- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 19 - หนีภัยพาล พรานล่าอสูร
บทที่ 19 - หนีภัยพาล พรานล่าอสูร
บทที่ 19 - หนีภัยพาล พรานล่าอสูร
บทที่ 19 - หนีภัยพาล พรานล่าอสูร
ณ ป่าด้านหลังหมู่บ้าน
วิหคเขียวหางดาบตัวหนึ่งพุ่งดิ่งลงมาจากท้องฟ้า กรงเล็บเกี่ยวหิ้วร่างคนผู้หนึ่งไว้ ท่าทางโงนเงนซวนเซ
สำหรับนกตัวเล็กๆ ที่หนักไม่ถึงครึ่งจิน การต้องหิ้วของหนักร้อยกว่าจินบินมาไกลสิบกว่าลี้ ถือว่าฝืนสังขารจนถึงขีดสุด
"ตุบ!"
เมื่อถึงลานว่าง เจ้านกก็คลายกรงเล็บ ทิ้งร่างคนลง แล้วคืนร่างเป็นหลิวเซิ่งท่ามกลางหมอกขาว
"แฮ่ก แฮ่ก..."
เขาหอบหายใจตัวโยน ราวกับถูกสูบพลังงานออกไปจนเกลี้ยง แขนขาอ่อนแรงจนแทบก้าวขาไม่ออก
วิหคเขียวหางดาบแม้จะเป็นสัตว์วิเศษ แต่ไม่ได้มีจุดเด่นด้านพละกำลัง การพาจ้าวเหล่ยกลับมาได้ครบสามสิบสองประการก็นับว่าเก่งมากแล้ว
ถึงระหว่างทางจะมีการกระแทกกระทั้นไปบ้างก็เถอะ...
"ซี๊ด~"
ตอนนั้นเอง จ้าวเหล่ยที่หน้าตาบวมปูดก็ได้สติคืนมา เขารู้สึกปวดร้าวไปทั้งตัว ราวกับ...
โดนฝูงวัวฝูงม้าเหยียบย่ำมาหมาดๆ
เขามองซ้ายมองขวา พอเห็นหลิวเซิ่งก็หน้าถอดสี
"อาเซิ่ง? เอ็งก็หนีไม่รอดงั้นเรอะ?"
"พี่ยังไม่ตาย!"
หลิวเซิ่งหันไปมองทางเขาเฮยเฟิง แววตาเคร่งเครียด ปากก็เล่าเหตุการณ์คร่าวๆ ให้ฟัง
แน่นอนว่ามีการใส่สีตีไข่ไปบ้าง บอกแค่ว่าจู่ๆ ก็มีงูดำตัวหนึ่งพุ่งออกมาสู้กับเสือ แล้วเขาอาศัยจังหวะชุลมุนพาจ้าวเหล่ยหนีมา
"โฮก—!"
ทันใดนั้น เสียงเสือคำรามกึกก้องก็ดังมาจากเขาเฮยเฟิงอีกครั้ง น้ำเสียงแฝงความโศกเศร้าอาดูร
ฟังจากทิศทาง ดูเหมือนมันจะมาถึงชายป่าเขาเฮยเฟิงแล้ว ห่างจากหมู่บ้านแค่เจ็ดแปดลี้
นกกาในป่าแตกตื่นบินว่อน หมาในหมู่บ้านพากันหางจุกตูดเห่าหอน
"นั่นมันปีศาจเสือตัวนั้น!"
จ้าวเหล่ยตัวสั่นงันงก แววตาดูแปลกๆ
"ทำไมข้ารู้สึกว่า... ไอ้ตัวนั้นมันดู... เศร้าๆ พิกล?"
เมียตายทั้งคน ไม่เศร้าก็บ้าแล้ว
หลิวเซิ่งกลอกตา สีหน้ายิ่งเคร่งเครียดกว่าเดิม
ตอนหนีออกมาเขาเร่งรีบมาก อุปกรณ์ล่าสัตว์และเหยื่อที่ล่าได้ตกหล่นเกลื่อนกลาด ไม่ทันได้เก็บกวาด
ด้วยจมูกของเสือ โดยเฉพาะเสือที่บำเพ็ญเพียรจนเป็นปีศาจ การจะดมกลิ่นตามรอยจากของพวกนั้นมา...
