- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 39 - การจากลาและการวางแผน
บทที่ 39 - การจากลาและการวางแผน
บทที่ 39 - การจากลาและการวางแผน
บทที่ 39 - การจากลาและการวางแผน
หน้าที่ทำการกองปราบปีศาจ ผู้คนเบียดเสียดกันแน่นขนัด
แรงสั่นสะเทือนจาก "แม่ทัพปราบมารสำแดงเดชจตุรทิศ" เมื่อครู่ ยังคงทิ้งร่องรอยความตื่นตะลึงไว้ เรียกให้ชาวบ้านแห่กันมามุงดู
มีเสมียนตั้งโต๊ะเล็กๆ หน้าที่ทำการ ประกาศรับสมัครคนหน้าใหม่
"กองปราบปีศาจของเรา แม้จะเพิ่งตั้งได้ไม่กี่ปี แต่ได้รับความไว้วางใจจากฝ่าบาท สวัสดิการดีเยี่ยมที่สุดในบรรดาหน่วยงานทั้งหมด
ต่อให้เป็นพรานล่าอสูรที่ไม่มีตำแหน่งข้าราชการ ก็สามารถใช้ป้ายประจำตัว ยกเว้นภาษีและการเกณฑ์แรงงานได้ทุกประเภท มีค่าเท่ากับได้ขึ้น 'ทะเบียนบู๊' เลยทีเดียว"
เสมียนวัยกลางคนอายุราวสามสิบ สองมือยันโต๊ะ พูดน้ำลายแตกฟอง
"แถมยังสะสมแต้มความดีความชอบ แลกวิชาวรยุทธ์ ยาเม็ด อาวุธชุดเกราะ หรือแม้แต่เชิญยอดฝีมือมาสอนวิชาให้ก็ได้..."
เป็นพรานล่าอสูร แล้วยกเว้นภาษีได้หมด เท่ากับได้ขึ้นทะเบียนบู๊ล่วงหน้า?
หลิวเซิ่งเลียริมฝีปาก เริ่มสนใจขึ้นมาหน่อยๆ เลยถามไปว่า
"แล้วจะสมัครเป็นพรานล่าอสูร ต้องทำยังไงบ้างครับ?"
"ง่ายมาก แค่ผ่านภารกิจทดสอบของกองปราบปีศาจสักงาน ปกติก็แค่ไปล่าสัตว์วิเศษมาสักตัว"
เสมียนวัยกลางคนหัวเราะ หึหึ กางกระดาษพู่กันออก
"ว่าไง จะเข้าร่วมกับกองปราบปีศาจเราไหม? ข้าจะลงชื่อให้..."
หลิวเซิ่งกะพริบตา ตัดสินใจว่าจะลองไปสืบดูขั้วอำนาจอื่นก่อน ค่อยตัดสินใจ
"ขอบคุณท่านอาวุโส ผู้น้อยขอคิดดูก่อน"
"คิดดูก่อน? เสียเวลาทำมาหากิน!"
เสมียนวัยกลางคนหน้าบึ้งทันที โบกมือไล่อย่างรำคาญ
"ไปไป๊ อย่ามาเกะกะข้าทำงาน"
ถุย!
ไอ้หมอนี่นิสัยหมาไม่รับประทานจริงๆ!
หลิวเซิ่งเดินหนีออกมาอย่างเซ็งๆ มองไปที่อาคารที่ทำการกองปราบปีศาจ ในใจเกิดความสงสัย...
เมื่อกี้เจ้าช้างเผือกงาทองตัวนั้น ตัวใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่มเหมือนภูเขาย่อมๆ ตามหลักแล้ว อยู่ตรงไหนในอำเภอซานหยางก็น่าจะมองเห็น
ทำไมแป๊บเดียว หายไปไหนแล้ว?
ไม่หนีไป ก็ย่อส่วน...
"ชาวบ้านเขาลือกันว่า ปีศาจสามารถชะล้างกระดูกป่าเถื่อน แปลงร่างเป็นคน พูดภาษาคนได้..."
เขากะพริบตา สายตาเหมือนจะมองทะลุอาคารบ้านเรือน เข้าไปในส่วนลึกสุดของที่ทำการกองปราบปีศาจ...
เจ้าปีศาจช้างเผือกนั่น อาจจะแปลงร่างเป็นคน ซ่อนตัวอยู่ในนั้นก็ได้!
หลังจากออกจากกองปราบปีศาจ หลิวเซิ่งก็เดินเตร็ดเตร่ในเมืองอยู่ค่อนวัน
จ่ายเงินไปไม่กี่ตำลึง สืบข้อมูลขั้วอำนาจทั้งเล็กและใหญ่ในเมืองมาจนครบ
สรุปแล้ว การเข้ากองปราบปีศาจ เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด
สำหรับคนอื่น การเข้ากองปราบปีศาจ ต้องเผชิญหน้ากับปีศาจนานาชนิด อันตรายรอบด้าน เผลอนิดเดียวก็ตาย
แต่หลิวเซิ่งมีร่างจำแลงระดับภูตถึงสามร่าง...
