เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1,067 นายน้อยเซียว

ตอนที่ 1,067 นายน้อยเซียว

ตอนที่ 1,067 นายน้อยเซียว


ตอนที่ 1,067 นายน้อยเซียว

“นี่มันอะไร?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัยขณะชี้นิ้วไปยังเครื่องจักรขนาดใหญ่ภายในห้อง

“นี่คือศูนย์ฝึกเสมือนจริงที่แตกต่างจากระบบจำลองต่อสู้เสมือนจริงอยู่นิดหน่อย เครื่องจำลองต่อสู้เสมือนจริงเป็นการเผชิญหน้ากับผู้เล่นคนอื่น แต่ศูนย์ฝึกเสมือนจริงนี้เป็นการฝึกฝนแบบคนเดียว”

“ที่สำคัญคือตัวเครื่องสามารถจำลองตัวตนของนายขึ้นมาได้ ถ้าหากนายอยากจะทำความคุ้นเคยกับท่าเท้าแปลก ๆ นั่น นายก็ฝึกในเครื่องนี้ได้เหมือนกัน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นด้านในจะให้ความรู้สึกเหมือนกับการฝึกข้างนอกทุกประการ” ฝูเฉินอธิบาย

เซี่ยเฟยชะงักค้างไปเล็กน้อยเพราะเครื่องจักรแบบนี้เป็นเครื่องจักรที่เทคโนโลยีในดินแดนกฎพยายามไล่ตามมาโดยตลอด แต่ในจักรวาลอัลฟ่าไม่เพียงแต่จะคิดค้นเทคโนโลยีจำลองตัวตนขึ้นมาได้เท่านั้น แต่มันยังสามารถนำมาใช้งานจริงได้อีกด้วย

ระบบจำลองแบบนี้สามารถอำนวยความสะดวกให้กับการฝึกฝนได้เป็นอย่างดี เพราะถ้าหากว่าเขาต้องการที่จะทดสอบทักษะการต่อสู้ใหม่ ๆ เขาก็สามารถทดลองในระบบจำลองได้โดยไม่จำเป็นจะต้องใช้พลังงานจากร่างกายโดยตรง

“ราคาของศูนย์ฝึกเสมือนจริงสูงมากกว่า 100,000 ล้านไข่มุกวิญญาณ แล้วมันก็เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับนักรบได้เยอะมาก ถ้าหากว่านายไม่ได้มีตั๋ววีไอพีของยาน นายจะไม่มีโอกาสได้ใช้งานมันด้วยซ้ำ”

“สาเหตุที่ฉันให้นายซื้อตั๋วห้องหรูก็เพราะห้องระดับนี้มีเส้นทางแอบขึ้นมาใช้งานห้องฝึกเสมือนจริงอยู่ ตอนนี้รู้แล้วใช่ไหมว่าทำไมฉันถึงคะยั้นคะยอให้นายซื้อตั๋วห้องหรูมากกว่าตั๋วธรรมดา เพราะสิทธิประโยชน์พวกนี้มันอยู่เหนือกว่าราคาของตั๋วไปไกล”

“ตอนนี้ยังไม่มีใครอยู่พอดี รีบ ๆ ไปฝึกท่าเท้านั้นซะซิ ถ้าหากมีใครมาเห็นมันก็คงจะไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเรา” ฝูเฉินกล่าวขณะมองสำรวจพื้นที่โดยรอบอย่างระมัดระวัง

“อะไรนะ?! ตั๋วราคา 1,350,000 ไข่มุกวิญญาณก็ยังใช้ห้องฝึกนี้ไม่ได้อีกงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยถามกลับไปอย่างตกตะลึง

“ของบางอย่างแค่มีเงินอย่างเดียวมันก็ไม่พอหรอกนะ อย่างเช่น ห้องฝึกอบรมพวกนี้ที่ถูกเตรียมเอาไว้ให้แขกวีไอพีเท่านั้น โชคดีที่ฉันเคยเดินทางบนสปีดเดอร์แมมมอธมาก่อนและบังเอิญรู้ว่าห้องหรูมีช่องทางเชื่อมกับพื้นที่วีไอพี นายควรใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด” ฝูเฉินกล่าว

