- หน้าแรก
- มรรคาแห่งการแปลงกาย
- บทที่ 8 - แผนลับและเงื่อนงำ
บทที่ 8 - แผนลับและเงื่อนงำ
บทที่ 8 - แผนลับและเงื่อนงำ
บทที่ 8 - แผนลับและเงื่อนงำ
ราตรีดึกสงัด
เงาร่างหนึ่งมาถึงประตูหลังคฤหาสน์ตระกูลทง ครู่ต่อมาพ่อบ้านเฉิงก็เปิดรับเข้าไป
พ่อบ้านเฉิงดูแลจัดการเรื่องสัพเพเหระในบ้านตระกูลทง เป็นคนสนิทของเศรษฐีทง
ไม่นาน ทั้งสองก็เข้ามาในห้องหนังสือเรือนหลัง พบกับเจ้าของบ้าน
ในห้องที่จุดไฟสว่างไสว เศรษฐีทงสวมชุดชั้นในสีขาวสะอาด นั่งพิงตั่งไม้อย่างสบายอารมณ์
เขาอายุราวสี่สิบปี ผิวขาวอ้วนท้วน ใบหน้ายิ้มแย้ม เหมือนพระสังกัจจายน์ในวัด
"เจ้าห้า ทำได้ดีมาก"
เห็นผู้มาเยือน เศรษฐีทงก็เอ่ยชม ชี้ไปที่ตรงหน้า
"ดื่มชาสิ"
แสงเทียนไหววูบ ส่องกระทบใบหน้าผู้มาเยือน ชัดเจนว่าเป็นปู่ห้าฉินที่ควรจะนอนพักรักษาตัวอยู่บ้าน!
เวลานี้หน้าตาเขาแดงปลั่ง จิตใจกระปรี้กระเปร่า ต่างจากเมื่อกี้ราวคนละคน
"ขอบคุณนายท่านที่เมตตา"
ปู่ห้าฉินค้อมตัว ล้วงลูกเสือขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากอกเสื้ออย่างระมัดระวัง ประคองไว้ในฝ่ามือ แล้วยื่นส่งไปข้างหน้า
"ไม่ทำให้ผิดหวังครับ เอาลูกเสือตัวนี้มาได้แล้ว"
ลูกเสือตัวนี้ตายังไม่ลืม กำลังหลับสนิท
บนตัวมีขนอ่อนนุ่ม ลายพาดกลอนสีเหลืองสลับดำ หน้าผากมีลายคำว่า "อ๋อง"
บนแผ่นหลังของมัน มีแปะยันต์สีเหลืองแผ่นหนึ่ง
"ดี! ดี! ดี!"
เศรษฐีทงร้องชมไม่ขาดปาก ยื่นมือไปรับมา พินิจดูครู่หนึ่ง ก็ดีใจจนเนื้อเต้น คิดในใจว่า
"มีของสิ่งนี้ ลูกชายข้าก็จะมีที่ยืนมั่นคงต่อหน้าคุณชายเจิ้ง!"
ไม่นานมานี้ คุณชายเจิ้งลูกนายอำเภอ ต้องการหลอม "ยาเม็ดไขกระดูกเสือเสริมหยาง" ขาดตัวยาหลักไปหนึ่งอย่าง
ตัวยาหลักที่ว่า ก็คือไขกระดูกของลูกเสือที่ยังไม่ลืมตา
ลูกชายคนเล็กของเศรษฐีทง เพิ่งได้รับเลือกเป็นผู้ติดตามคุณชายเจิ้งได้ไม่นาน อยากสร้างผลงาน จึงรับปากเรื่องนี้
ลูกชายรับปากซะดิบดี แต่กลายเป็นโยนภาระให้พ่อรับเคราะห์
ในเขาเฮยเฟิง แม้จะมีเสือโคร่ง แต่ลูกเสือวัยขบเผาะจะหาได้ง่ายๆ ที่ไหน?
