- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,061 ฟื้นฟูจิตวิญญาณ
ตอนที่ 1,061 ฟื้นฟูจิตวิญญาณ
ตอนที่ 1,061 ฟื้นฟูจิตวิญญาณ
ตอนที่ 1,061 ฟื้นฟูจิตวิญญาณ
ลินนิจพูดเตือนสติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งว่าตัวตนของเซี่ยเฟยเคยถูกเรียกขานว่าโซลครีเอเตอร์สายรักษามาก่อน และนี่ก็เป็นโอกาสอันดีที่ชายหนุ่มจะได้ทดลองใช้ทักษะของตัวเองกับคนจริง ๆ
“ไม่มีเวลาแล้ว มีเพียงโซลครีเอเตอร์สายรักษาเท่านั้นที่สามารถซ่อมแซมวิญญาณที่เสียหายได้ ถ้าหากนายบอกฉันตั้งแต่แรกว่าเขาได้รับบาดเจ็บจากแรงสะท้อนกลับของอาวุธวิญญาณ ฉันคงไม่ซ่อมขวานล่าวิญญาณขึ้นมาอย่างเด็ดขาด เพราะเมื่อตัวขวานถูกซ่อมแซมจนเสร็จ พลังวิญญาณจะถูกส่งมาหาผู้ทำพันธสัญญาอย่างรุนแรงกว่าเดิม ฉันคิดว่าหลานชายของนายคงจะไม่รอดพ้นคืนนี้ไปแล้วล่ะ”
เมื่อนักรบและอาวุธวิญญาณทำพันธสัญญาเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน พวกเขาก็จะมีการส่งพลังสู่กันและกันเพื่อทำการปรับสมดุลย์ อย่างไรก็ตามในกรณีนี้คือกรณีที่นักรบทำพันธสัญญากับอาวุธวิญญาณที่มีพลังเกินตัว ทำให้เฟยไห่เจิ้งถูกพลังตีกลับจนวิญญาณได้รับบาดเจ็บในปัจจุบัน
ตอนที่ขวานล่าวิญญาณได้รับความเสียหายมันก็จะไม่ส่งพลังวิญญาณมาทำร้ายเฟยไห่เจิ้งที่นอนพักอยู่มากนัก แต่การที่พวกเขาได้ซ่อมแซมขวานล่าวิญญาณกลับคืนมา มันก็เป็นเหมือนกับการเร่งเวลาให้นักรบคนนี้ตกสู่ความตายอย่างรวดเร็วกว่าเดิม
ในเวลาเดียวกันเฟยไห่เจิ้งก็เป็นนักรบพรสวรรค์ที่สามารถเปิดผนึกวิญญาณดวงที่ 2 ได้ตั้งแต่อายุยังน้อย เขาจึงกลายเป็นความหวังของตระกูล เมื่อเฟยซิงเย่ได้ยินว่าหลานชายอาจจะต้องตายในคืนนี้ ชายชราผมขาวก็เกิดความเครียดจนเกือบจะเป็นลมล้มไปทั้งยืน
“ผมขอลองดูเขาได้ไหม?” เซี่ยเฟยกล่าวท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียด แล้วมันก็ทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบทันที
“คุณรักษาเขาได้งั้นเหรอ?” เฟยซิงเย่ถามอย่างอ่อนแรง
“ฉันไม่แน่ใจ แต่ฉันจะลองดู” เซี่ยเฟยตอบกลับอย่างใจเย็น
ฝูเฉินยังคงนิ่งเงียบโดยไม่พูดอะไร เพราะเขารู้ดีอยู่แล้วว่าเซี่ยเฟยคือโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้เหมือนกับตัวเอง เขาจึงไม่คิดว่าเซี่ยเฟยจะสามารถซ่อมแซมดวงวิญญาณของเฟยไห่เจิ้งได้
ท้ายที่สุดเขาก็เดินทางในแวดวงนี้มานานหลายปี หากเขาบอกว่ารักษาไม่ได้คนที่เพิ่งหัดเดินอย่างเซี่ยเฟยย่อมไม่สามารถทำได้ด้วยเหมือนกัน
