- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,071 ชักดาบ
ตอนที่ 1,071 ชักดาบ
ตอนที่ 1,071 ชักดาบ
ตอนที่ 1,071 ชักดาบ
ในระหว่างที่เซี่ยเฟยกำลังนอนหลับพักผ่อนอย่างสบาย ตัวเขาก็ต้องรู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นลินนิจกำลังจับจ้องมองมาด้วยความตื่นเต้น
“คุณเป็นอะไรไป?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย
“ฉันกำลังมีความสุขมากน่ะสิ ในที่สุดออโรร่าก็จะมีโซลครีเอเตอร์เป็นของตัวเองแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่นายกลับไปรวมกลุ่มกับตระกูล พวกเราก็ไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลาประจบประแจงไอ้พวกหน้าเลือดพวกนั้นอีกต่อไป”
“อีกอย่างคือการพัฒนาของนายยังคงรวดเร็วมาก ฉันคิดว่าอีกไม่นานพวกเราก็จะได้กำจัดพวกรีเวิร์สเพื่อล้างแค้นให้กับนายน้อยแล้ว” ลินนิจกล่าวอย่างตื่นเต้นจนแทบจะร้องไห้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“พูดตามตรงเลยนะว่าฉันไม่ได้อยากกลับไปที่ตระกูล และถึงแม้ว่าฉันจะมีสายเลือดออโรร่าอยู่ภายในร่าง แต่ฉันยังไม่เคยได้เจอกับคนของตระกูลนี้เลยด้วยซ้ำ จิตสำนึกของฉันยังคงบอกว่าฉันคือชาวโลกอยู่เสมอ”
“นอกจากนี้ปู่ของฉันยังถูกออโรร่าขับไล่ออกมาจากตระกูล หากจู่ ๆ ฉันโผล่ออกไปมันจะไม่มีปัญหาตามมาจริง ๆ เหรอ? ส่วนเรื่องการแก้แค้นก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของเวลาไปดีกว่า ถึงยังไงตอนนี้ดินแดนกฎก็ยังปลอดภัย ตราบใดก็ตามที่ฉันยังคงพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง สักวันพวกรีเวิร์สย่อมถูกกำจัดไปจากจักรวาลอย่างแน่นอน”
“การพึ่งพาความแข็งแกร่งของตัวเองย่อมดีกว่าการพึ่งพาความแข็งแกร่งของผู้อื่นอยู่แล้ว ไม่ว่าออโรร่าจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่นั่นมันก็เป็นเรื่องของพวกเขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับฉันเป็นการส่วนตัว”
เซี่ยเฟยไม่ชอบพึ่งพาความแข็งแกร่งของใครมาโดยตลอด สิ่งที่เขาเชื่อมั่นมีเพียงความแข็งแกร่งของตัวเองเท่านั้น อีกอย่างเขาก็ไม่ใช่คนที่ภักดีต่อตระกูลอย่างไม่ลืมหูลืมตาเหมือนกับลินนิจ เพราะย้อนกลับไปหากทางตระกูลไม่ได้ขับไล่ปู่ของเขาออกมา เรื่องราวมันก็คงจะไม่ยุ่งเหยิงอย่างในปัจจุบันด้วยเหมือนกัน
น่าเสียดายที่คำตอบของเซี่ยเฟยทำให้ลินนิจร้องไห้อย่างฟูมฟาย และพยายามอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาเพื่อบอกว่าในตอนนั้นออโรร่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากจะต้องขับไล่เซียวกู๋ออกมาจากตระกูลจริง ๆ ท่าทางของวิญญาณผู้พิทักษ์จึงทำให้ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกรำคาญ
แต่ในทันใดนั่นเองมันก็มีเสียงของฝูเฉินดังขึ้นมาจากนอกประตู และเนื่องมาจากชายชราคือโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้ที่แข็งแกร่ง บทสนทนาระหว่างเซี่ยเฟยกับลินนิจจึงไม่อาจรอดพ้นไปจากหูของเขาได้
“ลินนิจพูดถูกแล้ว ฉันคิดว่าอย่างน้อยนายก็ควรกลับไปที่ออโรร่าก่อน ถ้าหากว่าทางตระกูลยังคงต้อนรับนายเป็นอย่างดี อย่างน้อยมันก็จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องดินแดนกฎได้เร็วกว่าเดิมไม่ใช่เหรอ?”