แถมต้องเป็นตัวที่เพิ่งเกิด ยังไม่ลืมตา ยิ่งยากเข้าไปใหญ่
โชคดีที่ตระกูลทงมีอิทธิพลในท้องถิ่น หว่านเงินไปร้อยกว่าตำลึง ในที่สุดก็ได้ข่าวที่แน่ชัด
ผ่านปฏิบัติการสกปรก หลอกคนไปตายสิบกว่าชีวิต ในที่สุดก็ได้มาครอง
เขาบรรจุลูกเสือลงในกล่องหยกที่เตรียมไว้ ในกล่องปูผ้าไหมสีขาวหลายชั้น แล้วแปะยันต์เหลืองทับเพื่อปิดกั้นกลิ่นอาย
จากนั้น หันไปมองปู่ห้าฉิน ถามเสียงเคร่ง
"ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ไหม"
"คนที่รู้เรื่องคนอื่นๆ ตายหมดแล้วครับ"
ปู่ห้าฉินเลียริมฝีปาก ใบหน้าฉายแววอำมหิต แล้วลังเลนิดหน่อย
"...ไอ้เจ้าจ้าวเหล่ยเดิมทีนัดกันไว้แล้ว แต่มันดันมีธุระกะทันหัน เลยไม่ได้เข้าป่า น่าจะไม่รู้เรื่องในป่า..."
"ใช่ไอ้จ้าวหินที่สนิทกับบ้านบัณฑิตซิ่วไฉหลิวหรือเปล่า"
เศรษฐีทงยืดตัวตรง ไขมันบนตัวกระเพื่อมเป็นระลอก หันไปมองพ่อบ้านเฉิงที่ยืนรออยู่ข้างๆ ถามอย่างแปลกใจ
"ข้าจำได้ว่า คราวที่แล้วตอนรังวัดที่ดิน หลานชายบัณฑิตหลิวโดนเฆี่ยนไปยกหนึ่ง ไม่ตายเหรอ"
"เดิมทีเกือบตายแล้วครับ แต่ไม่รู้ยังไง รอดมาได้..."
พ่อบ้านเฉิงรับคำ นึกถึงข่าวที่ได้ยินมาสองวันนี้ แววตาไหววูบ
"รอดมาได้? ดวงแข็งจริงนะ..."
เศรษฐีทงเดาะลิ้น เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะเบาๆ
"เจ้าหาเวลาไป 'ดู' สองบ้านนั้นหน่อย..."
เขาเน้นเสียงคำว่า "ดู" หนักแน่น พูดจบก็มองพ่อบ้านเฉิงด้วยสายตามีความหมาย
พ่อบ้านเฉิงกลอกตา ก็เดาใจเจ้านายออก จึงพยักหน้ารับคำทันที
"นายท่าน เสือโคร่งเจ้าคิดเจ้าแค้นนัก..."
ตอนนั้นเอง ปู่ห้าฉินก็พูดเสียงเบา ด้วยความรู้เรื่องเสือของเขา เรื่องนี้ถ้าจัดการไม่ดี จะยุ่งยากภายหลัง
"นางเสือสมิงตัวนั้นเสียลูกไป เกรงว่าจะไม่ยอมจบง่ายๆ!"
"ไม่เป็นไร อย่างมากก็คลั่งกินคนไปบ้าง รอสักพัก หาไม่เจอ เดี๋ยวมันก็กลับไปเอง"
เศรษฐีทงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ แล้วยิ้มชมเชย
"เจ้าห้าครั้งนี้ทำงานได้ดี พรุ่งนี้ให้ลูกชายเจ้ามาเรียนยุทธได้เลย"
พูดจบ เขาก็เคาะโต๊ะตัวเล็กตรงหน้า ย้ำเสียงหนัก
"เรื่องนี้ต้องเหยียบให้มิด ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เด็ดขาด!"
"ผู้น้อยเข้าใจครับ..."
ปู่ห้าฉินรีบพยักหน้า ตบ อกรับประกัน
"ต่อให้เป็นลูกชายข้า ข้าก็จะไม่บอก"
"อื้ม"
เศรษฐีทงละสายตา ส่งเสียงในลำคอ แล้วยกถ้วยชาขึ้น
ปู่ห้าฉินเห็นดังนั้น ก็รู้หน้าที่ รีบลุกขึ้นขอตัวลา
รอจนพ่อบ้านเฉิงไปส่งเขากลับมารายงาน เศรษฐีทงก็กระดกชาที่เพิ่งชงร้อนๆ ลงคอรวดเดียว น้ำเสียงราบเรียบจนเกือบจะเย็นชา
"อาฝู..."
"ครับนายท่าน!"
พ่อบ้านเฉิงหนังหัวชารีบก้มหน้า
รับใช้นายท่านมาสิบกว่าปีเขากลัวน้ำเสียงราบเรียบแบบนี้ที่สุด
เพราะมันมักจะหมายความว่า...