ทันใดนั้นประตูก็เปิดออกอย่างฉับพลัน ก่อนที่เหลนชายหัวแข็งที่เคยช่วยพยุงเฟยซิงเย่จะรีบพุ่งตัวเข้ามา แท้ที่จริงเด็กหนุ่มคนนี้ก็ยังไม่ได้ปลีกตัวออกไปแต่แอบฟังบทสนทนาอยู่นอกหน้าต่างมาโดยตลอด เมื่อเขาได้ยินว่าเซี่ยเฟยกำลังจะเอาชีวิตพ่อของเขามาเสี่ยง เขาจึงไม่อาจจะทนอยู่นิ่ง ๆ ได้อีกต่อไป
“นายอายุน้อยกว่าฉันซะอีก! กล้าดียังไงจะมารักษาพ่อของฉัน!! คุณทวดอย่าไปเชื่อมันนะ มันก็เป็นเพียงแค่คนโกหก” ชายหนุ่มชี้หน้าเซี่ยเฟยพร้อมกับตะโกนเสียงดัง
เหตุการณ์นี้ทำให้เซี่ยเฟยขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจในทันที ก่อนที่เขาจะตอบรับกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเยาะเย้ย
“นายนี่เป็นลูกอกตัญญูจริง ๆ ในเมื่อนายพูดแบบนั้นก็เชิญปล่อยเขาตายไปเฉย ๆ ก็แล้วกัน ถึงยังไงเรื่องนี้มันก็ไม่เกี่ยวกับฉันอยู่แล้วนิ”
“นี่แก!” เฟยเซียวซีตะโกนขึ้นมาด้วยความโกรธ
ฝูเฉินที่อยู่ใกล้ ๆ ก็รู้สึกไม่ชอบใจนิสัยชายหนุ่มคนนี้ด้วยเช่นกัน ท้ายที่สุดทั้งตัวเขาและเซี่ยเฟยต่างก็เป็นโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้ด้วยเหมือนกัน การที่เซี่ยเฟยถูกมองว่าเป็นคนโกหกมันจึงรู้สึกไม่ต่างไปจากการที่ตัวเขาถูกด่าไปด้วย
“ถึงแม้ไอ้หนุ่มนี่จะอายุไม่มาก แต่เขาก็มากับฉัน ถ้าหากว่านายเต็มใจจะให้เขาลองดูมันก็ไม่เสียหายอะไรอยู่แล้วนิ” ฝูเฉินหันไปพูดกับเฟยซิงเย่ด้วยรอยยิ้ม
สีหน้าของชายชราผมขาวเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ระหว่างที่เขามองไปทางเซี่ยเฟยอย่างลังเล เพราะการที่ฝูเฉินบอกว่าทั้งคู่เดินทางมาด้วยกัน มันก็หมายความว่าเซี่ยเฟยคือโซลครีเอเตอร์เหมือนกับฝูเฉิน
คำว่าโซลครีเอเตอร์เป็นคำที่น่ากลัวมาก เพราะท้ายที่สุดทั่วทั้งจักรวาลก็มีตัวตนในระดับนี้อยู่เพียงแค่ไม่กี่คน อย่างไรก็ตามนักรบทั่วทั้งจักรวาลต่างก็จำเป็นจะต้องพึ่งพาอาวุธวิญญาณ มันจึงไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงตระกูลเล็ก ๆ อย่างตระกูลเฟยเลย เพราะทั่วทั้งกลุ่มดาววิหคทองก็ไม่มีใครกล้าจะรุกรานโซลครีเอเตอร์อย่างฝูเฉิน
เมื่อคิดมาได้จนถึงตอนนี้สีหน้าของเฟยซิงเย่ก็บิดเบี้ยวไปอย่างฉับพลัน เพราะเซี่ยเฟยไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับตระกูลเฟยของเขาเลย ตราบใดก็ตามที่ชายหนุ่มตรงหน้ารู้สึกไม่พอใจขึ้นมา เมื่อนั้นมันก็จะเป็นหายนะของตระกูลเฟย
ผัวะ!
