เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1,071 ชักดาบ

ตอนที่ 1,071 ชักดาบ

ตอนที่ 1,071 ชักดาบ


ตอนที่ 1,071 ชักดาบ

ในระหว่างที่เซี่ยเฟยกำลังนอนหลับพักผ่อนอย่างสบาย ตัวเขาก็ต้องรู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นลินนิจกำลังจับจ้องมองมาด้วยความตื่นเต้น

“คุณเป็นอะไรไป?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย

“ฉันกำลังมีความสุขมากน่ะสิ ในที่สุดออโรร่าก็จะมีโซลครีเอเตอร์เป็นของตัวเองแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่นายกลับไปรวมกลุ่มกับตระกูล พวกเราก็ไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลาประจบประแจงไอ้พวกหน้าเลือดพวกนั้นอีกต่อไป”

“อีกอย่างคือการพัฒนาของนายยังคงรวดเร็วมาก ฉันคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็จะได้กำจัดพวกรีเวิร์สเพื่อล้างแค้นให้กับนายน้อยแล้ว” ลินนิจกล่าวอย่างตื่นเต้นจนแทบจะร้องไห้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

“พูดตามตรงเลยนะว่าฉันไม่ได้อยากกลับไปที่ตระกูล และถึงแม้ว่าฉันจะมีสายเลือดออโรร่าอยู่ภายในร่าง แต่ฉันยังไม่เคยได้เจอกับคนของตระกูลนี้เลยด้วยซ้ำ จิตสำนึกของฉันยังคงบอกว่าฉันคือชาวโลกอยู่เสมอ”

“นอกจากนี้ปู่ของฉันยังถูกออโรร่าขับไล่ออกมาจากตระกูล หากจู่ ๆ ฉันโผล่ออกไปมันจะไม่มีปัญหาตามมาจริง ๆ เหรอ? ส่วนเรื่องการแก้แค้นก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของเวลาไปดีกว่า ถึงยังไงตอนนี้ดินแดนกฎก็ยังปลอดภัย ตราบใดก็ตามที่ฉันยังคงพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง สักวันพวกรีเวิร์สย่อมถูกกำจัดไปจากจักรวาลอย่างแน่นอน”

“การพึ่งพาความแข็งแกร่งของตัวเองย่อมดีกว่าการพึ่งพาความแข็งแกร่งของผู้อื่นอยู่แล้ว ไม่ว่าออโรร่าจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องของพวกเขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับฉันเป็นการส่วนตัว”

เซี่ยเฟยไม่ชอบพึ่งพาความแข็งแกร่งของใครมาโดยตลอด สิ่งที่เขาเชื่อมั่นมีเพียงความแข็งแกร่งของตัวเองเท่านั้น อีกอย่างเขาก็ไม่ใช่คนที่ภักดีต่อตระกูลอย่างไม่ลืมหูลืมตาเหมือนกับลินนิจ เพราะย้อนกลับไปหากทางตระกูลไม่ได้ขับไล่ปู่ของเขาออกมา เรื่องราวมันก็คงจะไม่ยุ่งเหยิงอย่างในปัจจุบันด้วยเหมือนกัน

น่าเสียดายที่คำตอบของเซี่ยเฟยทำให้ลินนิจร้องไห้อย่างฟูมฟาย และพยายามอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาเพื่อบอกว่าในตอนนั้นออโรร่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากจะต้องขับไล่เซียวกู๋ออกมาจากตระกูลจริง ๆ ท่าทางของวิญญาณผู้พิทักษ์จึงทำให้ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกรำคาญ

แต่ในทันใดนั่นเองมันก็มีเสียงของฝูเฉินดังขึ้นมาจากนอกประตู และเนื่องมาจากชายชราคือโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้ที่แข็งแกร่ง บทสนทนาระหว่างเซี่ยเฟยกับลินนิจจึงไม่อาจรอดพ้นไปจากหูของเขาได้

“ลินนิจพูดถูกแล้ว ฉันคิดว่าอย่างน้อยนายก็ควรกลับไปที่ออโรร่าก่อน ถ้าหากว่าทางตระกูลยังคงต้อนรับนายเป็นอย่างดี อย่างน้อยมันก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องดินแดนกฎได้เร็วกว่าเดิมไม่ใช่เหรอ?”

