ ช่วยเลือกเสื้อผ้าให้อย่างพิถีพิถัน แถมยังพาไปซื้อหม้อไห ถ่านไฟ ตามที่จงเหวินต้องการอีกด้วย
เมื่อได้อุปกรณ์สำหรับต้มเกลือครบครัน จงเหวินก็ตามป้าหวังไปซื้อวัตถุดิบทำอาหาร ขณะที่ป้าหวังกำลังต่อราคากับพ่อค้าขายผัก จงเหวินเหลือบไปเห็นไก่ตัวเมียแก่ๆ ในเล้าไก่หลังแผงผัก
ไก่แก่พวกนี้ตัวอ้วนพี เดินกร่างไปมาในเล้าดูแข็งแรงดี
"ลุงครับ ไก่แก่นี่ขายไหม?" หลังจากกินมังสวิรัติรสจืดมาสองวัน พอเห็นไก่ จงเหวินก็น้ำลายแทบหก
"ราคาดีก็ขายหมดแหละ" ลุงคนขายผักตอบเสียงดังฟังชัด "พ่อหนุ่มไม่ใช่คนแถวนี้สิท่า เห็นว่ามากับแม่หนูหวัง ลุงไม่ฟันราคาหรอก ตัวละห้าเหรียญเงิน ราคากันเอง เอาไหม?"
"จงเหวิน ไก่ราคานี้แพงนะ" ป้าหวังได้ยินเข้าก็หน้าเสีย นึกว่าจงเหวินจะให้ตนจ่ายเงินซื้อ
"แม่หนูหวังพูดงี้ลุงเสียใจแย่ พ่อหนุ่มลองไปถามดูได้ทั่วตลาด ใครๆ ก็รู้ว่าตาเฒ่าหลี่ขายของซื่อสัตย์ที่สุด รับรองหาไก่ดีกว่าถูกกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว" ตาเฒ่าหลี่รีบแย้ง
"ลุงดูเป็นคนซื่อสัตย์จริงๆ แหละครับ งั้นถ้าผมเหมาหลายตัว ลดให้หน่อยได้ไหม?" จงเหวินยิ้มต่อรอง
"พ่อหนุ่มพูดจาเข้าหู เอาอย่างนี้ ถ้าซื้อห้าตัว ลุงคิดแค่ยี่สิบเหรียญเงิน"
"จัดไปครับลุง ผมจองล่วงหน้ายี่สิบห้าตัวเลย" จงเหวินยิ้มร่า ควักผลึกวิญญาณออกมาอีกก้อน "แต่ผมไม่มีเหรียญเงิน จ่ายด้วยไอ้นี่ได้ไหมครับ?"
"นะ... นั่นมัน ผลึกวิญญาณ?" ตาเฒ่าหลี่ตาถลน กลืนน้ำลายดังเอือก
"จงเหวิน เธอ..." ความป๋าของจงเหวินทำเอาป้าหวังตกใจจนพูดไม่ออก
"ไม่เป็นไรครับ ผลึกวิญญาณผมมีเยอะจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เอามาซื้อของกินดีๆ ให้ทุกคนกินกันดีกว่า" จงเหวินโยนผลึกวิญญาณไปตรงหน้าตาเฒ่าหลี่ราวกับโยนก้อนหิน "ลุงครับ ต่อไปผมจะมารับไก่วันละตัว ถ้าวันไหนผมไม่มา ก็ฝากให้ป้าหวังไปได้เลย"
"ได้เลยครับผม!" ตาเฒ่าหลี่รีบตะครุบผลึกวิญญาณยัดเข้าอกเสื้อ กลัวจงเหวินเปลี่ยนใจ แล้วรีบวิ่งไปจับไก่ในเล้ามาส่งให้จงเหวินทันที
ป้าหวังยืนดูด้วยความรู้สึกทั้งขำทั้งเอือมระอา จะดุก็ไม่ได้ เพราะจงเหวินใช้เงินตัวเอง นางได้แต่ถอนหายใจด้วยความเสียดายแทน
"ซ้ายมือถือไก่ ขวามือถือผัก!" ขากลับขึ้นเขา จงเหวินทำตัวเป็นสุภาพบุรุษแย่งถุงของป้าหวังมาถือ มือซ้ายหิ้วไก่ มือขวาหิ้วผัก เดินฮัมเพลงอย่างมีความสุข
ป้าหวังเดินตามหลัง จ้องมองแผ่นหลังของจงเหวินด้วยแววตาครุ่นคิด...
