- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,073 ประตูจวนที่ไม่เหมือนเดิม
ตอนที่ 1,073 ประตูจวนที่ไม่เหมือนเดิม
ตอนที่ 1,073 ประตูจวนที่ไม่เหมือนเดิม
ตอนที่ 1,073 ประตูจวนที่ไม่เหมือนเดิม
“ปกติโซลครีเอเตอร์จะไม่สังหารกันเองหรอกนะ เว้นแต่ว่าคนพวกนั้นจะมายั่วยุนายก่อน” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว
“เขาค้นพบตัวตนของเราแล้วและมันก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าเขาจะไม่มีความแค้น ความเสี่ยงทุกอย่างต้องถูกกำจัดโดยเร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นมันก็อาจจะกลายมาเป็นอันตรายต่อเราในอนาคตได้”
“อีกอย่างสถานการณ์นี้ก็ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ เพราะไม่มีใครอยู่รอบ ๆ ที่นี่เลยแม้แต่คนเดียว แม้เราจะจัดการกับพวกมันไปแต่มันก็ไม่มีปัญหาอะไรตามมาอย่างแน่นอน” เซี่ยเฟยกล่าวระหว่างเก็บรวบรวมสิ่งของจากเหยื่อที่เขาเพิ่งทำการสังหาร
“สิ่งที่นายหมายตาไว้จริง ๆ คือพลังจิตวิญญาณของเขาใช่ไหม?” ฝูเฉินถามขณะรู้สึกว่าเซี่ยเฟยกำลังพยายามหาข้อแก้ตัว
“เรื่องนั้นมันก็ใช่แต่ไม่ใช่ทั้งหมด สิ่งที่ผมต้องการคือการกำจัดความเสี่ยงทั้งหมดไม่ให้พวกมันกลับมาสร้างปัญหาในอนาคตได้” เซี่ยเฟยตอบกลับ
ไม่ว่ายังไงคนตายก็ตายไปแล้วชายชราจึงทำได้เพียงแต่ยักไหล่อย่างช่วยอะไรไม่ได้ แต่การลงมืออันโหดเหี้ยมของเซี่ยเฟยก็น่าตกใจมากเกินไป จนทำให้เขาไม่ทันได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์แบบนี้เลย
ความเป็นจริงก่อนหน้านี้เซี่ยเฟยได้รับบาดเจ็บและพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการต่อสู้ ฝูเฉินเลยไม่เคยเห็นมุมที่โหดเหี้ยมของชายหนุ่มมาก่อน แต่ในตอนนี้เซี่ยเฟยได้ฟื้นฟูร่างกายของตัวเองกลับมาแล้ว ตราบใดก็ตามที่ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงอันตรายเขาก็จะทำการกำจัดความเสี่ยงทิ้งไปโดยไม่ลังเล
ในเวลาเดียวกันเซี่ยเฟยก็กำลังยืนพิจารณาสถานการณ์นี้อย่างตั้งใจ เพราะความรู้สึกจากการใช้เนอร์วาน่าสังหารโซลครีเอเตอร์แตกต่างไปจากการสังหารนักรบวิญญาณจริง ๆ และพลังงานที่ถูกส่งกลับมาก็สามารถยืนยันได้แล้วว่าโซลครีเอเตอร์คนนี้มีทั้งพลังวิญญาณและพลังจิตวิญญาณ
ชายหนุ่มนั่งลงบนพื้นเพื่อพยายามควบคุมพลังงานที่ไหลเวียนเข้ามาภายในร่าง ขณะที่ฝูเฉินยืนรอนิ่ง ๆ โดยไม่พูดอะไร
