- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,072 พยายามปล้น
ตอนที่ 1,072 พยายามปล้น
ตอนที่ 1,072 พยายามปล้น
ตอนที่ 1,072 พยายามปล้น
เมื่อเซี่ยเฟยเริ่มกระบวนการดูดซับพลังจิตวิญญาณ ท้องฟ้าที่เคยสดใสก็มืดลงอย่างฉับพลัน เมฆฝนฟ้าถูกเปลี่ยนเป็นสีดำ ขณะที่ท้องฟ้ามีสีแดงสอดแทรกขึ้นมาอย่างน่ากลัว
ขณะเดียวกันผนึกวิญญาณ 2 ดวงก็ค่อย ๆ ลอยออกไปจากศีรษะของชายหนุ่มอย่างช้า ๆ ก่อนที่มันจะลอยขึ้นไปสูงกว่า 100 เมตรราวกับดวงดาวที่กำลังส่องแสงสลัว
“อัจฉริยะก็ยังคงเป็นอัจฉริยะจริง ๆ ขนาดช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาเขาไม่ได้เข้าร่วมโซลแบทเทิล แต่ผนึกวิญญาณดวงที่ 2 ก็ใกล้จะสมบูรณ์แล้ว หากเขากลับมาฝึกฝนได้อีกครั้ง พัฒนาการของเขาย่อมก้าวกระโดดขึ้นจากเดิมอย่างแน่นอน” ฝูเฉินพึมพำภายในใจ
ระหว่างนั้นวิญญาณอมตะในสร้อยข้อมือของฝูเฉินก็ปรากฏตัว โดยเขาคือชายฉกรรจ์ผู้มีใบหน้าอันดุร้าย ดวงตาของเขาเหลืออยู่เพียงแค่ข้างเดียว ม่านตาด้านในเป็นสีดำเข้มเรียวรีราวกับแววตาของอสรพิษ โดยรวมแล้ววิญญาณดวงนี้ก็ถือว่ามีรูปลักษณ์ภายนอกที่น่ากลัวมาก
“มันช่างเป็นผนึกวิญญาณที่น่าอร่อยจริง ๆ” วิญญาณอมตะกล่าวพร้อมกับเลียริมฝีปากราวกับหมาป่าที่กำลังจับจ้องมองไปยังเหยื่อ
“วิญญาณทาส คราวนี้นายจะก้าวข้ามเส้นเกินไปแล้ว” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว
วิญญาณทาส?
การตั้งชื่อของชายชรามันค่อนข้างจะแปลกประหลาดเกินไปหรือเปล่า
“ขอโทษ ฉันผิดไปแล้ว” วิญญาณทาสก้มศีรษะลงพร้อมกับกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือ
พริบตาต่อมาชายชราก็เริ่มขยับนิ้วบนสร้อยข้อมือสองครั้ง จนทำให้วิญญาณทาสส่งเสียงร้องครวญครางขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด
“จำเอาไว้ว่าอย่าพูดอะไรเพ้อเจ้อให้ฉันได้ยินอีก” ฝูเฉินกล่าวหลังจากสั่งสอนบทเรียนให้กับวิญญาณอมตะของตัวเอง
ความสัมพันธ์ระหว่างฝูเฉินกับวิญญาณทาสแตกต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างเซี่ยเฟยกับลินนิจโดยสิ้นเชิง เพราะชายหนุ่มให้ความไว้วางใจวิญญาณอมตะของตัวเองทั้ง 100% และเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมชายชราถึงเอาดวงวิญญาณที่ตัวเองไม่ไว้วางใจมาอยู่เคียงข้างกับตัวเองแบบนี้
เรื่องแบบนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นกับเซี่ยเฟยอย่างเด็ดขาด เพราะชายหนุ่มให้ความสำคัญกับความภักดีมาโดยตลอด ถึงแม้อีกฝ่ายจะมีความสามารถในระดับที่สูงมาก แต่ตราบใดที่เซี่ยเฟยไม่ไว้วางใจเขาก็จะไม่เก็บคนเหล่านั้นเอาไว้เคียงข้างกับตัวเอง
