- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 16 - จุดเปลี่ยนแห่งโชคชะตา
บทที่ 16 - จุดเปลี่ยนแห่งโชคชะตา
บทที่ 16 - จุดเปลี่ยนแห่งโชคชะตา
บทที่ 16 - จุดเปลี่ยนแห่งโชคชะตา
"ไม่เคย"
อู่ซงส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้เฒ่าทงจอมขูดรีดถึงกับใจหายวาบ
"เจ้าเคยไปล่วงเกินยอดฝีมือขอบเขตอวัยวะภายในบ้างหรือเปล่า"
การฝึกยุทธแบ่งออกเป็นขั้นๆ ขั้นแรกคือขอบเขตเลือดลม ขั้นสองคือขอบเขตเสริมเส้นเอ็น ขั้นสามคือขอบเขตอวัยวะภายใน
ความแข็งแกร่งของแต่ละขั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ทุกครั้งที่ทะลวงด่านสำเร็จ พลังจะเพิ่มทวีคูณหลายเท่าตัว
แม้เฒ่าทงกับลูกชายคนเล็กอย่างทงเฮ่าจะเป็นผู้ฝึกยุทธขั้นสองขอบเขตเสริมเส้นเอ็น แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือขั้นสาม...
ก็ไม่ต่างอะไรกับลูกไก่ในกำมือ
เหมือนเมื่อครู่ที่อู่ซงแสดงให้ดู หากอยู่ใกล้ๆ แค่สะบัดแขนเสื้อทีเดียว ก็อาจปลิดชีพพวกเขาได้
"เอ่อ... ยอดฝีมือขั้นสามเหรอ ข้า... ไม่เคย... ไม่เคยไปล่วงเกินใครนะ"
รอยยิ้มบนใบหน้าอ้วนฉุของเฒ่าทงแข็งค้าง เหงื่อเย็นๆ ผุดซึมเต็มหน้าผาก
"ไม่มีก็ดีแล้ว"
อู่ซงปรายตามอง รอยแผลเป็นบนหน้าขยับไหวดูน่ากลัวยิ่งขึ้น
"พ่อบ้านของเจ้าถูกคนใช้ดาบฟันคอขาดกระเด็น บาดแผลเรียบกริบราวกับกระจก ชาวบ้านในที่เกิดเหตุไม่มีใครเห็นแม้แต่เงาคนร้าย...
ไม่แน่ว่า... วันดีคืนดีคนผู้นั้นอาจจะย่องเข้ามาในห้องเจ้ากลางดึก แล้วมอบดาบให้เจ้าสักแผล..."
ซี๊ด!
เฒ่าทงสูดลมหายใจเฮือก รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
แต่ให้คิดจนหัวแทบแตก เขาก็นึกไม่ออกว่าไปมีเรื่องกับยอดฝีมือขั้นสามตอนไหน
บรรยากาศในห้องหนังสือเงียบกริบจนน่าอึดอัด
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาถึงได้สติ หันไปมองอู่ซงเหมือนเป็นฟางเส้นสุดท้าย
"ท่านอาจารย์... ช่วยข้าด้วย"
"ข้ายินดีมอบเงินพันตำลึง ขอท่านอาจารย์ช่วยคุ้มครองชีวิตข้าด้วย"
อู่ซงยกยิ้มมุมปากอย่างแนบเนียน เห็นว่าหยั่งเชิงได้ที่แล้ว จึงเอ่ยเนิบๆ
"คนกันเองพูดเรื่องเงินจะเสียน้ำใจเปล่าๆ แต่พอดีข้าบาดเจ็บ ต้องใช้สมุนไพรมาเคี่ยวยารักษาตัว...
เงินก้อนนี้ ถือว่าข้ายืมเจ้าก็แล้วกัน
ส่วนคนร้ายคนนั้น ถ้าไม่มาก็แล้วไป แต่ถ้ากล้าโผล่หัวมา ก็แค่เพิ่มวิญญาณใต้คมดาบข้าอีกสักดวงเท่านั้น"
เฒ่าทงได้ยินดังนั้นค่อยโล่งอก
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงเรื่องภัยพยัคฆ์ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ...