เนอร์วาน่ายังไม่ใช่อาวุธที่มีความละเอียดอ่อนมากขนาดนั้น พลังงานที่มันส่งมาจึงเป็นพลังวิญญาณที่ผสมกับพลังจิตวิญญาณมั่วซั่วไปหมด สิ่งที่ชายหนุ่มจำเป็นจะต้องทำคือการแยกแยะพลังพวกนี้ออกจากกัน ซึ่งหลังจากที่เวลาได้ผ่านพ้นไปเซี่ยเฟยก็เริ่มคุ้นเคยกับการแยกแยะพลังงานมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังนั่งขัดสมาธิบนพื้นอยู่นั่นเอง จู่ ๆ ฝูเฉินกับวิญญาณทาสก็สะดุ้งขึ้นมาพร้อมกัน
“ไม่มีทาง! เขาเพิ่งจะปลดผนึกวิญญาณได้เพียงแค่ดวงครึ่ง แต่เขากลับกำลังจะทดลองแปลงพลังงานตั้งแต่ตอนนี้เลยงั้นเหรอ?!” วิญญาณทาสอุทานอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ให้เขาลองดูไปเถอะ อย่างแย่ที่สุดฉันก็แค่ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ หากว่ามันมีความผิดปกติอย่างน้อยความกล้าที่จะลองก็เป็นผลดีสำหรับตัวเขา” ฝูเฉินกล่าว
“บางทีเราก็คงต้องปล่อยให้เขาล้มเหลวบ้างสินะ แต่เราก็ต้องชื่นชมในความกล้าที่เขากล้ามาแปลงพลังงานทั้งที่มีผนึกวิญญาณเพียงแค่ดวงครึ่งแบบนี้” วิญญาณทาสกล่าวพร้อมกับพยักหน้า
การแปลงพลังงานคือการเปลี่ยนพลังงานในระบบต่าง ๆ ให้อยู่ในระบบเดียวกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นพลังงานต้นกำเนิด, พลังวิญญาณและพลังจิตวิญญาณต่างก็แล้วแต่เป็นพลังงานด้วยกันทั้งสิ้น เพียงแต่ต้นกำเนิดของพลังงานเหล่านี้มีความแตกต่างกัน
โดยพลังต้นกำเนิดมีต้นกำเนิดมาจากวัตถุ, พลังวิญญาณมีต้นกำเนิดมาจากสิ่งมีชีวิตและพลังจิตวิญญาณมีต้นกำเนิดมาจากทุกสรรพสิ่ง พลังงานที่มีต้นกำเนิดแตกต่างกันจึงให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันตามไปด้วย
หากมีนักรบสองคนที่มีพลังในระดับเดียวกันมาเผชิญหน้ากัน โดยคนหนึ่งใช้พลังวิญญาณ ขณะที่อีกคนใช้พลังจิตวิญญาณ ท้ายที่สุดผู้ที่ใช้พลังจิตวิญญาณก็จะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ เพราะต้นกำเนิดของพลังงานจิตวิญญาณมีความบริสุทธิ์สูงมากกว่าพลังวิญญาณนั่นเอง
สิ่งที่เซี่ยเฟยกำลังพยายามทำอยู่ในปัจจุบันนั้นคือการเปลี่ยนแปลงพลังงานอันวุ่นวายในสมองให้กลายเป็นพลังจิตวิญญาณด้วยกันทั้งหมด แน่นอนว่ากระบวนการนี้เป็นกระบวนการที่ยากลำบาก ซึ่งมันจำเป็นจะต้องพึ่งพาทั้งความเชี่ยวชาญในการแปลงพลังงานและจำเป็นจะต้องใช้ผนึกวิญญาณอันทรงพลัง
ฝูเฉินรู้ดีว่าเซี่ยเฟยมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งมากแค่ไหน แต่ถึงกระนั้นเขาก็ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะสามารถแปลงพลังงานได้สำเร็จด้วยเช่นกัน เพราะในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาเขายังไม่เคยได้ทำการสอนเซี่ยเฟยในเรื่องการแปลงพลังงานเลย