สำหรับพวกภูตผีปีศาจ เขาต่างหากที่เป็นตัวอันตราย
เข้ากองปราบปีศาจ สามารถฝึกวิชาไป อู้งานไป ถ้าสืบเจอข่าวสำคัญ ก็หาโอกาสส่งข่าวให้ท่านอาจารย์รู้ตัวได้!
ที่สำคัญที่สุดคือ ในคลังของกองปราบปีศาจ ต้องมีของเก่าแก่ที่ราชวงศ์ต้าอวี๋สะสมมาหลายร้อยปีกองพะเนินแน่...
สำหรับหลิวเซิ่ง นั่นคือกองภูเขาไอวิญญาณ!
แต่ไม่ต้องรีบ รอดูก่อน
รอจ่ายภาษีฤดูร้อนเสร็จ ค่อยว่ากัน
พอกลับถึงหมู่บ้าน ก้นยังไม่ทันร้อน พี่สือโถวก็มาหา เพื่อมาบอกลา
"อาเซิ่ง พวกเอ็ง... จะไม่ไปอำเภอฟู่หนิงกับพวกข้าจริงเหรอ?"
ไม่เจอกันไม่กี่วัน จ้าวเหล่ยผอมลงไปถนัดตา
ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความกังวล แววตาคาดหวัง
เขาหวังจริงๆ ว่าครอบครัวหลิวเซิ่ง จะย้ายไปอำเภอฟู่หนิงข้างๆ ด้วยกัน
ตั้งแต่อู่ซงฆ่าขุนนางแล้วหนีไป คนในหมู่บ้านไป๋สุ่ยก็หายไปกว่าครึ่ง
โบราณว่า แมลงปอบินต่ำ ฝนกำลังจะตกหนัก
ชาวบ้านแม้จะรู้น้อย แต่ก็รู้ว่าการฆ่าขุนนางเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย สัญชาตญาณบอกว่ากำลังจะเกิดภัย
ดังนั้น ใครมีญาติก็ไปพึ่งญาติ ใครมีลู่ทางเข้าเมืองก็เข้าเมือง บางคนถึงขั้นทิ้งบ้านช่องหนีไปตายเอาดาบหน้า เป็นคนเร่ร่อนก็มี
แม้แต่จ้าวเหล่ย ก็อาศัยเส้นสายของพี่เมีย ได้งานเป็นพลธนูในกองตรวจการที่อำเภอฟู่หนิง
เพราะเขามีฝีมือยิงธนูไม่เลว
วันนี้ที่มา ก็เพื่อชวนหลิวเซิ่งไปด้วยกัน จะได้ดูแลกันและกัน
ตอนล่าสัตว์คราวก่อน หลิวเซิ่งใช้ "เนตรวิหค" โชว์ฝีมือยิงร้อยก้าวทะลุเป้า ทำเอาจ้าวเหล่ยยอมใจ
"พี่สือโถว รอจ่ายภาษีฤดูร้อนเสร็จ พวกข้าจะย้ายไปตั้งรกรากในตัวอำเภอซานหยาง"
หลิวเซิ่งปฏิเสธอย่างนุ่มนวล และบอกแผนการของตัวเอง
อีกอย่าง งานพลธนูของจ้าวเหล่ย ไม่รู้ว่าต้องผ่านเส้นสายกี่ทอด
ครอบครัวเขาเข้าไปแทรกแซงตอนนี้ ไม่เหมาะหรอก
"อ้อ งั้น..."
จ้าวเหล่ยถอนหายใจอย่างผิดหวัง แล้วก็ฝืนยิ้มให้กำลังใจ
"พวกเอ็งรักษาตัวด้วยนะ!"
สองคนนี้ร่วมเป็นร่วมตายกันมา ตอนจะจากกัน ย่อมอาลัยอาวรณ์เป็นธรรมดา
แต่ชีวิตก็แบบนี้แหละ
จ้าวเหล่ยมอบหนังหมีที่เก็บรักษาไว้อย่างดี กับโสมแก่ให้ เป็นของก้นหีบของครอบครัว
หลิวเซิ่งก็มอบเงินตอบแทนไปห้าสิบตำลึง เป็นตั๋วเงินสี่สิบตำลึง เศษเงินอีกสิบตำลึง พอให้ครอบครัวพวกเขาไปตั้งตัวในที่ใหม่ได้สบาย
ไม่ใช่ไม่อยากให้เยอะกว่านี้ แต่สำหรับคนธรรมดา เงินห้าสิบตำลึงก็ถือเป็นเงินก้อนโตแล้ว ถ้าให้มากกว่านี้...
อาจจะกลายเป็นภัยเรียกโจรมาฆ่าได้
จ้าวเหล่ยปฏิเสธอยู่สองสามที แต่สู้หลิวเซิ่งไม่ได้ บวกกับย้ายไปต่างถิ่น ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดเพื่อลูกเมีย สุดท้ายก็ยอมรับไว้
เช้าวันรุ่งขึ้น ครอบครัวหลิวเซิ่งไปส่งที่ปากทางหมู่บ้าน
สองครอบครัวเคยลำบากมาด้วยกัน ความผูกพันลึกซึ้ง ตอนแยกจากกัน น้ำหูน้ำตาไหล พรรณนาไม่จบไม่สิ้น
สุดท้าย ครอบครัวจ้าวเหล่ยก็นั่งรถลา "อี๊อ่อ อี๊อ่อ" จากไป
จนกระทั่งพวกเขากลายเป็นจุดดำเล็กๆ เสียงใสๆ ของเจ้าโก่วหวาก็ลอยตามลมมา
"ท่านพ่อ—"
"..."