เซี่ยเฟยชะงักค้างจากคำพูดของฝูเฉินไปเล็กน้อย แล้วมันก็คงจะเป็นเรื่องโกหกถ้าหากว่าเขาจะบอกว่าตัวเองไม่ได้สนใจเรื่องการกลับไปยังดินแดนกฎเลย ไม่ว่ายังไงครั้งนี้เขาก็จากมาโดยไม่ได้ร่ำลาเขาจึงเป็นห่วงความรู้สึกของคนอื่น ๆ มากโดยเฉพาะคนรักอย่างแอวริล
ต่อมาชายชราก็เปิดประตูเข้ามาภายในห้อง ก่อนที่จะทิ้งตัวลงนั่งข้าง ๆ ชายหนุ่มโดยไม่ได้ขออนุญาต
“ข้อเสนอแนะของคุณน่าดึงดูดใจจริง ๆ แต่คุณก็ควรจะรู้ด้วยว่ามันมีศัตรูที่สาบานจะฆ่าล้างครอบครัวของผมอย่างอาฆาตแค้น การกลับไปที่ออโรร่าก็ไม่ต่างไปจากแมงเม่าที่กำลังบินเข้ากองไฟ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเหนื่อยใจ
“แล้วยังไง? นายคิดจะหลีกเลี่ยงเธอไปตลอดชีวิตเลยงั้นเหรอ?” ฝูเฉินกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย
“ไม่มีทาง! สิ่งที่ผมกำลังทำอยู่คือการเตรียมความพร้อม แล้ววันหนึ่งผมจะไปทวงความยุติธรรมให้ตัวเองกลับคืนมา” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างเคร่งขรึม
ในความเป็นจริงชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวเรื่องคำสาปเลยแม้แต่นิดเดียว แต่ทั่วทั้งจักรวาลมีตัวตนอันแปลกประหลาดอยู่อย่างมากมาย และบางทีศัตรูก็อาจจะมีวิธีทำร้ายคนที่เขารักอย่างแอวริลโดยที่เขาไม่รู้ตัวก็ได้
ไม่ว่ายังไงหญิงสาวผู้ลึกลับคนนี้จะต้องตาย เพียงแต่ในปัจจุบันเขายังไม่มีความสามารถในการกำจัดเธอก็เท่านั้นเอง
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าแผนการของนายจะต้องใช้เวลาไปอีกกี่ปี แต่ฉันพอจะมีวิธีช่วยลดเวลาในแผนการของนายได้” ฝูเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“วิธีอะไร?” เซี่ยเฟยถามอย่างกระตือรือร้น
“วิธีการนี้ง่ายมากคือนายต้องกลายเป็นปรมาจารย์โซลครีเอเตอร์สายรักษาซะ ตอนนี้จำนวนของโซลครีเอเตอร์ในจักรวาลมีน้อยลงเรื่อย ๆ และแม้แต่ตัวฉันเองก็ไม่สามารถสร้างอุปกรณ์วิญญาณสายรักษาได้ด้วยเหมือนกัน”
“เมื่อนายมีอำนาจมากพอนายก็จะมีกองกำลังเป็นของตัวเอง อย่างแย่ที่สุดฉันก็จะเป็นคนที่ช่วยนายในการกำจัดเธอเอง ส่วนราคาของความช่วยเหลือนี้คือฉันต้องการส่วนแบ่งอุปกรณ์วิญญาณที่นายสร้างในอนาคตไป 30%” ฝูเฉินกล่าว
เซี่ยเฟยขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย เพราะราคาที่ฝูเฉินต้องการค่อนข้างมากอยู่พอสมควร แต่ราคานี้มันก็จะทำให้ดินแดนกฎหลุดพ้นจากพวกรีเวิร์สไปด้วยเช่นเดียวกัน