จะมีคนตาย!
"เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงอนาคตของเจ้าเฮ่า จะให้มีข้อผิดพลาดไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ข้าคิดไปคิดมา ก็ยังไม่วางใจ
เจ้าว่า ถ้าเกิดเจ้าห้าเมาแล้วปากโป้ง หรือเกิดโลภมาก โดนคนซื้อตัว แล้วแพร่งพรายรายละเอียดเรื่องนี้...
ชื่อเสียงตระกูลทงของเราจะป่นปี้หมด!"
เศรษฐีทงถอนหายใจ ทำหน้าจนใจพลางพูดว่า
"เจ้าเอาเงินร้อยตำลึงไปให้อาจารย์อู่ วานเขาลงมือ... ส่งครอบครัวเจ้าห้าไปสู่สุคติที"
——
ท่ามกลางความสะลึมสะลือ เหมือนจะได้ยินเสียงกรีดร้อง เสียงหมาเห่า
หลิวเซิ่งลืมตาโพลง ย่องลงจากเตียง ไปที่หน้าต่าง มองออกไปข้างนอก
เห็นทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน มีแสงไฟพวยพุ่ง ควันโขมง
แต่ทุกคนหลับสนิท เพิ่งจะตื่นตกใจ ยังไม่ทันได้รวมตัวกันไปดับไฟ
สำหรับคนในหมู่บ้านเดียวกัน การดับไฟเป็นหน้าที่ที่ต้องช่วยกัน ไม่อย่างนั้นไฟลามมา ใครก็หนีไม่พ้น
เขาขมวดคิ้ว กำลังจะออกไปช่วยดับไฟ จู่ๆก็นึกถึงเสียงกรีดร้องที่ได้ยินตอนสะลึมสะลือ จึงหยุดฝีเท้า
เรื่องนี้มีเงื่อนงำ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนค่อยไป
"แปลง!"
หลิวเซิ่งกระดิกความคิด หมอกขาวลอยขึ้นใต้เท้า ร่างเปลี่ยนเป็นวิหคเขียวหางดาบ บินออกจากหน้าต่าง
เดิมทีร่างจำแลงนกกระจิบมี [เนตรวิหค] ที่ประสิทธิภาพลดลงมากในตอนกลางคืนที่มีแสงน้อย แต่หลังจากวิวัฒนาการร่างจำแลง จุดอ่อนนี้ก็ถูกลบหายไป มองเห็นชัดเจนเหมือนกลางวัน
ไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ หลิวเซิ่งก็บินมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นไฟลุกโชน ก็ตกใจทันที
บ้านเรือนทั่วไปไฟไหม้ ไฟไม่น่าจะลามเร็วขนาดนี้!
ที่สำคัญกว่านั้น เขาเห็นเงาร่างหนึ่ง กำลังถอยออกจากที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว โพกผ้าปิดหน้าปิดตา พริบตาเดียวก็วิ่งไปไกลสิบกว่าวา มุ่งหน้าไปทางหัวหมู่บ้าน
และทางหัวหมู่บ้านนั้น มีบ้านอยู่แค่หลังเดียว!
"จะไปเล่นงานบ้านตระกูลทง หรือว่า..."
หลิวเซิ่งใจเต้นแรง กระพือปีก บินตามไปห่างๆ หลายสิบวา
"ใคร?!"
ทันใดนั้น คนผู้นั้นเหมือนจะรู้สึกตัว คำรามต่ำ จู่ๆ ก็กระโดดลอยตัว มีดดาบในมือวาดผ่านเป็นประกายหนาวเหน็บ ฟันใส่หลิวเซิ่งจากระยะไกล!
ชั่วพริบตา ราวกับเสือร้ายตะปบเหยื่อ กลิ่นคาวเลือดตีแสกหน้า
เป็นมัน!
หลิวเซิ่งตกใจสุดขีด กระพือปีกเร่งความเร็วพุ่งขึ้นที่สูง หายวับไปในความมืดทันที
"ที่แท้ก็นกเขียวตัวหนึ่ง ข้านึกว่าเป็น..."