หลิวเซิ่งหนังตากระตุก หน้าดำทันที แล้วก็นึกขึ้นได้
คำว่า "ท่านพ่อ" คำนี้ ถือเป็นการตกลงสถานะ ฝากฝังลูกเต้า
ถ้าวันหน้าจ้าวเหล่ยเป็นอะไรไป เขาต้องช่วยดูแลลูกเมียให้
ด้วยสมองทึบๆ ของพี่สือโถว คงคิดเรื่องแบบนี้ไม่ได้ คงจะเป็น...
พี่สะใภ้จ้าว
ผู้หญิงปากร้ายใจดี ที่มีไฝที่มุมปากคนนั้น เป็นคนฉลาดลึกซึ้งทีเดียว
มิน่า ถึงเอาพี่สือโถวซะอยู่หมัด
พอครอบครัวจ้าวเหล่ยไป หมู่บ้านก็เงียบเหงาลงไปอีก
ที่ยังเหลืออยู่ในหมู่บ้าน มีแค่สิบกว่าหลังคาเรือน ความสัมพันธ์กับตระกูลหลิวก็งั้นๆ ไม่ได้ไปมาหาสู่กัน
คืนนั้น อวี้เหนียงกอดหลิวเซิ่ง หอบหายใจแฮกๆ กระซิบถามเสียงเบา
"...ให้ข้าไปหาพ่อข้าดีไหม เผื่อจะขอย้ายครอบครัวเรา... ไปอยู่หมู่บ้านสะพานตะวันตก?"
"ข้าจัดการเอง"
หลิวเซิ่งบีบเนื้อนุ่มนิ่ม พลิกตัวขึ้นควบม้า ห้อตะบึงต่อไป
รอจ่ายภาษีฤดูร้อนเสร็จ เขาจะพาครอบครัวย้ายไปอยู่ในเมือง
บ้านเช่าที่ตรอกสวนผักคราวก่อน ยังเหลือสัญญาเช่าอีกสองเดือนกว่า พอใช้เป็นที่พักชั่วคราวได้
ด้วยฝีมือระดับเกือบจะบรรลุขั้นเลือดลมสมบูรณ์ของเขา ไม่ว่าจะไปที่ไหน ก็หาข้าวกินเลี้ยงครอบครัวได้สบาย
ประเด็นสำคัญคือ ต้องสะดวกต่อการเก็บเกี่ยวไอวิญญาณ!
เขารู้ตัวดี ในโลกอันตรายนี้ "ผลมรรคคาเจ็ดสิบสองแปลงกาย" คือรากฐานที่ทำให้เขายืนหยัดอยู่ได้
ที่เขามีวันนี้ได้ ก็เพราะผลมรรคคานี้แหละ
ถ้าอยากให้ผลมรรคคาแสดงอานุภาพ...
หนึ่งคือต้องยกระดับพลังยุทธให้สูงขึ้น เพื่อรองรับร่างจำแลงได้มากขึ้น
สองคือไอวิญญาณ ต้องใช้ไอวิญญาณมหาศาลในการจำลอง และยกระดับร่างจำแลง
ด้านวรยุทธ์ มีคัมภีร์เซนพยัคฆ์ทมิฬเล่มต้น ฝึกไปได้จนถึงสี่ขอบเขตกายแท้ ก้มหน้าก้มตาฝึกไปก็พอ
ที่ขาดแคลนหนักคือ ไอวิญญาณ
ตอนนี้ร่างจำแลงทั้งสามร่างของเขา ยกระดับเป็น "ระดับภูต" หมดแล้ว
ต่อไปทุกครั้งที่จำลอง ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว ต้องใช้ไอวิญญาณหลักร้อย
ไอวิญญาณพันกว่าแต้มที่มีตอนนี้ ใช้ได้ไม่กี่ทีก็หมด
ดังนั้น การเข้าถึงแหล่งไอวิญญาณ "จำนวนมาก" คือปัจจัยหลักในการเลือกขั้วอำนาจที่จะเข้าร่วม
และหลังจากชั่งใจดูแล้ว เขาก็มีคำตอบในใจ
รอแค่จ่ายภาษีฤดูร้อนเสร็จ พวกเขาก็จะย้ายเข้าเมืองทันที
เพียงแต่ทางฝั่งท่านอาจารย์... ไม่รู้สถานการณ์เป็นไงบ้าง?
ราชสำนักระดมทหารสามแสน วางตาข่ายฟ้าดิน แถมยังส่งแปดแม่ทัพปราบมารมาพลิกแผ่นดินค้นหา!
เล่นใหญ่ขนาดนี้...
ท่านอาจารย์จะรับมือไหวไหมนะ?
[จบแล้ว]