เซี่ยเฟยพยักหน้าก่อนที่จะเปิดประตูเดินเข้าไปภายในห้อง ซึ่งศูนย์ฝึกเสมือนจริงแห่งนี้มีลักษณะเป็นทรงกลมไม่มีช่องหน้าต่างจึงไม่มีใครสามารถมองเห็นสิ่งที่เขาทำการฝึกภายในห้องได้

ระหว่างที่ชายหนุ่มทำการฝึก ฝูเฉินก็เดินกลับไปยังทางเดิมพร้อมกับเพลิดเพลินไปกับมื้ออาหารสุดหรู และแน่นอนว่าเซี่ยเฟยย่อมเป็นคนจ่ายราคาค่าอาหารเหล่านี้แทนชายชรา

ศูนย์ฝึกเสมือนจริงมีห้องฝึกแยกใช้งานอยู่ทั้งหมด 4 ห้อง โดยแต่ละห้องถูกปกปิดเอาไว้อย่างมิดชิดเพื่อความเป็นส่วนตัวของแขกวีไอพีที่เดินทางเข้ามาใช้งาน

เสี่ยวเซียวหรือนายน้อยเซียวคือหนึ่งในผู้มีสิทธิ์ใช้ศูนย์ฝึกเสมือนจริง 1 ใน 4 ห้องนี้ และในปัจจุบันเขาก็กำลังอยู่ในห้องพักพร้อมกับผู้คุ้มกันชราทั้งสองคน

วันนี้เสี่ยวเซียวได้รู้ข่าวมาว่ามันมีคนใช้ตัวละครเสี่ยวซิงชนะคู่ต่อสู้ถึง 101 คนติดต่อกัน เด็กหนุ่มจึงสนใจในเรื่องนี้มากและพยายามหาวิดีโอรับชมการต่อสู้ที่เกิดขึ้นในทันที

ภาพที่ปรากฏทำให้เสี่ยวเซียวรู้สึกตกตะลึงมาก เพราะเซี่ยเฟยสามารถควบคุมตัวละครแขนขาดเคลื่อนไหวไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว ซึ่งนอกเหนือจากการจู่โจมเข้าใส่ศัตรูอย่างโหดเหี้ยมแล้ว การเคลื่อนไหวที่ราวกับภูตผียังทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกตื่นตาตื่นใจมากอีกด้วย

“พวกคุณรู้ไหมว่าเทคนิคการเคลื่อนไหวแบบนี้มันเป็นของตระกูลไหน?” เสี่ยวเซียวถามชายชราผู้ทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ด

ชายชราทั้งสองคนเริ่มสังเกตการเคลื่อนไหวของเสี่ยวซิงอย่างระมัดระวัง ก่อนที่พวกเขาจะตอบขึ้นมาว่า

“ผมไม่เคยเห็นการเคลื่อนไหวในลักษณะนี้มาก่อนเลย มันดูคล้ายกับการเคลื่อนไหวของตระกูลเป่ยเล็กน้อย แต่มันดูมีความคล่องแคล่วมากยิ่งกว่า”

“ใช่ การเคลื่อนไหวของเขาน่ากลัวมาก หากเราต้องเผชิญหน้ากับเขาโดยตรง เขาจะต้องเป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือได้ยากลำบากมากแน่นอน”

“ที่สำคัญที่สุดคือถึงแม้เขาจะเข้าควบคุมร่างกายที่ไม่สมดุลย์ แต่เขากลับสามารถรักษาสมดุลย์ของร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่ในการต่อสู้จริงทักษะของเขาก็คงจะเอามาใช้งานไม่ง่ายขนาดนั้น” เสี่ยวเซียวกล่าว