แต่ในระหว่างที่เซี่ยเฟยเริ่มเปลี่ยนแปลงพลังงานได้เรื่อย ๆ สีหน้าของชายชราก็เริ่มเปลี่ยนสีไปด้วยเหมือนกัน โดยในตอนนี้พลังวิญญาณเริ่มกลายเป็นพลังจิตวิญญาณแล้วจริง ๆ หรือมันจะกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่าเซี่ยเฟยเรียนรู้เรื่องการแปลงพลังงานด้วยตัวเอง
หนังสือที่ฝูเฉินมอบให้เซี่ยเฟยนั้นเป็นถึงแก่นแท้ของวิชาสำหรับโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้ คำอธิบายทั้งหมดที่ถูกเขียนเอาไว้ภายในนั้นต่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นความรู้ที่ล้ำค่า ซึ่งในเวลาสามเดือนที่ผ่านมาเซี่ยเฟยได้ทำการอ่านบันทึกทุกย่อหน้าอย่างครบถ้วน และด้วยทักษะการวิเคราะห์อันน่ากลัวที่ชายหนุ่มมีมาแต่เดิม มันจึงทำให้เขาสามารถแปลงพลังงานได้สำเร็จโดยไม่จำเป็นจะต้องให้ฝูเฉินมาเป็นคนสอน!!
—
ประมาณ 12 ชั่วโมงต่อมาเซี่ยเฟยก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเหนื่อยล้า เพราะกระบวนการแปลงพลังงานไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสามารถทำได้ง่าย ๆ เลย
ต้องขอบคุณการบำบัดด้วยอาหารของฝูเฉินในก่อนหน้านี้ที่ช่วยกำจัดสารพิษตกค้างภายในร่างของเขาออกไป แม้กระบวนการนี้จะดูเป็นเหมือนกระบวนการธรรมดา แต่แท้ที่จริงมันคือการช่วยฟื้นฟูรากฐานของชายหนุ่มให้กลับมากลายเป็นรากฐานที่มั่นคง
การบำบัดด้วยอาหารในคราวนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ร่างกายของชายหนุ่มฟื้นฟูกลับมาแข็งแรงดังเดิมได้อีกครั้งเท่านั้น แต่ยังทำให้ร่างกายของเขามีความแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย ปัจจัยเล็ก ๆ เพียงเท่านี้กลับกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เซี่ยเฟยสามารถอดทนต่อกระบวนการแปลงพลังงานจนเสร็จสมบูรณ์
“นี่ฉันทำไปตั้งนานแต่กลับได้พลังจิตวิญญาณมาแค่ 2 หน่วยเองงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจ
“นายเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า? สิ่งที่นายพูดถึงมันคือพลังจิตวิญญาณเชียวนะ นี่คือพลังงานระดับสูงสุดในบรรดาระบบพลังงานทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้หรือการสร้างอุปกรณ์วิญญาณ การใช้พลังจิตวิญญาณต่างก็เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดด้วยกันทั้งนั้นแหละ”
“ทุกสิ่งในจักรวาลมีรากฐานมาจากพลังงาน สิ่งที่นายมีอยู่ในตอนนี้คือพลังงานที่บริสุทธิ์ที่สุด นอกจากนี้นายยังมีผนึกวิญญาณเพียงแค่ดวงครึ่งเท่านั้น การที่นายแปลงพลังงานได้สำเร็จมันก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากพออยู่แล้ว หลังจากนี้ถ้ามีความเชี่ยวชาญกระบวนการแปลงพลังงานก็จะค่อย ๆ มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นไปเอง” ฝูเฉินกล่าว