เศรษฐีจินก้มหน้ายืนตัวสั่นงันงกอยู่กลางห้องโถงใหญ่ คอยชำเลืองมองต้านไถจิ่นที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือซือด้วยความหวาดกลัว
เมื่อสายตาของต้านไถจิ่นกวาดผ่านมา เศรษฐีจินก็สะดุ้งโหยง เหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มแผ่นหลัง
คุณชายใหญ่แห่งตระกูลต้านไถผู้นี้ อายุเพียงสามสิบต้นๆ แต่กลับมีตำแหน่งสูงส่ง เพียงแค่บารมีที่แผ่ออกมาโดยไม่ตั้งใจ ก็สร้างแรงกดดันให้เศรษฐีจินแทบหายใจไม่ออก
"เรื่องที่สั่ง เรียบร้อยดีไหม?" น้ำเสียงของต้านไถจิ่นเย็นยะเยือก ไร้ซึ่งอารมณ์
"คะ... คุณชายใหญ่โปรดวางใจ ตราบใดที่ทางเมืองชางอวิ๋นไม่มีปัญหา หนี้ก้อนนี้ตำหนักบุปผาล่องไม่มีทางหามาคืนได้ทันแน่ ถึงตอนนั้นหลินจืออวิ้นต้องยอมยกเขาชิงเฟิงให้เราแน่นอนขอรับ" ใบหน้าอ้วนกลมของเศรษฐีจินฉีกยิ้มประจบประแจง
"ทางเมืองชางอวิ๋นตระกูลต้านไถของเราจัดการเอง ไม่มีปัญหาแน่" ต้านไถจิ่นแสยะยิ้มเย็น "แดนสวรรค์ที่เปี่ยมด้วยพลังปราณขนาดนี้ ไม่คู่ควรให้พวกผู้หญิงไม่กี่คนครอบครองหรอก ถึงเวลาที่เขาชิงเฟิงต้องเปลี่ยนเจ้าของแล้ว"
"คุณชายใหญ่ สองวันนี้จะให้ข้าน้อยไปกดดันพวกนังหนูที่ตำหนักบุปผาล่องอีกไหมขอรับ?"
"ไม่จำเป็น ยังไม่ครบกำหนด ไปก็เท่านั้น ในเมื่อจัดการด้วยวิธีถูกกฎหมายได้ ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะรออีกไม่กี่วัน" น้ำเสียงของต้านไถจิ่นเปี่ยมด้วยความมั่นใจว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือ "อีกห้าวันข้าจะส่งคนไปกับเจ้า ถ้าคนของตำหนักบุปผาล่องยอมย้ายออกไปดีๆ ก็แล้วไป แต่ถ้าไม่... ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะใช้กำลัง"
"คุณชายใหญ่ ถ้าพวกนางไม่ยอมให้ความร่วมมือ คนของคุณชายจะจับพวกนางมาให้ข้าน้อยจัดการได้หรือไม่ขอรับ?" พอนึกถึงรูปโฉมงดงามของเจ้าสำนักตำหนักบุปผาล่อง แววตาของเศรษฐีจินก็ฉายแววหื่นกระหาย น้ำลายไหลย้อยที่มุมปาก
"ตามใจเจ้า" ต้านไถจิ่นมองดูใบหน้าอัปลักษณ์ราวกับหมูตอนของเศรษฐีจินด้วยความรังเกียจ
เมื่องานสำเร็จเมื่อไหร่ ไอ้หมูตอนนี่ก็หมดประโยชน์...
"เจ้าสำนักหลิน ท่านเจ้าเมืองป่วย ไม่สะดวกรับแขก เชิญกลับไปเถอะ"
เห็นสีหน้าเย็นชาของบ่าวรับใช้หน้าประตู หลินจืออวิ้นรู้สึกหงุดหงิดใจยิ่งนัก
"พ่อหนุ่ม ข้ามีเรื่องด่วนต้องหารือจริงๆ รบกวนช่วยเข้าไปแจ้งอีกสักครั้งได้ไหม ถ้าสำเร็จข้ามีรางวัลให้อย่างงาม" นางจำใจต้องกล้ำกลืนความรู้สึก พยายามเจรจากับบ่าวรับใช้
"ต้องขออภัยจริงๆ ท่านเจ้าเมืองสั่งมา ข้าน้อยไม่กล้าขัดคำสั่ง เจ้าสำนักหลินรออีกสักสิบวันครึ่งเดือน ให้ท่านเจ้าเมืองหายดีก่อนค่อยมาใหม่เถอะ" น้ำเสียงของบ่าวรับใช้เย็นชาและเด็ดขาด
อย่างที่เขาว่า พญายมยังพอคุยได้ แต่ภูตผีลูกสมุนนี่สิรับมือยาก
หากเป็นคนที่เจนจัดในสังคม ย่อมต้องรู้ว่าควรยัดเงินใต้โต๊ะให้บ่าวรับใช้ก่อนแล้วค่อยขอให้ช่วย แต่หลินจืออวิ้นไม่ถนัดเรื่องการเข้าสังคม จึงไม่เข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติง่ายๆ เหล่านี้
"เรื่องนี้ด่วนมาก รอสิบวันครึ่งเดือนไม่ไหวจริงๆ" น้ำเสียงของหลินจืออวิ้นเริ่มร้อนรน
"เจ้าสำนักหลิน ท่านเป็นถึงผู้ฝึกตนผู้สูงส่ง น่าจะมีเส้นสายกว้างขวาง ลองไปหาที่อื่นดูเถอะ มาสร้างความลำบากใจให้บ่าวรับใช้อย่างข้าน้อยทำไม" บ่าวหน้าประตูพูดเหน็บแนม
"เจ้า..." หลินจืออวิ้นโกรธจนแทบระเบิด แต่สุดท้ายก็ข่มอารมณ์ไว้ "ลาก่อน!"
"ผู้ฝึกตนแล้วไง? ตระกูลต้านไถจะเล่นงาน ท่านเจ้าเมืองยังช่วยไม่ได้เลย ดูซิว่าจะดิ้นรนไปได้สักกี่น้ำ" มองดูแผ่นหลังของหลินจืออวิ้นที่เดินจากไป บ่าวรับใช้พึมพำกับตัวเองพร้อมรอยยิ้มเยาะ "แต่เจ้าสำนักหลินนี่สวยจริงๆ ถ้าอมยอมลดตัวมาเป็นอนุภรรยาของท่านเจ้าเมือง ก็อาจจะรอดพ้นเคราะห์ครั้งนี้ไปได้ เสียดายของ..."
[จบตอน]