- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 7 - ภัยพยัคฆ์ หรือภัยจากคน?
บทที่ 7 - ภัยพยัคฆ์ หรือภัยจากคน?
บทที่ 7 - ภัยพยัคฆ์ หรือภัยจากคน?
บทที่ 7 - ภัยพยัคฆ์ หรือภัยจากคน?
ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิท ควันไฟจากการหุงหาอาหารลอยอ้อยอิ่งเหนือหมู่บ้านไป๋สุ่ย
"ตุบ!"
หมอกขาวจางหายไป ณ ลานว่างนอกหมู่บ้าน ปรากฏร่างของหลิวเซิ่ง
เขาหิ้วกระต่ายป่าและหนูนา มองไปทางเขาเฮยเฟิงด้วยความหวาดระแวง ตัดสินใจแน่วแน่ว่าช่วงนี้จะไม่เข้าป่าลึกเด็ดขาด...
แค่ล่ากระต่าย ไก่ป่า หนูนาอยู่รอบนอกก็พอแล้ว
เสือในป่าตัวนั้น ท่าทางจะเป็นตัวตึงไม่ใช่เล่น
"หลานรัก ของพวกนี้คงไม่ได้ไปเก็บมาได้อีกนะ..."
ที่หน้าประตูบ้าน ย่าหลิวเหลือบมองสัตว์ที่หลิวเซิ่งหิ้วมาด้วยน้ำเสียงหนักใจ
กระต่ายป่าหนักหกเจ็ดจิน หนูนาสองตัวรวมกันสี่ห้าจิน แม้จะไม่เยอะมาก แต่ก็มีมูลค่าร้อยกว่าอีแปะ พอๆ กับรายได้ทั้งวันของพรานทั่วไป
ที่สำคัญคือ ที่คอกระต่ายและกลางหน้าผากหนูนา ล้วนมีบาดแผล เห็นได้ชัดว่าเป็นของที่มีเจ้าของ
"บ้านเราจนก็จริง แต่เราจะทำเรื่องลักขโมยไม่ได้นะลูก..."
นางยืนขวางประตู ไม่ยอมให้หลิวเซิ่งเข้าบ้าน ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยความเคร่งขรึมจริงจังเป็นครั้งแรก
หลิวเซิ่งเห็นท่าทางนั้นก็รู้ว่าคราวนี้คงถูไถไปไม่ได้ จำต้องพูดความจริง
"ย่าครับ นี่ผมล่ามาได้จากหลังหมู่บ้านเองครับ"
พูดจบเขาก็ชักมีดบินออกมาเล่มหนึ่ง แล้วปาออกไปโดยไม่ต้องเล็ง
"ฉึก!"
ห่างออกไปเจ็ดแปดก้าว ผีเสื้อกลางคืนตัวหนึ่งถูกปักตรึงติดกับลำต้นไม้ ปีกยังขยับพะพืออยู่
จากนั้นเขาประคองย่าหลิวไปดูที่ต้นไม้ พลางอธิบาย
"หลังจากฟื้นขึ้นมาเมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่รู้ทำไมผมถึงปาของแม่นยำเป็นจับวาง วันนี้เข้าเมืองไปเลยซื้อมีดบินมาลองฝึกเล่นๆ..."
เขาไม่ได้บอกเรื่องสูตรโกง แต่โยนเหตุผลไปที่อาการสลบไสลครั้งก่อน
ย่าหลิวตาเบิกกว้าง จ้องมองผีเสื้อที่ถูกปักคาต้นไม้ นิ่งอึ้งไปพักใหญ่
ผ่านไปครู่ใหญ่ นางถึงได้สติ พนมมือขึ้นไหว้ฟ้า น้ำตาไหลพรากด้วยความปิติ
"บรรพบุรุษคุ้มครอง หลานข้าผ่านเคราะห์หนักมาได้ ในที่สุดก็หัวสมองเปิดโล่ง..."