เฟ่ยซิงเย่ตบเหลนชายอย่างรุนแรง ก่อนที่เขาจะส่งเสียงตะคอกขึ้นมาอย่างโกรธเกรี้ยว
“ไอ้เด็กเปรต! แกกล้าดียังไงมาพูดจาดูถูกแขกของตระกูลแบบนี้ หากฉันไม่สั่งสอนแกให้ดีหลังจากนี้แกนั่นแหละที่จะทำให้ตระกูลฉิบหาย!!”
หลังจากกระทืบเหลนชายของตัวเองอยู่นาน ในที่สุดชายชราผมขาวก็หันมาขอร้องเซี่ยเฟยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร
“ท่านอาจารย์ ได้โปรดยกโทษให้กับเหลนชายโง่ ๆ และช่วยไห่เจิ้งด้วยนะครับ”
“ฉันเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งที่มีความรู้เพียงแค่เล็กน้อย แล้วฉันจะไปทำอะไรได้ล่ะ?” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างเฉยชา
เห็นได้ชัดว่าคำพูดนี้มีไว้สำหรับประชดประชันเฟยเซียวซีโดยเฉพาะ ชายหนุ่มตระกูลเฟยจึงพยายามลุกยืนขึ้นด้วยความโกรธ ก่อนที่จะวิ่งออกไปจากห้องและตะโกนคำด่าทอขึ้นมาจากในระยะไกล
เฟยซิงเย่รู้สึกอับอายการกระทำของเหลนชายตัวเองมาก แต่เขาก็ยังคงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินและพยายามตื๊อให้เซี่ยเฟยทำการรักษาเฟยไห่เจิ้งต่อไป
“ถ้านายมีวิธีก็ช่วยลองดูหน่อย ไม่ว่ายังไงบรรพบุรุษของตระกูลเฟยก็เป็นสหายเก่าของฉัน” ฝูเฉินกล่าว
“นั่นมันเรื่องของคุณไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับผม คุณก็น่าจะได้ยินสิ่งที่เขาพูดเมื่อกี้นี้แล้ว นี่ถ้าหากว่าผมเริ่มรักษาแล้วเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ในเวลานั้นมันก็ไม่ต่างอะไรจากการที่ผมคือคนโกหกจริง ๆ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับยักไหล่
“ไม่ ๆ ๆ ๆ ๆ ผมไม่มีทางโทษว่ามันเป็นความผิดของคุณอย่างแน่นอน ไม่ว่าการรักษาจะผ่านพ้นไปด้วยดีหรือไม่ แต่ตระกูลเฟยก็ยังคงติดหนี้บุญคุณท่านอาจารย์อยู่ดี หากคุณไม่มั่นใจในเรื่องนี้คุณก็สามารถให้ผู้อาวุโสฝูเฉินมาเป็นพยานได้เลย” เฟยซิงเย่กล่าวขัดอย่างเร่งรีบ
ย้อนกลับไปในสมัยก่อนเฟยหลิงอี้กับฝูเฉินเคยตระเวนกินอาหารเลิศรสมาด้วยกันทั่วทั้งจักรวาล ชายชราจึงมีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเฟยไปโดยปริยาย เมื่อเฟยไห่เจิ้งที่มีความเก่งกาจมากที่สุดในตระกูลกำลังตกอยู่ในอันตราย มันจึงทำให้ฝูเฉินรู้สึกไม่สบายใจตามไปด้วย
“เซี่ยเฟยลงมือเถอะ ถือซะว่าฉันขอร้องก็แล้วกัน” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
“เอาล่ะในเมื่อคุณทำถึงขนาดนี้ ผมจะลองดูก็ได้”
หลังจากพูดจบเซี่ยเฟยก็ยังคงยืนอยู่นิ่ง ๆ ไม่ได้ทำอะไรภายใต้การจ้องมองของเฟยซิงเย่และฝูเฉิน