“ตกลง” เซี่ยเฟยกล่าวตอบอย่างเรียบง่าย
ฝูเฉินเผยรอยยิ้มออกมาอย่างพอใจ ก่อนที่เขาจะหยิบหนังสือโลหะออกมาจากแหวนมิติและมอบให้กับเซี่ยเฟย
“นี่มันอะไร?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย
“นี่คือพื้นฐานของโซลครีเอเตอร์ที่แท้จริง นายควรเรียนรู้ข้อมูลพวกนี้อย่างจริงจัง มันจะช่วยให้นายสร้างอุปกรณ์วิญญาณระดับสูงได้ในอนาคต ตั้งแต่วันนี้ไปหยุดเข้าร่วมโซลแบทเทิลซะ ตั้งใจเรียนรู้พื้นฐานจากหนังสือเล่มนี้ก่อนและฟื้นฟูร่างกายกลับมาโดยเร็วที่สุด ถ้าหากว่านายต้องการจะฝึกจริง ๆ ก็ให้ใช้ห้องฝึกของศูนย์ฝึกเสมือนจริงทางด้านบน”
“ความวุ่นวายที่นายก่อขึ้นมาในช่วง 2-3 วันนี้มันใหญ่โตมากเกินไปแล้ว เราควรค่อย ๆ ปล่อยให้ชื่อของเสี่ยวเฟยจางหายไปตามกาลเวลา”
เซี่ยเฟยแบะริมฝีปากขึ้นมาเล็กน้อยและต้องยอมรับว่ามันไม่มีของฟรีในจักรวาลนี้ด้วยเหมือนกัน หากเขาต้องการความช่วยเหลือจากฝูเฉิน เขาก็จะจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของชายชราโดยไม่มีข้อยกเว้น
—
เมื่อเสี่ยวเฟยหายตัวไปมันก็สร้างความรู้สึกไม่พอใจให้กับฝูงชนอยู่พักหนึ่ง แต่ในที่สุดเวลาก็ค่อย ๆ ล่วงเลยผ่านไป จนสามเดือนต่อมาสปีดเดอร์แมมมอธก็ใกล้จะจอดเทียบท่าชานเมืองของกาแล็กซีทาโรต์แล้ว
ในช่วงสามเดือนที่ผ่านมาเซี่ยเฟยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการศึกษาพื้นฐานโซลครีเอเตอร์ และถึงแม้ระดับของเขาจะยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ทักษะเกี่ยวกับโซลครีเอเตอร์กลับพัฒนาขึ้นจากเดิมไปไกล
ที่สำคัญกว่านั้นคือร่างกายของเขากลับมาแข็งแรงอีกครั้งหนึ่งแล้ว ซึ่งในคราวนี้ไม่เพียงแต่ร่างกายของเขาจะฟื้นฟูกลับมาเท่านั้น แต่มันยังมีความแข็งแรงมากกว่าก่อนที่เขาจะได้รับบาดเจ็บอีกด้วย
วันนี้ชายหนุ่มเดินทางมายังศูนย์ฝึกเสมือนจริงเช่นเคย ก่อนที่เขาจะเปิดประตูเพื่อเข้าไปตรวจสอบหน้าจอที่มีข้อความเขียนอยู่บนนั้น
“น่าทึ่งมาก ในสามเดือนมานี้ทักษะร่างกายของคุณได้รับการประเมินถึง 97 คะแนนแล้ว ปฏิกิริยาการตอบสนองของคุณก็เร็วมากจนไม่อาจจะจินตนาการได้ แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมคุณถึงฝึกแต่พื้นฐานเท่านั้น ไม่เห็นคุณฝึกพลังวิญญาณบ้างเลย?”