หัวสมองเปิดโล่ง!
เหตุผลสมบูรณ์แบบ!
หลิวเซิ่งแววตาไหววูบ แกล้งทำเนียนพนมมือไหว้ฟ้าตามไปด้วย
ต่อไปก็จะได้เอาสัตว์ที่ล่าได้เข้าบ้านอย่างเปิดเผย ช่วยจุนเจือครอบครัวได้เสียที
อย่าถามว่าทำไมลูกชาวนาที่เคยแต่ไถนา จู่ๆ ถึงล่าสัตว์เก่งยิ่งกว่าพรานแก่ หาของป่าได้มากกว่าใคร...
ถามคำเดียว ตอบได้เลยว่า หัวสมองเปิดโล่ง
ไม่เชื่อ ก็ลองไปเปิดดูบ้างสิ!
ย่าหลิวดีใจจนเนื้อเต้น รีบไปจัดการชำแหละสัตว์ สัตว์สามตัวเลาะเครื่องในกระดูกออก ได้เนื้อห้าหกจิน หนังสัตว์ลอกออกมาขายได้อีกหกเจ็ดอีแปะ...
ท่ามกลางความมืด แผ่นหลังของย่าหลิวดูหนุ่มขึ้นหลายปี แข้งขาดูคล่องแคล่วขึ้นเยอะ
ตาเฒ่าเอ๊ย หลานรักของเราเอาถ่านแล้ว แบกรับภาระครอบครัวได้แล้วนะ!
ชีวิตพวกเรา มีความหวังแล้ว
หลิวเซิ่งยกยิ้มมุมปาก ละสายตากลับมา เอื้อมมือดึงมีดบินออกจากต้นไม้
การทดสอบเมื่อครู่ ทำให้เขาตระหนักถึงความทรงพลังของร่างจำแลงนกกระจิบหลังวิวัฒนาการ
ด้วยร่างจำแลงนี้ บวกกับพรสวรรค์สองอย่างที่เสริมให้ร่างต้น ในหมู่คนธรรมดา เขาไร้คู่ต่อกร
แต่ในโลกนี้ ยังมีผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่ง อย่างเช่นอาจารย์อู่ในคฤหาสน์ตระกูลทง...
ยอดมนุษย์แขนเดียวที่ใช้ชายแขนเสื้อตวัดหินหนักหลายร้อยจินลอยสูงกว่าหนึ่งวา ลมปราณดุร้ายยิ่งกว่าเสือสิงห์
ยังมีเสือบนเขาเฮยเฟิงตัวนั้น แค่คำรามทีเดียว สัตว์น้อยใหญ่ในรัศมีสิบลี้ก็แข้งขาอ่อน ปัสสาวะราดกันเป็นแถบ
ดังนั้น ยังต้องฝึกยุทธต่อไป!
หลิวเซิ่งพ่นลมหายใจระบายความขุ่นมัว กลับเข้าห้อง แยกขา ย่อตัว แกว่งแขน ตั้งท่ายืนม้าพยัคฆ์ทมิฬ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขายืนม้าหลังจากร่างนกกระจิบวิวัฒนาการ ผ่านไปไม่กี่ลมหายใจ เขาก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจน...
สบาย!
เมื่อก่อนร่างกายเหมือนถูกกรอกด้วยตะกั่ว หนักอึ้งเทอะทะ ผ่านไปสิบลมหายใจขาก็สั่นพั่บๆ หายใจติดขัด
แต่วันนี้ ผ่านไป 50 ลมหายใจแล้ว เขายังรู้สึกสบายๆ
แถมยังรู้สึกเลือนรางว่า มี "ไออุ่น" แปลกประหลาดบางอย่าง ลอยขึ้นมาจากฝ่าเท้า...
"หรือว่าจะเป็น... พลังเลือดลม?"