ใช้เวลาแค่วันสองวันก็เจอตัวแล้ว
ต่อให้เมื่อกี้เขาแปลงเป็นนกหิ้วจ้าวเหล่ยบินมา ก็ไม่อาจตัดกลิ่นอายได้หมด
ประเด็นสำคัญคือ เขาไม่กล้าเสี่ยง
เพราะตอนนี้เขาไม่ได้ตัวคนเดียว
ดูท่าทางหนทางที่ดีที่สุดคือ หนีให้ไว
เข้าไปหลบภัยในเมืองก่อน
"เข้าเมืองเหรอ? แต่เรื่องเงิน..."
จ้าวเหล่ยพอรู้เรื่องราวก็เห็นด้วย แต่พอนึกขึ้นได้ก็เหมือนโดนน้ำเย็นสาดใส่หน้า
ค่าครองชีพในเมืองแพงหูฉี่ ไม่เหมือนอยู่บ้านนอก โรงเตี๊ยมที่ถูกที่สุด คิดราคาคนละเจ็ดแปดอีแปะต่อวัน
สองครอบครัวรวมเจ็ดชีวิต แค่ค่าที่พักอย่างเดียวก็ปาเข้าไปหลายร้อยอีแปะแล้ว
นี่ยังต้องไปนอนเบียดเสียดกันในห้องรวมราคาถูกที่สุดอีกนะ
เงินค่าภาษีฤดูร้อนยังหาไม่ได้ จะเอาเงินที่ไหนไปผลาญกับเรื่องพวกนี้?
"เรื่องเงินพี่ไม่ต้องห่วง ตอนนี้ไอ้ปีศาจเสือนั่นมันคิดว่าเราฆ่าเมียมัน มันไม่มีทางปล่อยเราไว้แน่"
หลิวเซิ่งวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็น จ้องตาจ้าวเหล่ยเขม็ง
"บ้านดินของพี่ กันมันอยู่เหรอ?"
จ้าวเหล่ยเงียบกริบ
แค่เมียเสือที่เป็นสัตว์วิเศษยังโหดขนาดนั้น ไอ้ตัวผัวที่เป็นปีศาจจะขนาดไหน!
"อย่ามัวชักช้า เราไปกันเดี๋ยวนี้เลย!"
หลิวเซิ่งตัดสินใจเด็ดขาด ไม่เปิดโอกาสให้ลังเล
ถ้าจ้าวเหล่ยยังไม่ยอมไป เขาคงต้องพาแค่ย่ากับสองแม่ลูกอวี้เหนียงหนีเข้าเมืองไปก่อน
ถือว่าช่วยเต็มที่แล้ว
เขามีลางสังหรณ์รุนแรงว่า ถ้าไม่รีบหนีวันนี้ จะต้องเผชิญหน้ากับ...
ปีศาจเสือที่เคียดแค้นเพราะเมียตาย!
ด้วยฝีมือเขาตอนนี้ ถ้าไม่ทิ้งย่าและคนอื่นๆ ไว้เป็นเหยื่อล่อ...
ก็ไม่มีทางรอด
ถือโอกาสไปหลบภัยในเมือง แล้วหาจังหวะทำการอนุมาน "งูเกล็ดเหล็ก" ให้จบ
ถ้าโชคดี อนุมานร่างจำแลงนี้จนถึงระดับ "ภูต" ได้สำเร็จ...
ก็ไม่ต้องกลัวไอ้เสือเวรนั่นอีกแล้ว
จ้าวเหล่ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เลือกเชื่อใจหลิวเซิ่ง พากันกลับเข้าหมู่บ้าน
ตอนนี้ในหมู่บ้านกำลังวุ่นวาย ไก่บินหมาเห่า ชาวบ้านต่างปิดประตูหน้าต่างเงียบกริบ
เลยสะดวกแก่การเคลื่อนไหวของสองครอบครัว
ไม่นานนัก ทั้งสองบ้านก็เก็บข้าวของออกจากหมู่บ้าน มารวมตัวกันแล้วมุ่งหน้าสู่ตัวอำเภอ
"หลานรัก เกิดเรื่องอะไรขึ้น บอกย่ามาตามตรง ย่าจะได้ทำใจ..."