คนผู้นั้นพลิกตัวลงพื้น แขนเสื้อข้างขวาสะบัดว่างเปล่า มองทิศทางที่หลิวเซิ่งบินหนีไป ส่ายหน้า แล้วจากไป
ครู่ต่อมา
หลิวเซิ่งกลับถึงบ้าน คลายร่างจำแลง ยืนอยู่หน้าหน้าต่าง เหงื่อเย็นไหลซึม
เสียงคำรามต่ำเมื่อครู่ แม้จะกดเสียงไว้ แต่เขาก็จำได้ว่าใคร
โดยเฉพาะรูปร่างที่ขาดแขนไปข้างหนึ่ง ทั้งหมู่บ้านไป๋สุ่ยหาคนที่สองไม่ได้อีกแล้ว...
อาจารย์อู่แห่งคฤหาสน์ตระกูลทง!
คนผู้นี้ไม่รู้ว่าอยู่ขอบเขตไหน แค่กระโดดทีเดียวก็สูงแปดเก้าวา แถมประสาทสัมผัสฉับไว เพลงดาบน่ากลัว ดาบเดียวที่ฟันมาจากระยะหลายสิบวา ทำเอาหลิวเซิ่งหนาวไปถึงกระดูก
หลิวเซิ่งมีพรสวรรค์ "เนตรวิหค" สายตาน่ากลัว แต่ก็ยังมองท่าออกดาบของมันไม่ทัน!
คนคนนี้ตอแยไม่ได้!
"เพียงแต่ ฆ่าคนวางเพลิงกลางดึกแบบนี้ ทำไปเพื่ออะไร? คงไม่ใช่เพื่อชิงทรัพย์หรอกมั้ง?"
หลิวเซิ่งลูบคาง รู้สึกเหมือนจะจับต้นชนปลายอะไรได้บางอย่าง
ตอนนั้นเอง ย่าหลิวถูกเสียงอึกทึกข้างนอกปลุกตื่น เดินคลำทางออกมาในความมืด
พอรู้ว่าไฟไหม้ ก็รีบไล่หลิวเซิ่งไปช่วยดับไฟ
"น้ำไฟไร้ปรานี ช่วยเขาเท่ากับช่วยเรา..."
หลิวเซิ่งรับคำ หาบถังไม้สองใบวิ่งไปทางทิศตะวันตกของหมู่บ้าน
ระหว่างทางเจอกับจ้าวเหล่ยที่ออกมาช่วยดับไฟพอดี
พอไปถึงที่เกิดเหตุ ชาวบ้านที่มาถึงก่อนเริ่มช่วยกันดับไฟ วุ่นวายโกลาหล
"นั่นบ้านปู่ห้าฉิน!"
จ้าวเหล่ยชะงัก หันไปมองหลิวเซิ่ง สีหน้าพิลึกพิลั่น
ตอนเย็น หลิวเซิ่งเพิ่งเตือนให้ระวังปู่ห้าฉิน กลางดึกบ้านปู่ห้าฉินก็ไฟไหม้...
ช่างบังเอิญจริงๆ
"บ้านปู่ห้าฉินงั้นเหรอ?"
หลิวเซิ่งเลิกคิ้ว ความสงสัยในใจยิ่งทวีความรุนแรง
อาจารย์อู่ฆ่าปู่ห้าฉินทำไม?
ปู่ห้าฉินต่อให้เก่งแค่ไหนก็เป็นแค่พราน มีอะไรให้ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสองต้องลงมือ?
หรือว่า คนที่ต้องการฆ่าปู่ห้าฉินจริงๆ คือเฒ่าทงจอมขูดรีด?
หลิวเซิ่งคิดจนปวดหัว เลยโยนทิ้งไปซะ ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับเขา ไม่เข้าไปยุ่งดีกว่า
กว่าชั่วโมงต่อมา ไฟก็มอดดับสนิท
ทุกคนเข้าไปตรวจสอบ ปรากฏว่าปู่ห้าฉินและคนในครอบครัวรวมหกชีวิต ล้วนตายในกองเพลิง
ทุกคนถอนหายใจ มอบหน้าที่จัดการศพต่อให้พ่อบ้านเฉิงที่มาในนามเศรษฐีทง
เศรษฐีทงเองก็ควบตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้าน การบรรเทาทุกข์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยก็เป็นหน้าที่ของเขา
ขากลับ จ้าวเหล่ยเงียบกริบ เหมือนได้รับความกระทบกระเทือนใจ
จนใกล้จะถึงบ้าน เขาถึงดึงแขนหลิวเซิ่ง กดเสียงต่ำพูดว่า
"ไฟไหม้บ้านปู่ห้าฉิน มันแปลกๆ เหมือนมีคนจงใจวางเพลิง..."
[จบแล้ว]