หลิวเซิ่งใจเต้นแรง เริ่มคาดเดา
ร่างจำแลงนกกระจิบวิวัฒนาการ ช่วยยกระดับสมรรถภาพร่างกายขนานใหญ่ ในทางหนึ่งก็เท่ากับว่า...
ยกระดับโครงสร้างกระดูกของร่างต้น?
ซี๊ด!
แบบนี้ก็แจ๋วเลยสิ!
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หลิวเซิ่งก็ทนไม่ไหว คลายท่าลง หัวมีควันลอย เหงื่อท่วมตัว
"เมื่อเช้ายืนม้าได้แค่ 50 ลมหายใจ ประมาณ 5 นาที ครั้งนี้ยืนได้ตั้ง 1 ชั่วโมง..."
พัฒนาการก้าวกระโดด!
ใบหน้าเขาดูอ่อนล้านิดๆ สองมือสลับกันนวดแขนขาที่ปวดเมื่อย แต่แววตากลับสว่างโรจน์น่ากลัว
ตามคำกล่าวของอาจารย์อู่คนนั้น คนที่มีพรสวรรค์ระดับสูง ยืนม้าสิบวันครึ่งเดือน ก็จะสัมผัสพลังเลือดลมได้
คนพรสวรรค์ปานกลาง ยืนม้าสักเดือน ก็สัมผัสได้
คนพรสวรรค์ต่ำ ถ้ากินข้าวกินเนื้อถึง สามเดือนก็น่าจะเข้าขั้น
ตัวเองฝึกอีกสักสามสี่วัน ก็น่าจะเข้าขั้นแล้ว แบบนี้ถือว่าเป็นพรสวรรค์ระดับสูงไหมนะ?
หลิวเซิ่งเลียริมฝีปาก รู้สึกตัวเหนียวเหนอะหนะ ไม่สบายตัว กำลังจะออกไปตักน้ำอาบ...
จู่ๆ ท้ายหมู่บ้านก็มีเสียงอึกทึก แว่วเสียงร้องไห้คร่ำครวญปนมากับคำว่า "เสือโคร่ง" "กินคน" "หนีรอดมาได้"
เขาใจหายวาบ พกมีดบินติดตัว บอกย่าหลิวคำหนึ่ง แล้วรีบมุ่งหน้าไปท้ายหมู่บ้าน
เดินไปได้ครึ่งทาง ก็เห็นกลุ่มคนร้องห่มร้องไห้เดินสวนมา ได้กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งมาแต่ไกล
ภายใต้แสงคบเพลิง ปู่ห้าฉินร่างสูงใหญ่ ถูกลูกชายสองคนพยุงปีก หน้าซีดเผือด ขวัญหนีดีฝ่อ
เขาเป็นพรานมือหนึ่งของหมู่บ้าน ใจกล้าบ้าบิ่น เคยล่าหมูป่าหนักห้าหกร้อยจิน เคยฟัดกับหมีควายหนักพันจินมาแล้ว...
แต่วันนี้กลับตัวสั่นงันงก ยืนแทบไม่อยู่ เห็นได้ชัดว่าตกใจสุดขีด!
ข้างๆ กันมีร่างโชกเลือดอีกสองร่าง ถูกญาติหามมา ดูจากเสื้อผ้า ก็เป็นพรานในหมู่บ้านเหมือนกัน
ข้างหลังพวกเขา คือกลุ่มคนแก่แม่ม้ายลูกเด็กเล็กแดงที่ร้องไห้ปานจะขาดใจ เมียเจ้าสองเสา เมียเจ้าต้าซุ่น เมียเจ้าโจวเฮยจื่อ...
ล้วนเป็นครอบครัวพรานที่เข้าป่าไปวันนี้!
ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงต่างแห่กันมามุง ถามไถ่เซ็งแซ่
หลิวเซิ่งยืนอยู่ในฝูงชน ฟังได้ความคร่าวๆ
ครอบครัวพรานกลุ่มปู่ห้าฉิน วันนี้เข้าป่า หวังจะล่าของใหญ่มาจ่ายภาษีฤดูร้อน เลยเข้าไปลึกกว่าปกติหนึ่งลี้...