ในเวลาเพียงแค่ไม่นานผนึกวิญญาณทั้งสองดวงของเซี่ยเฟยก็เริ่มหมุนอย่างรวดเร็ว โดยผนึกวิญญาณดวงหนึ่งส่องแสงสว่างอย่างเจิดจ้า ขณะที่ผนึกวิญญาณอีกดวงยังคงส่องแสงสว่างขึ้นมาอย่างพร่ามัว
เมื่อผนึกวิญญาณถูกหมุนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ พลังจิตวิญญาณบนดาวดวงนี้ก็ถูกดูดซับเข้าไปภายในผนึกวิญญาณอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน
“เร็วมาก! นี่คือผลลัพธ์จากการพัฒนารากฐานอย่างมั่นคงสินะ ในอนาคตเขาจะต้องเติบโตขึ้นไปอย่างไร้ขีดจำกัดแน่นอน” ฝูเฉินอุทานด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ในเวลาเพียงแค่ 4 นาที 15 วินาที พลังจิตวิญญาณทั้งดาวเคราะห์ก็ถูกเซี่ยเฟยดูดกลืนไปจนหมด พลังเหล่านั้นจึงเข้าไปอยู่ในผนึกวิญญาณของเซี่ยเฟยเรียบร้อยแล้ว
“ปาฏิหาริย์! นี่มันความเร็วในระดับปาฏิหาริย์ชัด ๆ” วิญญาณทาสอุทานขึ้นมาอย่างตกตะลึง
หลังจากทำการดูดกลืนพลังงานจนเสร็จเซี่ยเฟยก็หอบหายใจออกมาอย่างแรง เพียงแต่การหอบหายใจในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความเหนื่อยล้า แต่มันเป็นเพราะพลังงานอันท่วมท้นที่อยู่ภายในสมองของเขา
ตอนที่ผนึกวิญญาณกลับเข้าสู่ร่าง ชายหนุ่มก็รู้สึกเหมือนกับว่าร่างกายของเขากำลังจะระเบิด เพราะพลังงานจิตวิญญาณปริมาณมหาศาลทำลังแหวกว่ายไปมาอย่างดุเดือด
ความรู้สึกนี้แตกต่างไปจากความรู้สึกตอนที่เนอร์วาน่าดูดซับพลังงานของศัตรูเข้าสู่สมองอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมันก็เป็นความรู้สึกอันล้นเอ่อยากจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้
ขนอุยที่อยู่ใกล้ ๆ กำลังมองไปยังเซี่ยเฟยด้วยน้ำลายที่หยดลงมาจากปาก เพราะท้ายที่สุดมันก็สัมผัสได้ถึงพลังงานอันแสนอร่อย เจ้าตัวน้อยจึงอยากจะขอแบ่งรับพลังงานพวกนั้นมากินด้วยเหมือนกัน
“เป็นยังไงบ้าง? ความรู้สึกหลังดูดซับพลังงานครั้งแรกมันรู้สึกดีใช่ไหมล่ะ?” ฝูเฉินกล่าวถามขณะเคลื่อนที่เข้ามายืนข้าง ๆ เซี่ยเฟย
“ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนกับตัวเองทำอะไรก็ได้ทุกอย่างเลย” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้า
“ช่างเป็นคำพูดที่หยิ่งผยองจริง ๆ แต่ฉันชอบ ฮ่า ๆ ๆ”
“พูดตามตรงเลยนะว่าทั่วทั้งจักรวาลอัลฟ่ามีคนแบบเราอยู่ไม่เกิน 100 คน ดังนั้นนายจึงมีเหตุผลที่จะภาคภูมิใจในตัวเองแล้ว” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง
“ทำไมตอนที่ผมปล่อยผนึกวิญญาณออกมา ผมถึงรู้สึกว่าจิตอสูรของตัวเองมันถูกปลดปล่อยออกมามากกว่าปกติด้วย?” เซี่ยเฟยถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
“นี่นายเคยเรียนรู้วิธีควบคุมจิตอสูรงั้นเหรอ?!” ฝูเฉินถามขึ้นมาเบา ๆ หลังจากชะงักไปเล็กน้อย
“ใช่ครับ”
“นายไปเรียนมาจากไหน?”