หากใครรู้เข้าว่าต้นเหตุที่ทำให้เสือบ้าคลั่งทำร้ายคนเจ็บตายไปเกือบร้อย เป็นเพราะเขาจ้างคนไปขโมยลูกเสือ...
ตระกูลทงคงตกเป็นเป้าโจมตีของคนทั้งอำเภอ ทางการคงไม่ปล่อยไว้แน่
ถ้าจ้างคนผู้นี้ไปจัดการฆ่าเสือตัวนั้นได้...
ปัญหาทุกอย่างก็จะจบลง
"ท่านอาจารย์อู่ ภัยพยัคฆ์ครั้งนี้รุนแรงนัก ชาวบ้านเดือดร้อนไปทั่ว ข้ายินดีจ่ายสองพันตำลึง ขอเชิญท่าน..."
"ช้าก่อน"
อู่ซงยกมือห้ามก่อนที่เขาจะพูดจบ น้ำเสียงราบเรียบ
"ข้าดื่มเหล้ากินเนื้อไม่ถือสา แต่ถือศีลอยู่ข้อเดียว... ห้ามฆ่าเสือ!
เรื่องนี้... ข้าคงช่วยอะไรไม่ได้"
พูดจบเขาก็สะบัดแขนเสื้อ ลุกเดินจากไปอย่างเด็ดขาด
เฒ่าทงมองตามแผ่นหลังของอู่ซง สีหน้าเปลี่ยนไปมา สุดท้ายเหลือเพียงความ...
อำมหิต
เขากลับไปนั่งสงบสติอารมณ์บนตั่งไม้ในห้องหนังสือ
ไม่นานนัก ชายคนหนึ่งก็ผลักประตูเข้ามา โค้งคำนับเรียก "นายท่าน" พอเงยหน้าขึ้นมา หน้าตาละม้ายคล้ายพ่อบ้านเฉิงที่ตายไปถึงหกเจ็ดส่วน
"เฉิงรอง พี่ชายเจ้าตายมีเงื่อนงำ ต้องตรวจสอบให้ละเอียด"
เฒ่าทงลืมตาขึ้น ลูบคอตัวเอง พูดรัวเร็ว
"สืบในทางลับ อย่าให้เอิกเกริก ดูซิว่าใครกันแน่ที่จ้องเล่นงานตระกูลทง"
"ขอรับ"
เฉิงรองรับคำ เงียบไปครู่หนึ่งแล้วกระซิบว่า
"วันนี้มีชาวบ้านบางคนเตรียมจะเข้าเมืองไปร้องเรียนกับทางการ ข้าให้คนไปสกัดไว้ได้แล้ว
แต่หมู่บ้านอื่น เกรงว่า..."
"ไอ้สัตว์เดรัจฉานนั่น กินคนไปตั้งขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมหยุดอีก"
เฒ่าทงสบถด่าปีศาจเสือ แล้วหันมาด่าชาวบ้านต่อ
"...แล้วก็ไอ้พวกชาวนาสวะพวกนี้ วันๆ หาแต่เรื่องให้ข้าปวดหัว"
เขานั่งหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่ง รู้ดีว่าเรื่องนี้ปิดต่อไม่ไหวแล้ว มีแค่สองทางเลือก คือรายงานเบื้องบน หรือจัดการให้จบ
ไม่อย่างนั้นถ้าทางการลงมาสอบสวน เขาในฐานะหัวหน้าหมู่บ้าน จะโดนข้อหา "รู้เห็นเป็นใจ" และ "ละเลยหน้าที่" จนหมดตัวแน่
ถึงตอนนั้น พวกคนที่คอยจ้องจะสูบเลือดสูบเนื้อคงไม่ไว้หน้าเขาแน่
ลังเลอยู่พักใหญ่ เขาก็เอ่ยช้าๆ
"พรุ่งนี้เจ้าเข้าเมืองไปหาเจ้าเฮ่า บอกมันว่า... ข้าตั้งใจจะกำจัดภัยพยัคฆ์เพื่อชาวบ้าน ให้มันไปขอร้องคุณชายเจิ้ง ส่งพรานล่าสัตว์อสูรมาช่วยสักสองสามคน"
——
[คุณตายแล้ว คืนไอวิญญาณ 87 แต้ม]
เวรเอ๊ย!