ลินนิจเคยบอกไว้ว่าโซลครีเอเตอร์ไม่เคยลงมือโดยปราศจากสิ่งตอบแทนอย่างเด็ดขาด เพราะย้อนกลับไปในตอนที่ออโรร่าต้องการจะซ่อมแซมดาบดราก้อนสไปน์ในตอนนั้น พวกเขาก็จำเป็นจะต้องจ่ายเงินมูลค่ามหาศาลเพื่อเป็นค่าซ่อมแซมอาวุธวิญญาณด้วยเหมือนกัน
แม้แต่ฝูเฉินที่มีความสัมพันธ์กับตระกูลเฟยก็ยังร้องขอสิ่งตอบแทนค่าซ่อมขวานล่าวิญญาณเป็นจำนวนมาก เซี่ยเฟยจึงต้องการไข่มุกวิญญาณเป็นค่าแรงสำหรับการลงมือในครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน
แน่นอนว่าด้วยสถานะที่มีความได้เปรียบอย่างในปัจจุบัน เขาย่อมไม่เป็นคนเอ่ยปากออกมาก่อนอย่างแน่นอน ชายหนุ่มจึงยืนอยู่นิ่ง ๆ โดยไม่รีบร้อนเพื่อให้อีกฝ่ายเป็นคนเสนอค่าตอบแทนขึ้นมาเอง
ทันใดนั้นฝูเฉินก็ตระหนักได้ในทันทีว่าเซี่ยเฟยกำลังต้องการอะไร เขาจึงแอบส่งสัญญาณให้เฟยซิงเย่และชื่นชมชายหนุ่มภายในใจว่าเป็นผู้รู้จักฉกฉวยโอกาสที่เข้ามา
เมื่อเห็นสัญญาณของฝูเฉิน เฟยซิงเย่ก็สะดุ้งขึ้นมาในทันที ก่อนที่จะคิดขึ้นมาได้ว่าโซลครีเอเตอร์จำเป็นจะต้องได้รับค่าตอบแทนจำนวนมหาศาลทุกครั้งที่พวกเขาทำการเคลื่อนไหว
“ท่านอาจารย์ ไม่ว่าการลงมือครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ตระกูลเฟยยินดีที่จะมอบเงินจำนวน 10 ล้านไข่มุกวิญญาณให้กับคุณเป็นสิ่งตอบแทน” เฟยซิงเย่กล่าว
“เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเราเริ่มดำเนินการ พวกเราจะต้องใช้พลังวิญญาณอันล้ำค่าไปอย่างมหาศาลและมันก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะหาซื้อได้ด้วยเงิน” ฝูเฉินกล่าวอธิบาย
“เรื่องนั้นผมรู้ดี บรรพบุรุษเคยย้ำเตือนเรื่องนี้ให้กับพวกเราแล้ว” เฟยซิงเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เอาล่ะเดี๋ยวฉันจะลองดู ก่อนหน้านั้นขอให้ทุกคนออกไปก่อนแล้วช่วยปิดผนึกห้องนี้เอาไว้ให้กับฉันด้วย” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
“ฉันก็ต้องออกไปด้วยงั้นเหรอ?” ฝูเฉินสะดุ้งขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อเซี่ยเฟยเลือกจะใช้คำว่าทุกคน
—
เมื่อทุกคนถูกไล่ออกไปห้องพักก็ถูกปิดผนึกเอาไว้โดยสมบูรณ์ ด้วยเหตุนี้มันจึงไม่มีใครรู้ว่าเซี่ยเฟยได้ดำเนินการรักษาเฟยไห่เจิ้งยังไงกันแน่
ก่อนออกไปฝูเฉินได้แอบดำเนินการทิ้งพลังเอาไว้อย่างลับ ๆ เพื่อที่เขาจะได้รับรู้ถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในห้อง
“ท่านเซี่ยเฟยจะรักษาได้จริง ๆ ใช่ไหม?” เฟยซิงเย่ถามอย่างกังวล