“ที่ตระกูลสกายวิง ในจักรวาลที่ผมจากมา” เซี่ยเฟยตอบตามความจริง
“สกายวิง? ทำไมฉันถึงไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับส่ายหัว ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนกลับมาพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“ช่างมันเถอะ การฝึกจิตอสูรเป็นวิธีที่จะช่วยให้นักรบเข้าสู่สถานะต่อสู้ได้ในเวลาสั้นมากที่สุด และมันก็เป็นเรื่องปกติที่บางตระกูลจะมีความเชี่ยวชาญในการควบคุมจิตอสูรด้วยเหมือนกัน”
“สาเหตุที่นายได้รับบาดเจ็บสาหัสมีอยู่ 2 เรื่อง โดยเรื่องแรกคือปริมาณสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกาย และเรื่องที่ 2 คือการเรียนรู้วิชาแขนงต่าง ๆ มากเกินไป สิ่งที่นายกำลังฝึกฝนอยู่ในตอนนี้คือวิชาของโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้ ที่ถึงแม้ว่ามันจะไม่ได้ขัดแย้งกับพลังกฎแต่มันมีความขัดแย้งกับพลังของจิตอสูร ดังนั้นนายต้องคอยดูแลจัดการเรื่องนี้ให้ดี ๆ”
“ไม่ต้องห่วง ช่วงนี้ผมจะพยายามไม่เสริมความแข็งแกร่งให้กับจิตอสูร” เซี่ยเฟยตอบพร้อมกับพยักหน้า
“เราไปที่ต่อไปกันเถอะ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่านายจะกักเก็บพลังจิตวิญญาณได้มากขนาดไหน ฉันได้เตรียมดาวเคราะห์ไว้ 13 ดวง ที่นี่เป็นเพียงแค่ที่แรกที่ฉันได้เตรียมเอาไว้ให้กับนายเท่านั้น” ฝูเฉินกล่าวอย่างพึงพอใจ
ยานกู้ชีพที่ถูกขโมยมาจากสปีดเดอร์แมมมอธเริ่มออกเดินทางอีกครั้งเพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังดาวเคราะห์ที่เต็มไปด้วยพลังจิตวิญญาณดวงที่ 2
เซี่ยเฟยมีความเชี่ยวชาญในการควบคุมยานรบเป็นอย่างดี และเขาก็ชื่นชอบที่จะควบคุมยานรบด้วยตัวเอง ฝูเฉินจึงทำเพียงบอกพิกัดปลายทางก่อนที่ชายชราจะหนีเข้าไปพักในห้องของตัวเอง
“คุณเกลียดเผ่าอสูรมากขนาดนั้นเลยเหรอ? เห็นได้ชัดว่าการฝึกจิตอสูรไม่เป็นอันตรายต่อเซี่ยเฟย ทำไมคุณถึงอยากให้เขาเลิกฝึกฝนมันล่ะ?” วิญญาณทาสถามอย่างสับสนหลังจากที่ฝูเฉินปลีกตัวเข้ามาอยู่ในห้อง
“ถึงแม้เขาจะไม่ฝึกจิตอสูรเพิ่มเติม แต่ตอนนี้จิตอสูรของเขาก็แข็งแกร่งมากแล้ว หากจิตอสูรของเขาแข็งแกร่งมากไปกว่านี้ บางทีมันอาจจะนำพาอันตรายมาหาเขาโดยไม่รู้ตัว” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มขึ้นมาอย่างลึกลับ
—