เซี่ยเฟยพยักหน้าอย่างไม่ค่อยอยากจะยอมรับมากนัก เพราะท้ายที่สุดพลังงานที่เขาสะสมมาจากการสังหารพวกรีเวิร์สนับหมื่น ๆ ตัวกลับสามารถแปลงเป็นพลังจิตวิญญาณได้เพียงแค่ 2 หน่วยเท่านั้น และมันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าพลังจิตวิญญาณคือสิ่งที่หาได้ยากมากแค่ไหน
“ตระกูลออโรร่ามีสัตว์ประหลาดแบบนี้ถือกำเนิดขึ้นมาได้ยังไงกันนะ?” ฝูเฉินบ่นพึมพำกับตัวเอง
ยิ่งชายชรารู้จักเซี่ยเฟยมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งรู้สึกชอบชายหนุ่มคนนี้มากขึ้นไปเท่านั้น แล้วถึงแม้ว่าเซี่ยเฟยจะโหดเหี้ยมและดูไร้เหตุผลอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าทุกสิ่งที่เซี่ยเฟยทำลงไป คือลักษณะอันยอดเยี่ยมของนักรบที่แท้จริง
“พวกเราจะไปกาแล็กซีทาโรต์ตอนนี้เลยไหม?” เซี่ยเฟยถามขณะลุกขึ้นจากพื้น
แม้ปากจะบอกว่าเขาไม่ต้องการกลับไปตระกูลออโรร่า แต่ถึงกระนั้นเขาก็อยากเห็นตระกูลของปู่สักครั้งในชีวิต ท้ายที่สุดทั้งลินนิจและริเวอร์ต่างก็ยกย่องออโรร่าเอาไว้ต่าง ๆ นานา เขาจึงอยากเห็นความเจริญรุ่งเรืองเหล่านั้นด้วยตาของตัวเอง
“ร่างกายของนายฟื้นตัวขึ้นมาดีแล้ว นายควรจะหาสถานที่อันสงบเพื่อฝึกฝนร่างกายของนายให้เข้าที่เข้าทางซะก่อน อีกอย่างสัตว์อสูรของนายก็ใกล้จะวิวัฒนาการแล้ว หากนายให้พลังจิตวิญญาณกับมันสัก 2 หน่วย ฉันก็คิดว่ามันจะสามารถพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งได้” ฝูเฉินกล่าว
ขนอุยดูเหมือนจะเข้าใจในคำพูดของชายชรา มันจึงจับจ้องมองไปยังเซี่ยเฟยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความออดอ้อน ท้ายที่สุดหลังจากหงส์ครามหลอมรวมเข้ากับอาวุธมายาชิ้นอื่น ๆ อย่างสมบูรณ์ มันก็ต้องการที่จะพัฒนากลายเป็นร่างสมบูรณ์โดยเร็วที่สุดไม่ให้น้อยหน้าคู่แข่งที่แอบแข่งขันกันมานานหลายปี
ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มเพิ่งทำการดูดซับพลังจิตวิญญาณจากธรรมชาติมา 70 หน่วย และทำการแปลงพลังวิญญาณกลายมาเป็นพลังจิตวิญญาณอีกสองหน่วย การมอบพลังจิตวิญญาณสองหน่วยให้กับขนอุยเพื่อวิวัฒนาการจึงไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเขาเลย เพราะท้ายที่สุดเจ้าตัวน้อยก็ภักดีกับเขามากและการพัฒนาของมันก็เป็นประโยชน์ต่อเขาด้วยเช่นกัน
“ได้ครับ ไม่มีปัญหา ก่อนเข้าสู่กาแล็กซีทาโรต์ผมจะเตรียมความพร้อมทุกอย่างใหม่อีกครั้ง” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้า