ข้อความนี้ถูกทิ้งเอาไว้โดยเย่จือสุ่ยที่เดินทางมาตรวจสอบข้อมูลของเซี่ยเฟยทุกวัน และเนื่องมาจากว่าร่างกายของชายหนุ่มค่อย ๆ ฟื้นตัว คะแนนประเมินที่เขาทำได้มันจึงเพิ่มขึ้นไปจากเดิม
อย่างไรก็ตามการพูดคุยเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้ก็เป็นเพียงแค่การฝากข้อความเอาไว้เท่านั้น มันยังไม่มีใครเคยเห็นหน้าตาของอีกฝ่ายเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งส่วนใหญ่เซี่ยเฟยก็จะตอบกลับไปด้วยประโยคที่เรียบง่าย ซึ่งเป็นประโยคห้วน ๆ ไม่ต้องการจะทำให้บทสนทนามันยืดยาวออกไป
“พลังวิญญาณ? ฉันไม่เข้าใจ” ชายหนุ่มทิ้งข้อความเอาไว้ด้วยรอยยิ้ม ก่อนที่เขาจะสังเกตเห็นต่างหูคู่หนึ่งส่องแสงอยู่บนพื้น ซึ่งมันอาจจะเป็นของที่เย่จือสุ่ยหลงลืมเอาไว้ที่นี่
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งเซี่ยเฟยก็เก็บต่างหูคู่นี้เข้าไปในแหวนมิติอย่างตั้งใจ และมันก็ไม่มีใครรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
—
เด็กสาวอ่านข้อความบนหน้าจอแสงด้วยรอยยิ้ม และเมื่อเธอสังเกตเห็นว่าต่างหูบนพื้นได้หายไป เธอก็นำมือขึ้นมาปิดปากพร้อมกับส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาเบา ๆ
“อุ้ย! เขาแอบเก็บต่างหูฉันไปงั้นเหรอ!” เย่จือสุ่ยอุทานพร้อมกับใบหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง
น่าเสียดายที่เด็กสาวไม่ได้รู้ตัวเลยว่าเสี่ยวเซียวรู้สึกหดหู่ใจจนไม่ได้เดินทางมายังศูนย์ฝึกตลอดสามเดือนที่ผ่านมา ข้อความที่เธอคิดว่าเธอพูดคุยกับคุณชายเซียวมาโดยตลอด แต่แท้ที่จริงแล้วมันคือข้อความที่เธอได้พูดคุยกับเซี่ยเฟย
ซีหว่าถูที่รออยู่ด้านนอกทำได้เพียงแต่ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้เท่านั้น แน่นอนว่าเขาย่อมรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เด็กสาวได้ทำลงไป แต่เขาก็ทำได้เพียงแต่ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปโดยไม่สามารถจะเข้าไปแทรกแซงได้เลย
ในเวลาเดียวกันเซี่ยเฟยก็เดินทางไปยังร้านอาหารเพื่อรับประทานอาหารเช้า แต่ในวันนี้ฝูเฉินจัดอาหารเอาไว้ชุดใหญ่แตกต่างจากวันอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง
“รีบกินซะ พวกเรากำลังจะไปแล้ว” ฝูเฉินกล่าวขณะรับประทานอาหาร
“เรายังไม่ถึงกาแล็กซีทาโรต์เลย แล้วเราจะไปไหน?” เซี่ยเฟยถามอย่างสับสน