ผลคือไปยั่วโมโหเสือโคร่งยักษ์ตัวหนึ่งเข้า หัวจดหางยาวกว่าสามวา กระโจนทีเดียวข้ามไปไกลสิบกว่าวา
เสียงคำรามของมัน ราวกับตรึงวิญญาณคนได้ แม้แต่พรานเจนสนาม โดนคำรามใส่ทีเดียวก็ขยับตัวไม่ได้
ปู่ห้าฉินอาศัยยันต์คุ้มกันภัยที่ขอมา ถึงพอจะพาลุงฉางเกินกับเจ้าหนูเอ้อหนิวหนีรอดมาได้
ส่วนเจ้าสองเสา ต้าซุ่น กับโจวเฮยจื่อที่อยู่ห่างออกไป คงกลายเป็นอาหารเสือไปแล้ว
"มันเป็นปีศาจ เสือตัวนั้นมันเป็นปีศาจ..."
ทันใดนั้น ปู่ห้าฉินที่ลูกชายพยุงอยู่ก็ตะโกนลั่น คอพับสลบเหมือดไป
เสียงร้องไห้รอบข้างยิ่งดังระงม ก้องไปไกลในยามค่ำคืน
ชาวบ้านที่มุงดูต่างหน้าสลดหดหู่
ครอบครัวพวกนี้ถือว่าฐานะดีในหมู่บ้าน ตอนนี้มาเสียเสาหลักไป ชีวิตข้างหน้าคงลำบากยากเข็ญ
"เอ๊ะ!"
หลิวเซิ่งยืนอยู่ในฝูงชน มองปู่ห้าฉินปราดหนึ่ง ใบหน้าฉายแววประหลาดใจ
เขามีพรสวรรค์ [เนตรวิหค] สายตาดีผิดมนุษย์มนา สังเกตเห็นรายละเอียดที่คนอื่นมองข้าม เช่น...
แม้ปู่ห้าฉินจะตัวสั่นงันงก หน้าตาตื่นตระหนก จนถึงขั้นเป็นลมไป แต่ลมหายใจของเขา กลับสม่ำเสมอ ไม่มีความตื่นเต้นเลย!
หน้าอกกระเพื่อม เหมือนซ่อนของบางอย่างไว้ในอกเสื้อ?
แถมบาดแผลบนตัวเขา ก็ดูเลอะเทอะ ต่างจากรอยฉีกขาดบนตัวลุงฉางเกินและเอ้อหนิวอย่างสิ้นเชิง...
ภัยพยัคฆ์ หรือภัยจากคน?
หลิวเซิ่งบอกไม่ถูก และไม่คิดจะเข้าไปยุ่ง
แต่ทางฝั่งจ้าวเหล่ย ต้องเตือนสักหน่อย ให้ระวังปู่ห้าฉินไว้
"ปู่ห้าฉินเหรอ?"
จ้าวเหล่ยชะงัก สีหน้าหวาดกลัว
"เมื่อวานเขา... ก็ชวนข้าเข้าป่าด้วยเหมือนกัน โชคดีที่ข้ารับปากจะเข้าเมืองกับเอ็ง..."
แววตาหลิวเซิ่งดูลึกลับ สุดท้ายก็พูดเตือนอ้อมๆ ไปประโยคหนึ่ง แล้วขอตัวกลับ
ไม่มีหลักฐาน พูดอะไรตรงๆ ไม่ได้
แต่ครอบครัวพี่หินเคยมีบุญคุณกับเขา ตอนนี้เขามีร่างจำแลงวิหคเขียวหางดาบ ยังไงก็ต้องคุ้มครองพี่หินให้ปลอดภัย
[จบแล้ว]