ต่อมายานชูชีพก็มุ่งหน้าตรงไปยังดาวเคราะห์สีฟ้าที่เต็มไปด้วยเกาะเล็ก ๆ จำนวนนับไม่ถ้วน ชายหนุ่มจึงลงจอดบนเกาะขนาดกลางที่มีรูปร่างคล้ายปลาวาฬ
“สภาพแวดล้อมบริเวณนี้ดีมาก ถ้าหากนายอยู่ที่นี่นายก็ไม่จำเป็นจะต้องกังวลว่าจะไม่มีอะไรกิน” ฝูเฉินกล่าวขณะสำรวจพื้นที่บริเวณโดยรอบ
เซี่ยเฟยแบะริมฝีปากขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้เห็นว่าชายชรายังคงให้ความสำคัญกับของกินเป็นอันดับแรก เพราะแท้ที่จริงสาเหตุที่เขาเลือกเกาะแห่งนี้นั่นก็เพราะว่ามันเงียบสงบไม่ใช่เพราะของกินอย่างที่ฝูเฉินเข้าใจ
หากมองจากด้านบนเกาะที่เขาลงจอดเป็นเพียงแค่เกาะเล็ก ๆ ที่ไม่สะดุดตา มันจึงกลายเป็นสถานที่อันเหมาะสมสำหรับการหลบซ่อนตัวเพื่อทำการฝึกฝนอย่างลับ ๆ
“นายฝึกที่นี่ไปก่อนแล้วกัน ฉันยังมีธุระจะต้องไปจัดการ หลังจากที่ฉันจัดการธุระเสร็จเดี๋ยวฉันจะกลับมาหานายเอง” ฝูเฉินกล่าวก่อนที่จะขับยานออกไปปล่อยให้เซี่ยเฟยเก็บตัวฝึกฝนเป็นเวลากว่าสามเดือน
—
หลังจากทำการฝึกฝนจนเสร็จในที่สุดเซี่ยเฟยก็กำลังยืนอยู่บนถนนของดาวดวงหนึ่งในกาแล็กซีทาโรต์ ซึ่งริมข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าที่ตั้งเรียงรายอยู่อย่างมากมาย
“เรากับนายน้อยเคยมาที่ร้านนี้บ่อย ๆ ฉันไม่คิดเลยว่ามันจะยังให้บริการมาจนถึงตอนนี้”
“ตรงนั้นคือร้านซิกม่า มันคือร้านขายสัตว์อสูรที่ดีที่สุดของที่นี่แล้ว”
“อะไรกัน? นี่แม้แต่ร้านน้ำชาอาโยโย่ก็ยังอยู่งั้นเหรอเนี่ย?! ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้ฉันเป็นวิญญาณ ฉันก็อยากจะเข้าไปในร้านดื่มชาสักกาเพื่อระลึกความหลังด้วยเหมือนกัน”
ลินนิจเล่าประวัติความเป็นมาของร้านค้าต่าง ๆ อย่างตื่นเต้น ท้ายที่สุดเขาก็จากกาแล็กซีทาโรต์ไม่นานเกินไป การได้กลับบ้านหลังจากจากไปเป็นเวลานานมันจึงทำให้วิญญาณผู้พิทักษ์ตนนี้แทบที่จะตาไหลด้วยความซาบซึ้ง
“เดินตรงไปอีกสองช่วงตึกนายก็จะได้เห็นจวนของตระกูลออโรร่าแล้ว ตรงหน้าจวนจะมีประตูมังกรเขียวคู่หนึ่งถูกระดับเอาไว้อย่างสง่างาม” ลินนิจกล่าวอย่างตื่นเต้นขณะชี้นิ้วไปยังระยะไกล
เซี่ยเฟยยักไหล่ขณะเดินตรงไปอย่างช้า ๆ แต่เมื่อเขาเดินไปจนถึงหน้าจวนของตระกูลออโรร่า มันก็ทำให้เขาอดที่จะขมวดคิ้วขึ้นมาไม่ได้
“จวนของตระกูลกลายเป็นแบบนี้ไปได้ยังไง? มังกรเขียวเฝ้าประตูอยู่ที่ไหน? นี่มันยังเป็นจวนของออโรร่าที่ฉันเคยรู้จักอยู่หรือเปล่า?!” ลินนิจยกมือขึ้นมากุมศีรษะพร้อมกับกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง
***************
หรือว่าตระกูลจะล้มละลายแล้ว?