“นายนี่มันเป็นสัตว์ประหลาดจริง ๆ ถึงแม้พลังจิตวิญญาณบนดาวเคราะห์เหล่านี้จะไม่ได้อยู่ในระดับสูง แต่มันก็ยังมีดัชนีพลังงานสูงถึง 70 หน่วย นายเพิ่งจะมีผนึกวิญญาณแค่ดวงครึ่งเท่านั้น ฉันไม่อยากจะเชื่อจริง ๆ ว่านายจะสามารถดูดซับพลังงานพวกนั้นเข้าไปได้จนหมด” ฝูเฉินอุทานด้วยความไม่อยากจะเชื่อเมื่อได้เห็นเซี่ยเฟยสามารถดูดซับพลังจิตวิญญาณของดาวเคราะห์ดวงที่ 13 เข้าไปในสมองได้โดยไม่มีปัญหา
“พูดตามตรงว่าผมสามารถดูดพลังงานอีก 70 หน่วยได้ด้วยซ้ำ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับยักไหล่
“โลภมากระวังจะสมองแตกตายเพราะดูดกลืนพลังงานเข้าไปมากเกินไปเถอะ” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
สถานที่เหล่านี้เต็มไปด้วยพลังพลังจิตวิญญาณที่ได้รับการคัดเลือกมาอย่างดี ซึ่งเดิมทีฝูเฉินก็วางแผนจะเติมพลังจิตวิญญาณบางส่วนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามพลังทั้งหมดกลับถูกดูดซับไปโดยเซี่ยเฟย ไม่ได้หลงเหลือพลังงานเอาไว้ให้กับเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
“จำเอาไว้ว่าเทคนิคการดูดซับพลังจิตวิญญาณแบบนี้ใช้ได้เฉพาะในพื้นที่ที่ไม่มีใครอาศัยอยู่เท่านั้น เพราะถ้าหากว่ามันมีศัตรูแอบโจมตีในระหว่างที่นายปล่อยผนึกวิญญาณออกมายังด้านนอก ผลลัพธ์มันก็คงจะออกมาแย่มาก ๆ” ฝูเฉินกล่าวเตือน
ความจริงมันมีวิธีการดูดซับพลังอีกหนึ่งวิธีโดยการดูดซับพลังผ่านร่างกายไปยังผนึกวิญญาณอีกต่อหนึ่ง แม้วิธีการนี้จะไม่ได้รวดเร็วเหมือนกับการเอาผนึกวิญญาณออกมาดูดซับพลังจิตวิญญาณโดยตรง แต่มันก็เป็นวิธีการที่ปลอดภัยกว่ามาก การเลือกใช้วิธีดูดซับพลังจึงสมควรจะพิจารณาตามสถานการณ์ที่พวกเขาพบเจอ
“เอาล่ะพวกเราไปกันเถอะ ตอนนี้นายมีพลังงานสะสมอยู่ 70 หน่วยแล้ว ถ้าหากว่านายแลกเปลี่ยนพลังจิตวิญญาณพวกนี้กับโซลครีเอเตอร์คนอื่น ๆ พลังงานแต่ละหน่วยจะขายได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านไข่มุกวิญญาณ” ฝูเฉินกล่าว
“พลังจิตวิญญาณสามารถแลกเปลี่ยนได้ด้วยงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยถามอย่างตกตะลึง
“ทำได้สิ แล้วมันก็เป็นวิธีการที่ค่อนข้างนิยมในแวดวงโซลครีเอเตอร์ด้วย ไม่ว่ายังไงพลังจิตวิญญาณก็มีอยู่อย่างจำกัด และการค้นหาก็จำเป็นจะต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน โซลครีเอเตอร์ส่วนใหญ่จึงมักจะแลกเปลี่ยนพลังงานจิตวิญญาณมากกว่าการออกไปหาพลังจิตวิญญาณด้วยตัวเอง เพราะมันจะช่วยให้พวกเขาประหยัดเวลาในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากพอสมควร”