เซี่ยเฟยชะงักค้างจากคำพูดของฝูเฉินไปเล็กน้อย แล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องโกหกถ้าหากว่าเขาจะบอกว่าตัวเองไม่ได้สนใจเรื่องการกลับไปยังดินแดนกฎเลย ไม่ว่ายังไงครั้งนี้เขาก็จากมาโดยไม่ได้ร่ำลาเขาจึงเป็นห่วงความรู้สึกของคนอื่น ๆ มากโดยเฉพาะคนรักอย่างแอวริล

ต่อมาชายชราก็เปิดประตูเข้ามาภายในห้อง ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ ชายหนุ่มโดยไม่ได้ขออนุญาต

“ข้อเสนอแนะของคุณน่าดึงดูดใจจริง ๆ แต่คุณก็ควรจะรู้ด้วยว่ามันมีศัตรูที่สาบานจะฆ่าล้างครอบครัวของผมอย่างอาฆาตแค้น การกลับไปที่ออโรร่าก็ไม่ต่างไปจากแมงเม่าที่กำลังบินเข้ากองไฟ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเหนื่อยใจ

“แล้วยังไง? นายคิดจะหลีกเลี่ยงเธอไปตลอดชีวิตเลยงั้นเหรอ?” ฝูเฉินกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย

“ไม่มีทาง! สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่คือการเตรียมความพร้อม แล้ววันหนึ่งผมจะไปทวงความยุติธรรมให้ตัวเองกลับคืนมา” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างเคร่งขรึม

ในความเป็นจริงชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวเรื่องคำสาปเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ทั่วทั้งจักรวาลมีตัวตนอันแปลกประหลาดอยู่อย่างมากมาย และบางทีศัตรูก็อาจจะมีวิธีทำร้ายคนที่เขารักอย่างแอวริลโดยที่เขาไม่รู้ตัวก็ได้

ไม่ว่ายังไงหญิงสาวผู้ลึกลับคนนี้จะต้องตาย เพียงแต่ในปัจจุบันเขายังไม่มีความสามารถในการกำจัดเธอก็เท่านั้นเอง

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแผนการของนายจะต้องใช้เวลาไปอีกกี่ปี แต่ฉันพอจะมีวิธีช่วยลดเวลาในแผนการของนายได้” ฝูเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“วิธีอะไร?” เซี่ยเฟยถามอย่างกระตือรือร้น

“วิธีการนี้ง่ายมากคือนายต้องกลายเป็นปรมาจารย์โซลครีเอเตอร์สายรักษาซะ ตอนนี้จำนวนของโซลครีเอเตอร์ในจักรวาลมีน้อยลงเรื่อย ๆ และแม้แต่ตัวฉันเองก็ไม่สามารถสร้างอุปกรณ์วิญญาณสายรักษาได้ด้วยเหมือนกัน”

“เมื่อนายมีอำนาจมากพอนายก็จะมีกองกำลังเป็นของตัวเอง อย่างแย่ที่สุดฉันก็จะเป็นคนที่ช่วยนายในการกำจัดเธอเอง ส่วนราคาของความช่วยเหลือนี้คือฉันต้องการส่วนแบ่งอุปกรณ์วิญญาณที่นายสร้างในอนาคตไป 30%” ฝูเฉินกล่าว

เซี่ยเฟยขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย เพราะราคาที่ฝูเฉินต้องการค่อนข้างมากอยู่พอสมควร แต่ราคานี้มันก็จะทำให้ดินแดนกฎหลุดพ้นจากพวกรีเวิร์สไปด้วยเช่นเดียวกัน

“ตกลง” เซี่ยเฟยกล่าวตอบอย่างเรียบง่าย

ฝูเฉินเผยรอยยิ้มออกมาอย่างพอใจ ก่อนที่เขาจะหยิบหนังสือโลหะออกมาจากแหวนมิติและมอบให้กับเซี่ยเฟย

“นี่มันอะไร?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย

“นี่คือพื้นฐานของโซลครีเอเตอร์ที่แท้จริง นายควรเรียนรู้ข้อมูลพวกนี้อย่างจริงจัง มันจะช่วยให้นายสร้างอุปกรณ์วิญญาณระดับสูงได้ในอนาคต ตั้งแต่วันนี้ไปหยุดเข้าร่วมโซลแบทเทิลซะ ตั้งใจเรียนรู้พื้นฐานจากหนังสือเล่มนี้ก่อนและฟื้นฟูร่างกายกลับมาโดยเร็วที่สุด ถ้าหากว่านายต้องการจะฝึกจริง ๆ ก็ให้ใช้ห้องฝึกของศูนย์ฝึกเสมือนจริงทางด้านบน”

“ความวุ่นวายที่นายก่อขึ้นมาในช่วง 2-3 วันนี้มันใหญ่โตมากเกินไปแล้ว เราควรค่อย ๆ ปล่อยให้ชื่อของเสี่ยวเฟยจางหายไปตามกาลเวลา”