“เห็นดาวสีเขียวดวงนั้นไหม? มันเป็นสถานที่ที่อุดมไปด้วยพลังจิตวิญญาณ เราจะไปที่นั่นก่อนแล้วค่อยไปกาแล็กซีทาโรต์ในภายหลัง อีกอย่างเมื่อเราไปถึงปลายทางพวกเราก็จะถูกบังคับให้จ่ายบิล นายมีเงินมากพอจะจ่ายค่าอาหารพวกนี้มั้ยล่ะ?” ฝูเฉินกล่าวอย่างเรียบเฉย
คำตอบของชายชราถึงกับทำให้เซี่ยเฟยเกือบน้ำตาไหล เพราะใครจะไปรู้ว่าหลังจากพวกเขาเดินทางมาเป็นเวลานาน ท้ายที่สุดฝูเฉินจะวางแผนชักดาบในช่วงเวลาสุดท้ายแบบนี้
—
คำว่าจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์คือคำนิยามที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับฝูเฉิน เพราะหลังจากชายชรากินอาหารสุดหรูติดต่อกันมาเป็นเวลานานกว่าสามเดือน ในท้ายที่สุดเขาก็กำลังวางแผนที่จะหนีลงจากยานอวกาศลำนี้ไป
หลังจากรับประทานอาหารจนเสร็จ ฝูเฉินก็เดินนำเซี่ยเฟยไปยังยานชูชีพอย่างคล่องแคล่ว ซึ่งมันก็หมายความว่าชายชราวางแผนหลบหนีล่วงหน้าเอาไว้ตั้งนานแล้ว
ในที่สุดยานชูชีพก็ได้ร่อนลงจอดบนดาวเคราะห์ที่สวยงาม ชายหนุ่มจึงสูดอากาศอันบริสุทธิ์เข้าไปอย่างสดชื่น
“มันเป็นดาวที่เต็มไปด้วยพลังจิตวิญญาณจริง ๆ คุณมาเจอสถานที่แบบนี้ได้ยังไง?”
“โดยทั่วไปโซลครีเอเตอร์จะมองหาดาวพวกนี้แล้วบันทึกเก็บไว้ใช้ในอนาคตเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว สิ่งที่นายจำเป็นจะต้องทำก็แค่ขโมยสมุดบันทึกของพวกพันธุ์ทางพวกนั้นมาซะ แค่นี้นายก็จะรู้เองว่าแถวไหนมีดาวเคราะห์ดี ๆ แบบนี้อยู่กี่ดวง” ฝูเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เอ่อ…” เซี่ยเฟยถึงกับพูดไม่ออกอีกครั้ง เพราะหลังจากเหตุการณ์ชักดาบครั้งใหญ่ ฝูเฉินก็พูดถึงเรื่องการขโมยบันทึกของโซลครีเอเตอร์คนอื่นตาใส ราวกับว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดาโดยทั่วไปที่ใคร ๆ ก็ทำกัน
“จะยืนอยู่เฉย ๆ อีกนานไหม? รีบ ๆ จัดการซะสิ” ฝูเฉินกล่าวกระตุ้น
“ถึงดาวดวงนี้จะเต็มไปด้วยพลังจิตวิญญาณแต่ผมยังไม่มีอุปกรณ์ตั้งต้นที่เหมาะสม พูดง่าย ๆ ว่าผมทำอะไรกับพลังงานพวกนี้ไม่ได้” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับยักไหล่
“อย่าลืมว่าสิ่งที่โกงที่สุดสำหรับผนึกจิตวิญญาณคือการที่มันสามารถกักเก็บพลังจิตวิญญาณได้ ใครบอกให้นายสร้างอุปกรณ์วิญญาณในตอนนี้ รีบ ๆ เก็บพลังจิตวิญญาณพวกนี้ไปเร็ว ๆ เข้า พวกเราจะได้ไปดาวดวงอื่นกันต่อ” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับเผยรอยยิ้มขึ้นมาอย่างลึกลับ
***************
โอเค เหมาะกับการเป็นอาจารย์-ลูกศิษย์กันจริง ๆ เหลี่ยมทุกดอกแถมยังขโมยและชักดาบเป็นชีวิตจิตใจ 555555