“นายน้อยพูดถูกแล้ว ท้ายที่สุดในการต่อสู้จริงมันก็ไม่ได้พึ่งพาเพียงแค่ทักษะทางด้านร่างกายเพียงอย่างเดียว แต่พวกเราจะใช้ทักษะทางด้านวิญญาณเป็นหลัก ทักษะการเคลื่อนไหวของเขามันน่าทึ่งก็จริง แต่มันก็ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่จะนำมาซึ่งชัยชนะเมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักรบวิญญาณ” ชายชราหน้ายาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ลุงสาม คุณจะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูก การที่เขามีทักษะร่างกายที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้แสดงว่าระดับพลังวิญญาณของเขาย่อมไม่เลวอย่างแน่นอน ฉันคิดว่าบางทีเขาอาจจะเป็นปรมาจารย์ที่ซ่อนเร้น ไม่อยากจะเปิดเผยตัวตนของตัวเองออกมา” เสี่ยวเซียวกล่าวอย่างเคร่งขรึม

หลังจากพูดจบเสี่ยวเซียวก็ลุกยืนขึ้นแล้วเดินออกไปทางประตู ชายชราทั้งสองจึงรีบถามขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

“นายน้อยนั้นคุณจะไปไหน?”

“ฉันจะไปซ้อม ลุงสามกับลุงสี่ไม่ต้องตามฉันมาก็ได้” เสี่ยวเซียวกล่าวโดยไม่หันหน้ากลับมามอง

“ฉันว่านายน้อยเจ็ดจะต้องพยายามไปลองควบคุมเสี่ยวซิงแน่ ๆ” ชายชราที่ชื่อเจิ้งซานหันไปพูดกับชายชราที่ชื่อเจิ้งซื่อ

“ทำไมนายน้อยไม่ลองที่ห้องล่ะ? เขาจะออกไปข้างนอกทำไม?” เจิ้งซื่อถามอย่างสงสัย

“นายน้อยไม่เคยยอมแพ้เรื่องอะไรง่าย ๆ อยู่แล้ว เพียงแต่คราวนี้เขาไม่มั่นใจว่าเขาจะสามารถควบคุมเสี่ยวซิงได้ดีเหมือนกับเสี่ยวเฟยคนนั้น เขาเลยต้องการจะไปฝึกซ้อมในห้องฝึกเสมือนจริงเสียก่อน เพื่อไม่ให้เราได้เห็นช่วงเวลาที่เขายังควบคุมเสี่ยวซิงไม่ได้” เจิ้งซานกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“นั่นสินะ นายน้อยคงจะอายที่จะให้เราเห็นในระหว่างที่เขากำลังทำการฝึกซ้อม” เจิ้งซื่อกล่าวพร้อมกับพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“คุณหนูทั้งหกคนก่อนนายน้อยต่างก็เป็นผู้หญิงหมดเลย นายน้อยเจ็ดเลยเป็นทายาทผู้ชายเพียงคนเดียวของตระกูล แรงกดดันที่เขาแบกรับเอาไว้ย่อมไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะจินตนาการได้ พวกเราไปเตรียมขนมเอาไว้ให้กับนายน้อยดีกว่า หลังจากที่เขาฝึกเสร็จเขาจะต้องหิวมากแน่ ๆ” เจิ้งซานกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ

ในตอนที่เสี่ยวเซียวเดินมาถึงศูนย์ฝึก เซี่ยเฟยก็ได้ใช้ห้องฝึก 1 ใน 4 ห้องนั้นอยู่แล้ว เด็กหนุ่มจึงขมวดคิ้วเปิดประตูเข้าไปใช้ห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้าม และเขาก็ไม่ค่อยพอใจนักที่ในศูนย์ฝึกมีคนอื่นได้ใช้บริการอยู่ด้วย

เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้ทำการฝึกฝนเซี่ยเฟยย่อมหลงลืมเวลาอยู่เสมอ ในชั่วพริบตาเดียวเวลาก็ได้ผ่านพ้นไปจนถึงตอนเช้าของอีกวันหนึ่งแล้ว

ชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องฝึกพร้อมกับบิดขี้เกียจ ซึ่งในระหว่างนั้นท้องของเขามันก็ร้องขึ้นมาเสียงดัง ไม่ว่ายังไงอาหารมื้อสุดท้ายเขาก็กินตั้งแต่เมื่อวาน ตอนนี้เขาจึงรู้สึกหิวมากจนสามารถกินควายเข้าไปได้ทั้งตัว

แต่ทันใดนั่นเองชายหนุ่มก็ได้สังเกตเห็นเจ้าอาหารที่จัดวางเอาไว้บนโต๊ะอย่างเรียบร้อย โดยอาหารเหล่านี้ถูกวางเอาไว้อย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีใครมาแตะต้องเลยแม้แต่คนเดียว

“ตาเฒ่าฝูเฉินก็เป็นคนดีอยู่เหมือนกันนะเนี่ย ถึงได้เตรียมอาหารเช้าเอาไว้ให้กับฉันแบบนี้” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้มขณะเดินเข้าไปนั่งลงบนโต๊ะ

“ไม่ต้องไปชมเขามากมายอะไรขนาดนั้นหรอก ท้ายที่สุดนายก็เป็นคนจ่ายค่าอาหารพวกนี้อยู่ดี” ลินนิจกล่าวอย่างไม่พอใจ

ฝูเฉินมักจะให้เซี่ยเฟยเป็นคนจ่ายค่าอาหารอยู่เสมอ ลินนิจจึงไม่พอใจเพราะคิดว่าชายชรากำลังเอาเปรียบนายน้อยของเขาอยู่

“ทุกอย่างมีราคาที่ต้องจ่าย ผลประโยชน์ที่เขาให้มามันก็คุ้มค่ากับเงินที่ฉันต้องจ่ายออกไปแล้ว อีกอย่างเราก็ไม่จำเป็นจะต้องกังวลเรื่องเงินขนาดนั้น หากเรากำลังขาดแคลนไข่มุกวิญญาณจริง ๆ เราก็แค่ต้องสร้างอุปกรณ์วิญญาณขายออกไปสัก 2-3 ชิ้น ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราจำเป็นจะต้องฟื้นฟูร่างกายกลับคืนมาซะก่อน” เซี่ยเฟยกล่าวขณะทานอาหารบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว

“เรื่องนั้นมันก็จริง การอยู่กับฝูเฉินทำให้นายพัฒนาได้เร็วมาก โดยเฉพาะการฝึกร่างกายผ่านทางเครื่องจำลองเมื่อวานที่ถ้าหากเขาไม่ได้พูดถึงมัน ฉันก็คงจะลืมไปแล้วว่าในจักรวาลอัลฟ่ามีระบบเสมือนจริงอย่างเกมโซลแบทเทิลอยู่ด้วย” ลินนิจกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“ฉันไม่โทษคุณหรอก ถึงยังไงคุณหลงก็ไปอยู่ในดินแดนกฎนานมาก และมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่คุณจะลืมเรื่องในจักรวาลอัลฟ่าไปบ้าง” เซี่ยเฟยกล่าวขณะยกมือขึ้นมาเช็ดปาก

โดยปกติฝูเฉินมักจะเตรียมอาหารมื้อใหญ่เอาไว้ให้กับเซี่ยเฟยอยู่เสมอ แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างอาหารมื้อนี้กลับมีปริมาณน้อยมาก ที่สำคัญคืออาหารถูกตกแต่งอย่างสวยงามแต่พวกมันกลับกลายเป็นสิ่งที่ดูไร้ประโยชน์

“เราไปหาของอย่างอื่นกินกันเถอะ ขนมพวกนี้มันน้อยเกินไป” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

หลังจากเซี่ยเฟยเดินจากไปเพียงแค่ 5 นาที เสี่ยวเซียวก็เดินออกมาจากห้องฝึกด้วยท่าทางที่เหนื่อยล้า เมื่อเปรียบเทียบกับเซี่ยเฟยแล้วเด็กหนุ่มคนนี้ดูอ่อนแรงกว่ามาก และในปัจจุบันใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดจนแทบจะไม่มีสีแดงเลือดให้เห็น