“หากนายเข้ามาในแวดวงของโซลครีเอเตอร์ วันหนึ่งนายก็จะเข้าใจเองว่าของบางอย่างไม่สามารถหาซื้อได้ด้วยไข่มุกวิญญาณ แต่จำเป็นจะต้องใช้พลังจิตวิญญาณในการแลกเปลี่ยนแทน การที่นายสะสมพลังจิตวิญญาณเอาไว้ในสมองเป็นจำนวนมาก มันก็ไม่ต่างไปจากการที่นายแบกธนาคารไปพร้อมกับตัวเองด้วยนั่นแหละ” ฝูเฉินอธิบาย
เซี่ยเฟยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจพร้อมกับแอบคำนวณภายในใจว่าพลังงานจิตวิญญาณในสมองของเขาน่าจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า 70,000 ล้านไข่มุกวิญญาณ
ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วันเขากลับสามารถสะสมพลังจิตวิญญาณที่มีมูลค่าถึง 70,000 ล้านไข่มุกวิญญาณแล้ว ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงแอบยอมรับภายในใจว่าอาชีพโซลครีเอเตอร์เป็นอาชีพที่สามารถสร้างเงินได้อย่างมากมายมหาศาลจริง ๆ
ทันใดนั่นเองมันก็มียานรบลำเล็กร่อนลงมาจากฟ้าอย่างรวดเร็ว ก่อนจะมีร่างเงาดำพุ่งตัวเข้ามาพร้อมกับเสียงตะโกนอันดังสนั่น
“พวกแกเป็นใครถึงกล้ามาขโมยพลังจิตวิญญาณของฉันแบบนี้!”
ฝูเฉินขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนที่จิตสังหารอันรุนแรงจะระเบิดออกไปอย่างฉับพลัน
“ไสหัวไปซะ!” ฝูเฉินตะโกนด้วยใบหน้าอันเย็นชา
เห็นได้ชัดว่าผู้มาใหม่ก็เป็นโซลครีเอเตอร์ด้วยเหมือนกัน แต่เขาก็ไม่คิดว่าคนที่เขาต้องมาพบเจอจะเป็นโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้ที่แข็งแกร่งกว่าตัวเองมาก
ทันทีที่ฝูเฉินระเบิดพลัง ผู้มาใหม่ก็ทำได้เพียงแต่ยืนนิ่ง ๆ ด้วยแววตาอันว่างเปล่า ซึ่งกล้ามเนื้อทั่วทั้งร่างของเขาก็กำลังสั่นไหวด้วยความหวาดกลัว
ฉัวะ!
เนอร์วาน่าฟาดฟันลงมาจากท้องฟ้าแบ่งร่างของโซลครีเอเตอร์ออกเป็นสองส่วน ในระหว่างนั้นขนอุยกับหงส์ครามก็ลงมือพร้อมกัน ฉีกกระชากยานรบให้ขาดออกจากกันเป็นชิ้น ๆ
กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที และในระหว่างที่ฝูเฉินกำลังพยายามขับไล่อีกฝ่ายออกไป แต่เซี่ยเฟยกลับลงมือสังหารก่อนที่ใครจะทันได้ตั้งตัว
“นายไปฆ่าเขาทำไม? เขาคือโซลครีเอเตอร์นะ” ฝูเฉินกล่าวถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ก็ในตัวเขามีพลังวิญญาณ” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างเฉยเมย
“แค่นั้นก็เป็นเหตุผลให้นายฆ่าเขาได้แล้วเหรอ?” ฝูเฉินกล่าวอย่างตกใจมากกว่าเดิม
“ผมไม่ได้ฆ่า ผมแค่พยายามปล้น” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยสีหน้าอันจริงจัง
***************
เอาที่สบายใจ 55555