บนรถเข็น ย่าหลิวกอดห่อผ้าสีน้ำเงินไว้แน่น สีหน้ายังพอคุมสติได้
ก่อนหน้านี้พอหลิวเซิ่งถึงบ้าน ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เข็นรถมารับนางกับอวี้เหนียงแม่ลูกขึ้นรถทันที
นางรบเร้าอยู่นานถึงยอมให้เก็บห่อผ้าใบนี้มาได้ ข้างในมีสมบัติทั้งหมดของตระกูล ทั้งโฉนดบ้านและตั๋วเงิน
ข้างๆ กันเป็นพี่สะใภ้จ้าวที่กอดโก่วหวาไว้เงียบๆ นางมองแผ่นหลังของหลิวเซิ่งที่กำลังลากรถด้วยความซาบซึ้งใจ
นางรู้เรื่องแล้วว่าหลิวเซิ่งเสี่ยงชีวิตช่วยผัวนางจากปากเสือ เป็นผู้มีพระคุณของครอบครัว
ไม่อย่างนั้น สภาพศพของลุงฉางเกินและเจ้าสองเสา ก็คงเป็นจุดจบของแม่ลูกนางในวันหน้า
"ปีศาจเสือบนเขาอาการไม่ค่อยดี เราไปหลบในเมืองสักพักเถอะครับ..."
หลิวเซิ่งตอบเลี่ยงๆ ออกแรงลากรถเข็นที่มีคนแก่ผู้หญิงและเด็กสามคน นั่งอยู่รวมน้ำหนักเกือบสามร้อยจิน เดินลิ่วๆ ไปข้างหน้าอย่างสบายๆ
ทำเอาจ้าวเหล่ยที่เดินตัวเปล่าอยู่ข้างๆ ตาโต
เจ้าเด็กนี่ ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนเยอะแยะ?
จำได้ว่าเมื่อก่อน บ้านมันจนแทบไม่มีข้าวกิน ข้ายังต้องเอาพวกรังนกไปให้กินอยู่เลย...
"ไปหลบในเมืองก็ดี ย่าไม่ได้เข้าเมืองมานานแล้ว..."
ย่าหลิวผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ฟังน้ำเสียงหลานชายก็รู้ว่ามีเรื่องปิดบัง แต่ก็ไม่ซักไซ้ต่อ
พอมาถึงตัวเมือง เห็นถนนหนทางกว้างขวาง ร้านรวงเรียงราย ทั้งเหลาอาหาร โรงเตี๊ยม โรงน้ำชา โรงหมอ บ่อนพนัน...
พวกผู้หญิงที่ไม่ค่อยได้เข้าเมืองต่างประหม่า มองซ้ายมองขวา พูดคุยกันเสียงเบา
กลัวความ "บ้านนอก" ของตัวเองจะทำให้คนเมืองดูถูก
ทันใดนั้น ถนนสายหลักข้างหน้าก็มีเสียงอึกทึกครึกโครม
"นั่นพวกพรานล่าอสูร!"
"...แม่เจ้าโว้ย หมาป่าพวกนั้นตัวใหญ่กว่าวัวอีก..."
"เท่ชะมัด ข้าอยากเป็นพรานล่าอสูรบ้างจัง..."
"อย่างเอ็งเนี่ยนะ? เอาไปแคะฟันปีศาจยังไม่พอเลย!"
...
ฝูงชนแห่กันไปมุงดูจนแน่นขนัด ปิดทางสัญจร
หลิวเซิ่งไม่มีทางเลือก จำต้องพาคณะเดินเบียดเข้าไป
เห็นขบวนคนหนุ่มสาวถือดาบถือหอก สะพายธนู ท่าทางดุดัน เดินคุ้มกันรถลากคันใหญ่
รถคันนั้นกว้างสามสี่วา กินพื้นที่ถนนไปครึ่งหนึ่ง บนรถบรรทุกซากหมาป่าหลายตัว ขนสีเขียวเข้ม ตัวใหญ่กว่าควาย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
หลิวเซิ่งยืนฟังชาวบ้านคุยกันสักพัก ก็จับใจความได้
หลายปีมานี้ สัตว์ร้ายอาละวาดหนัก สัตว์วิเศษและปีศาจผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด สร้างความสูญเสียอย่างหนัก
เมื่อปีก่อนราชสำนักจึงตั้ง "กองปราบปีศาจ" ขึ้น และออกประกาศล่าปีศาจ ให้เงินรางวัลแก่เหล่ายอดฝีมือในยุทธภพ
พรานล่าอสูร ก็คือสมาชิกภายนอกของกองปราบปีศาจ มีหน้าที่ช่วยเหลือกองกำลังหลักในการกวาดล้างปีศาจ
"กองปราบปีศาจ?"