เซี่ยเฟยแบะริมฝีปากขึ้นมาเล็กน้อยและต้องยอมรับว่ามันไม่มีของฟรีในจักรวาลนี้ด้วยเหมือนกัน หากเขาต้องการความช่วยเหลือจากฝูเฉิน เขาก็จะจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของชายชราโดยไม่มีข้อยกเว้น

เมื่อเสี่ยวเฟยหายตัวไปมันก็สร้างความรู้สึกไม่พอใจให้กับฝูงชนอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดเวลาก็ค่อย ๆ ล่วงเลยผ่านไป จนสามเดือนต่อมาสปีดเดอร์แมมมอธก็ใกล้จะจอดเทียบท่าชานเมืองของกาแล็กซีทาโรต์แล้ว

ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาเซี่ยเฟยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาพื้นฐานโซลครีเอเตอร์ และถึงแม้ระดับของเขาจะยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ทักษะเกี่ยวกับโซลครีเอเตอร์กลับพัฒนาขึ้นจากเดิมไปไกล

ที่สำคัญกว่านั้นคือร่างกายของเขากลับมาแข็งแรงอีกครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งในคราวนี้ไม่เพียงแต่ร่างกายของเขาจะฟื้นฟูกลับมาเท่านั้น แต่มันยังมีความแข็งแรงมากกว่าก่อนที่เขาจะได้รับบาดเจ็บอีกด้วย

วันนี้ชายหนุ่มเดินทางมายังศูนย์ฝึกเสมือนจริงเช่นเคย ก่อนที่เขาจะเปิดประตูเพื่อเข้าไปตรวจสอบหน้าจอที่มีข้อความเขียนอยู่บนนั้น

“น่าทึ่งมาก ในสามเดือนมานี้ทักษะร่างกายของคุณได้รับการประเมินถึง 97 คะแนนแล้ว ปฏิกิริยาการตอบสนองของคุณก็เร็วมากจนไม่อาจจะจินตนาการได้ แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงฝึกแต่พื้นฐานเท่านั้น ไม่เห็นคุณฝึกพลังวิญญาณบ้างเลย?”

ข้อความนี้ถูกทิ้งเอาไว้โดยเย่จือสุ่ยที่เดินทางมาตรวจสอบข้อมูลของเซี่ยเฟยทุกวัน และเนื่องมาจากว่าร่างกายของชายหนุ่มค่อย ๆ ฟื้นตัว คะแนนประเมินที่เขาทำได้มันจึงเพิ่มขึ้นไปจากเดิม

อย่างไรก็ตามการพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ก็เป็นเพียงแค่การฝากข้อความเอาไว้เท่านั้น มันยังไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาของอีกฝ่ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งส่วนใหญ่เซี่ยเฟยก็จะตอบกลับไปด้วยประโยคที่เรียบง่าย ซึ่งเป็นประโยคห้วน ๆ ไม่ต้องการจะทำให้บทสนทนามันยืดยาวออกไป

“พลังวิญญาณ? ฉันไม่เข้าใจ” ชายหนุ่มทิ้งข้อความเอาไว้ด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นต่างหูคู่หนึ่งส่องแสงอยู่บนพื้น ซึ่งมันอาจจะเป็นของที่เย่จือสุ่ยหลงลืมเอาไว้ที่นี่

หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งเซี่ยเฟยก็เก็บต่างหูคู่นี้เข้าไปในแหวนมิติอย่างตั้งใจ และมันก็ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่

เด็กสาวอ่านข้อความบนหน้าจอแสงด้วยรอยยิ้ม และเมื่อเธอสังเกตเห็นว่าต่างหูบนพื้นได้หายไป เธอก็นำมือขึ้นมาปิดปากพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ

“อุ้ย! เขาแอบเก็บต่างหูฉันไปงั้นเหรอ!” เย่จือสุ่ยอุทานพร้อมกับใบหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง

น่าเสียดายที่เด็กสาวไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเสี่ยวเซียวรู้สึกหดหู่ใจจนไม่ได้เดินทางมายังศูนย์ฝึกตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ข้อความที่เธอคิดว่าเธอพูดคุยกับคุณชายเซียวมาโดยตลอด แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือข้อความที่เธอได้พูดคุยกับเซี่ยเฟย

ซีหว่าถูที่รออยู่ด้านนอกทำได้เพียงแต่ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้เท่านั้น แน่นอนว่าเขาย่อมรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เด็กสาวได้ทำลงไป แต่เขาก็ทำได้เพียงแต่ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปโดยไม่สามารถจะเข้าไปแทรกแซงได้เลย

ในเวลาเดียวกันเซี่ยเฟยก็เดินทางไปยังร้านอาหารเพื่อรับประทานอาหารเช้า แต่ในวันนี้ฝูเฉินจัดอาหารเอาไว้ชุดใหญ่แตกต่างจากวันอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง

“รีบกินซะ พวกเรากำลังจะไปแล้ว” ฝูเฉินกล่าวขณะรับประทานอาหาร

“เรายังไม่ถึงกาแล็กซีทาโรต์เลย แล้วเราจะไปไหน?” เซี่ยเฟยถามอย่างสับสน

“เห็นดาวสีเขียวดวงนั้นไหม? มันเป็นสถานที่ที่อุดมไปด้วยพลังจิตวิญญาณ เราจะไปที่นั่นก่อนแล้วค่อยไปกาแล็กซีทาโรต์ในภายหลัง อีกอย่างเมื่อเราไปถึงปลายทางพวกเราก็จะถูกบังคับให้จ่ายบิล นายมีเงินมากพอจะจ่ายค่าอาหารพวกนี้มั้ยล่ะ?” ฝูเฉินกล่าวอย่างเรียบเฉย

คำตอบของชายชราถึงกับทำให้เซี่ยเฟยเกือบน้ำตาไหล เพราะใครจะไปรู้ว่าหลังจากพวกเขาเดินทางมาเป็นเวลานาน ท้ายที่สุดฝูเฉินจะวางแผนชักดาบในช่วงเวลาสุดท้ายแบบนี้

คำว่าจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์คือคำนิยามที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับฝูเฉิน เพราะหลังจากชายชรากินอาหารสุดหรูติดต่อกันมาเป็นเวลานานกว่าสามเดือน ในท้ายที่สุดเขาก็กำลังวางแผนที่จะหนีลงจากยานอวกาศลำนี้ไป

หลังจากรับประทานอาหารจนเสร็จ ฝูเฉินก็เดินนำเซี่ยเฟยไปยังยานชูชีพอย่างคล่องแคล่ว ซึ่งมันก็หมายความว่าชายชราวางแผนหลบหนีล่วงหน้าเอาไว้ตั้งนานแล้ว

ในที่สุดยานชูชีพก็ได้ร่อนลงจอดบนดาวเคราะห์ที่สวยงาม ชายหนุ่มจึงสูดอากาศอันบริสุทธิ์เข้าไปอย่างสดชื่น

“มันเป็นดาวที่เต็มไปด้วยพลังจิตวิญญาณจริง ๆ คุณมาเจอสถานที่แบบนี้ได้ยังไง?”

“โดยทั่วไปโซลครีเอเตอร์จะมองหาดาวพวกนี้แล้วบันทึกเก็บไว้ใช้ในอนาคตเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว สิ่งที่นายจำเป็นจะต้องทำก็แค่ขโมยสมุดบันทึกของพวกพันธุ์ทางพวกนั้นมาซะ แค่นี้นายก็จะรู้เองว่าแถวไหนมีดาวเคราะห์ดี ๆ แบบนี้อยู่กี่ดวง” ฝูเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“เอ่อ…” เซี่ยเฟยถึงกับพูดไม่ออกอีกครั้ง เพราะหลังจากเหตุการณ์ชักดาบครั้งใหญ่ ฝูเฉินก็พูดถึงเรื่องการขโมยบันทึกของโซลครีเอเตอร์คนอื่นตาใส ราวกับว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาโดยทั่วไปที่ใคร ๆ ก็ทำกัน

“จะยืนอยู่เฉย ๆ อีกนานไหม? รีบ ๆ จัดการซะสิ” ฝูเฉินกล่าวกระตุ้น

“ถึงดาวดวงนี้จะเต็มไปด้วยพลังจิตวิญญาณแต่ผมยังไม่มีอุปกรณ์ตั้งต้นที่เหมาะสม พูดง่าย ๆ ว่าผมทำอะไรกับพลังงานพวกนี้ไม่ได้” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับยักไหล่

“อย่าลืมว่าสิ่งที่โกงที่สุดสำหรับผนึกจิตวิญญาณคือการที่มันสามารถกักเก็บพลังจิตวิญญาณได้ ใครบอกให้นายสร้างอุปกรณ์วิญญาณในตอนนี้ รีบ ๆ เก็บพลังจิตวิญญาณพวกนี้ไปเร็ว ๆ เข้า พวกเราจะได้ไปดาวดวงอื่นกันต่อ” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มขึ้นมาอย่างลึกลับ

***************

โอเค เหมาะกับการเป็นอาจารย์-ลูกศิษย์กันจริง ๆ เหลี่ยมทุกดอกแถมยังขโมยและชักดาบเป็นชีวิตจิตใจ 555555

จบบทที่ ตอนที่ 1,071 ชักดาบ

คัดลอกลิงก์แล้ว