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมฉันถึงลอกเลียนแบบการเคลื่อนไหวของเขาไม่ได้?” เด็กหนุ่มอุทานออกมาอย่างสิ้นหวัง และทันใดนั้นท้องของเขาก็ส่งเสียงร้องขึ้นมาอย่างฉับพลัน เพราะว่าเขาไม่ได้กินอะไรมาตลอดทั้งคืน

เด็กหนุ่มรีบมองหาโต๊ะอาหารในทันที เพราะโดยปกติชายชราทั้งสองมักจะเตรียมขนมเอาไว้ให้ในระหว่างที่เขาทำการฝึกซ้อมอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามภาพที่ปรากฏกลับเป็นเพียงจานอาหารที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งอาหารอย่างที่ควรจะเป็น

เสี่ยวเซียวเริ่มก้าวเท้าออกไปข้างหน้าอย่างไม่พอใจ เพราะท้ายที่สุดเขาก็เป็นอัจฉริยะแห่งยุค แต่เขากลับไม่สามารถลอกเลียนแบบการเคลื่อนไหวของเซี่ยเฟยได้ และแม้แต่อาหารของเขาก็ยังหายไปอย่างปริศนาอีกด้วย

ระหว่างเดินทางกลับห้องเด็กหนุ่มก็บังเอิญชนเข้ากับเด็กสาวอายุประมาณ 15 ปีโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ในระหว่างที่เด็กสาวกำลังจะเผยรอยยิ้มออกมาอย่างเขินอาย เด็กหนุ่มกลับส่งเสียงตะคอกอย่างเย็นชา

“แปลกคนจริง ๆ” เด็กสาวบ่นพึมพำขณะจ้องมองไปยังเสี่ยวเซียวที่กำลังเดินจากไป

“คุณหนูอย่าไปยุ่งกับเขาดีกว่า ดูเหมือนว่าเขากำลังหงุดหงิดกับอะไรบางอย่าง” บอดี้การ์ดผิวคล้ำที่อยู่ด้านหลังกล่าวเตือน

เด็กสาวพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปภายในห้องฝึกที่เซี่ยเฟยได้ใช้ในก่อนหน้านี้ แต่ในทันใดนั้นดวงตาทั้งสองข้างของเด็กสาวก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง

“แข็งแกร่งมาก! เขาได้คะแนนฝึกร่างกายตั้ง 91 คะแนน!”

“คุณหนู ผมรู้ว่าเขาเป็นใคร” บอดี้การ์ดผิวคล้ำกล่าว

“เขาเป็นใครงั้นเหรอ?” เด็กสาวกล่าวถามด้วยแววตาอันเป็นประกาย

“เขาคือคุณชายเจ็ดของตระกูลเซียว…” บอดี้การ์ดกล่าวตอบพร้อมกับขมวดคิ้วราวกับว่าเขาไม่ค่อยชอบเสี่ยวเซียวมากนัก

“ตระกูลเซียวมันทำไมงั้นเหรอ? คุณปู่เคยบอกว่าใครก็ตามที่ทำคะแนนในด้านใดด้านหนึ่งของระบบนี้ได้เกินกว่า 90 คะแนน มันก็แสดงว่าเขาคือนักรบที่แข็งแกร่งมาก” เด็กสาวกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย

อย่างไรก็ตามเธอก็ไม่ได้รู้เลยว่าผลคะแนนนี้คือผลคะแนนของเซี่ยเฟย เพราะผลคะแนนที่แท้จริงของเสี่ยวเซียวมีอยู่เพียงแค่ 57 คะแนน

***************

มาแล้วตัวปัญหารายต่อไป

จบบทที่ ตอนที่ 1,067 นายน้อยเซียว

คัดลอกลิงก์แล้ว