หลิวเซิ่งสบถลั่น ปิดหน้าต่างข้อมูล แบกดาบเหล็กกลับบ้าน
เมื่อกี้มือบอนกดอนุมานไปอีกรอบ ผลคือเสียไอวิญญาณฟรีๆ ไป 13 แต้ม ตอนนี้เหลือแค่ 116 แต้ม
รอบนี้เขาก็ใช้วิธีเดิม พ่นพิษขุดรู รอจนฝาด้านบนเปิดออกเพื่อทิ้งงูตัวใหม่ลงมา แล้วฉวยโอกาสพุ่งสวนออกไป แต่ทว่า...
โดนคนข้างบนบีบคอเกือบหักตายคาที่
คนที่อยู่ปากรูด้านบน อย่างน้อยต้องเป็นผู้ฝึกยุทธขั้นสอง...
มีพลังเสริมเส้นเอ็นที่แข็งแกร่ง
แถมยังใส่ถุงมือเหล็กกล้า กันพิษได้อีก
"ดูท่า ทางรอดเดียวคือต้องวิวัฒนาการจนกลายเป็นภูตในถ้ำงูให้ได้ ถึงจะมีหวังหนีออกไป?"
หลิวเซิ่งเดินไปพลางนึกย้อนถึงการอนุมานรอบก่อนๆ
ชาติแรกในถ้ำงู อยู่มาจนถึงปีที่ยี่สิบแปด สุดท้ายก็เจองูตัวผู้ที่กลายเป็นภูตบุกเข้ามา ตอนนั้นเขาแก่ชราสู้ไม่ไหว
ในระหว่างนั้น ไม่เห็นมีวี่แววของ "จุดเปลี่ยน" ที่จะทำให้กลายเป็นภูตเลย
สรุปแล้ว กุญแจสำคัญในการไขปริศนาของ "งูเกล็ดเหล็ก" มันอยู่ตรงไหนกันแน่
จนกระทั่งกลับถึงบ้าน เขาก็ยังคิดไม่ตก
"กลับมาแล้วเหรอ"
อวี้เหนียงเดินออกมาต้อนรับอย่างรู้หน้าที่ ปรนนิบัติเขาเช็ดหน้าเช็ดตา แล้วยกมื้อเช้าที่ทำเสร็จแล้วมาวางบนโต๊ะ
หมูสามชั้นนึ่งมันฝรั่งคลุกแป้ง เนื้อนุ่มละลายในปาก
แกงเครื่องในแกะใส่สมุนไพรอย่างหวงฉีและตังกุย เคี่ยวมาครึ่งค่อนคืน โรยต้นหอมซอยสีเขียวสด ตัดเลี่ยนได้ดี
ยังมีแผ่นแป้งย่างก้อนเท่าหัวคน วางซ้อนกันเป็นตั้ง...
ทั้งหมดนี้ทำตามคำสั่งของหลิวเซิ่ง เพราะเขาต้องฝึกยุทธ ไม่เพียงต้องกินเนื้อ แต่ต้องกินเยอะมาก
ย่าหลิวเป็นคนมัธยัสถ์ เห็นคนกินทิ้งกินขว้างไม่ได้ แต่พอกับหลานรัก นางก็ได้แต่บ่นอุบอิบ
นางพาอวี้เหนียงกับหนูรอง กินแค่แผ่นแป้งย่าง ดื่มน้ำแกงใสๆ เหลือเนื้อนึ่งกับเครื่องในแกะไว้ให้หลิวเซิ่งทั้งหมด
"ย่าครับ ผมกินคนเดียวไม่หมดหรอก มาช่วยกันกินหน่อย"
พูดจบไม่รอให้ย่าแย้ง เขาก็แบ่งเนื้อนึ่งกับเครื่องในแกะออกไปหนึ่งในสาม ถ้าให้เยอะกว่านี้เดี๋ยวย่าจะโกรธจนคว่ำโต๊ะ
อย่าลืมนะว่า หญิงชราผู้นี้คือคนที่กล้าถือมีดพร้าไปบังคับให้คนมาเป็นเมียน้อยหลานชาย
"ไอ้เด็กคนนี้นี่..."