หลิวเซิ่งเลิกคิ้ว จดจำชื่อนี้ไว้ในใจ
กว่าจะหาโรงเตี๊ยมได้ ก็ปาเข้าไปเย็นย่ำ
...
วันรุ่งขึ้น
เขาให้นายหน้าหาเช่าบ้านหลังเล็กๆ ในตรอกไช่หยวน แถวกำแพงเมือง
ที่นี่ค่อนข้างเปลี่ยวและกันดาร คนน้อย ราคาเลยถูก บ้านโทรมๆ หกห้อง ค่าเช่าเดือนละ 200 อีแปะ
ต้องเช่าอย่างต่ำสามเดือน รวมเป็น 600 อีแปะ
สำหรับครอบครัวจ้าวเหล่ย นี่เป็นเงินก้อนโต แต่สำหรับหลิวเซิ่ง ขนหน้าแข้งไม่ร่วง
ซื้อข้าวของเครื่องใช้ ฟืนไฟข้าวสารอาหารแห้ง พออยู่ได้สักครึ่งเดือน สองครอบครัวก็ถือว่าลงหลักปักฐานเรียบร้อย
จนถึงตอนนี้ อวี้เหนียงกับเมียจ้าวเหล่ยยังเหมือนฝันไป...
นี่เรา... ได้มาอยู่ในเมืองแล้วเหรอ?
ทั้งชีวิตพวกนางวนเวียนอยู่แต่ในหมู่บ้าน ความเจริญในเมืองเหมือนความฝันที่ไกลเกินเอื้อม
ใครจะคิดว่า วันหนึ่งจะได้มาเช่าบ้านอยู่ในเมืองแบบนี้!
ต่อให้ได้อยู่แค่ไม่กี่วัน ก็คุยฟุ้งไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน!
สายตาที่มองหลิวเซิ่งจึงเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
โดยเฉพาะเมียจ้าวเหล่ย ที่เคยบ่นผัวเรื่องชอบเอาของไปช่วยบ้านหลิวเซิ่ง ตอนนี้กลับดีใจเนื้อเต้น...
น้องชายบ้านหลิว เป็นคนมีฝีมือจริงๆ
แต่หลิวเซิ่งไม่มีเวลามาสนใจความรู้สึกของใคร ตอนนี้ใจเขาจดจ่ออยู่กับการอนุมาน "งูเกล็ดเหล็ก"
ภัยคุกคามจากตระกูลทงและปีศาจเสือเหมือนก้างตำคอ การหนีมานี่ก็แค่ชั่วคราว——
ทะเบียนบ้านพวกเขายังอยู่ที่หมู่บ้านไป๋สุ่ย
ถึงเวลาจ่ายภาษีฤดูร้อน ก็ต้องกลับไป
ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นผู้หลบหนี
เวลาของเขา เหลือไม่มากแล้ว
คืนนั้น
สองครอบครัวกินข้าวเย็นง่ายๆ แล้วแยกย้ายกันพักผ่อน
ตกดึก อวี้เหนียงเร่าร้อนรุนแรง รุกไล่อย่างหนักหน่วง
หลิวเซิ่งพอเดาใจนางได้ ที่นี่นางไม่รู้จักใคร เขาเป็นที่พึ่งเดียว นางคงกลัวเขาจะทิ้งขว้าง
เลยต้องจัดหนัก
จัดหนักอีก!
จัดหนักจนหยดสุดท้าย!
ดีที่มีพรสวรรค์ "กายอสรพิษ" ช่วยไว้ ไม่อย่างนั้น...
เอวหักแน่
...
เช้าตรู่วันใหม่
กินข้าวเช้าเสร็จ สั่งความเรียบร้อย หลิวเซิ่งก็อ้างว่าจะออกไปสืบข่าว แล้วเดินออกจากบ้าน
พอพ้นประตูเมือง ก็มุดเข้าป่าข้างทางหลวง
ไม่กี่อึดใจ วิหคเขียวหางดาบตัวหนึ่งก็บินทะยานขึ้นฟ้าไป
[จบแล้ว]