ย่าหลิวมองเนื้อนึ่งเปื่อยๆ ในชาม บ่นงึมงำ แล้วหันไปมองอวี้เหนียงกับหนูรองที่มองตาละห้อย ไม่กล้าขยับตะเกียบ สุดท้ายก็พยักหน้า
"กินเถอะ บำรุงร่างกายไว้ ปีหน้ามีลูกจะได้มีน้ำนม"
หลิวเซิ่งเลิกคิ้ว แอบชำเลืองมองอวี้เหนียง เห็นนางแอบส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มมาให้
แม่นางคนนี้ติดใจรสชาติแล้วหรือไง?
อามิตตาพุทธ
ราคะคือมีดขูดกระดูก
วัยรุ่นต้องรู้จักยับยั้งชั่งใจ
หลิวเซิ่งท่องยุบหนอพองหนอในใจ รีบเบนสายตาหนี ทำให้มังกรน้อยที่กำลังจะตื่นสงบลง
ธรรมชาติของงูนี่มันมักมากในกามจริงๆ น่ารำคาญชะมัด
บ้านนี้อยู่ไม่ได้แล้ว
ฟาดมื้อเช้าเรียบ วางถ้วยชาม หลิวเซิ่งก็คว้าอุปกรณ์ ออกไปหาจ้าวเหล่ยเพื่อเข้าป่า
ช่วงนี้ภัยพยัคฆ์รุนแรง เขาเฮยเฟิงแทบจะเป็นเขตหวงห้าม
แต่จ้าวเหล่ยต้องหาเลี้ยงครอบครัว หยุดงานเท่ากับอดตาย แถมภาษีฤดูร้อนก็จ่อคอหอย จำต้องเสี่ยงเข้าป่า
หลิวเซิ่งตอนนี้กินดีอยู่ดี แต่กลัวจ้าวเหล่ยจะเป็นอันตราย เลยขอตามไปด้วย เพื่อคุ้มกัน
ยังไงซะ ครอบครัวจ้าวเหล่ยก็มีบุญคุณกับเขามาก
บนทางเขา จ้าวเหล่ยถ่ายทอดประสบการณ์ล่าสัตว์ที่สั่งสมมาหลายปี อธิบายพฤติกรรมสัตว์ต่างๆ พอพูดถึงงูพิษที่พบบ่อย เขาก็เล่าเกร็ดความรู้ที่เคยได้ยินมา
"...เคยฟังปู่ห้าฉินเล่าว่า ในแหล่งที่งูพิษชุมนุมกัน บางครั้งจะให้กำเนิดงูพิษตัวเล็กจิ๋วชนิดหนึ่ง
นิสัยดุร้าย ชอบกินงูพิษด้วยกันเป็นอาหาร เมื่อพิษในตัวสะสมถึงระดับหนึ่ง จะกระตุ้นสายเลือด ลอกคราบกลายเป็นภูต..."
หืม?!
กินงูเพื่อกระตุ้นสายเลือด ลอกคราบเป็นภูต?!
หลิวเซิ่งหยุดกึก จ้องมองจ้าวเหล่ยตาค้าง หัวใจเต้นรัว
จุดเปลี่ยนของการอนุมาน "งูเกล็ดเหล็ก" อยู่ที่นี่เองเหรอ?
ถ้าวันนี้ไม่ได้มาเป็นเพื่อนเขาเข้าป่า...
คงพลาดข้อมูลสำคัญนี้ไปแน่ๆ
นี่มัน...
คนดีผีคุ้มจริงๆ!
[จบแล้ว]