“ฉันตอบอะไรไม่ได้หรอก ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเฟยไห่เจิ้งเอง กระบวนการนี้มันยากลำบากมากเกินไป ฉันแนะนำว่านายอย่าคาดหวังอะไรมากเกินไปจะดีกว่า” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับส่ายหัว
ขณะเดียวกันเซี่ยเฟยก็ทำการหยิบโกลเด้นฟาลคอนออกมาจากแหวนมิติ ขนอุยจึงเตรียมกระโดดตะครุบอุปกรณ์ชิ้นนี้ในทันที แต่ชายหนุ่มได้ยกมือห้ามเจ้าตัวเล็กเอาไว้ซะก่อน
ต่อมาชายหนุ่มก็ได้ใส่โกลเด้นฟาลคอนเข้าไปในลำคอของตัวเอง ก่อนที่เขาจะเริ่มส่งเสียงขึ้นมาเบา ๆ
เสียงที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากโกลเด้นฟาลคอนตอนนี้ไม่ได้ดังมากนัก และมันก็ไม่สามารถเทียบได้กับเสียงที่ถูกปลดปล่อยในตอนที่ขนอุยส่งเสียงคำราม
อย่างไรก็ตามเสียงที่ถูกปลดปล่อยออกมาในปัจจุบันกลับให้ความรู้สึกเย็นสบายจนทำให้ขนอุยนอนบนพื้นอย่างมีความสุข และท่าทางของมันก็กำลังกระดี๊กระด๊ามากกว่าการได้กลืนกินพลังงานระดับสูงเสียอีก
แม้แต่เซี่ยเฟยก็กำลังรู้สึกว่าเขาถูกเสียงสัมผัสอย่างอ่อนโยน ทำให้เซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายกำลังฟื้นฟูขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ความจริงแล้วเสียงจากโกลเด้นฟาลคอนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายโดยตรง แต่มันส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณ แม้แต่ความสุขที่เกิดขึ้นมาก็เป็นความสุขที่เกิดขึ้นจากจิตวิญญาณด้วยเช่นกัน
ระหว่างนั้นเฟยไห่เจิ้งที่เคยนอนอยู่นิ่ง ๆ ก็เริ่มกระตุกขึ้นมา 2-3 ครั้งคล้ายกับว่าคลื่นเสียงอันอ่อนโยนนี้เริ่มเยียวยาจิตวิญญาณของเขาขึ้นมาบ้างแล้ว
“เอาอีก!” เซี่ยเฟยเริ่มเร่งพลังมากขึ้นโดยใช้พลังวิญญาณในการกระตุ้นโกลเด้นฟาลคอน
หมอกสีขาวค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นบนเตียงล้อมรอบเฟยไห่เจิ้งเอาไว้ราวกับทะเลหมอกอันบริสุทธิ์
กระบวนการนี้ผ่านพ้นไปอย่างยาวนาน เพราะเซี่ยเฟยไม่กล้าที่จะเร่งความเร็วมากเกินไป จิตวิญญาณของเฟยไห่เจิ้งจึงค่อย ๆ ถูกฟื้นฟูขึ้นมาทีละน้อย
ยิ่งเวลาผ่านพ้นไปเซี่ยเฟยก็ยิ่งสัมผัสว่าโกลเด้นฟาลคอนให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก และมันก็เป็นเพียงแค่เรื่องของเวลาก่อนที่วิญญาณของเฟยไห่เจิ้งจะถูกซ่อมแซม
—
แม้เซี่ยเฟยจะไม่ได้รีบร้อนแต่คนนอกห้องกลับเต็มไปด้วยความกังวล ทั่วทั้งใบหน้าของเฟยซิงเย่เต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดใหญ่ แม้แต่เฟยเซียวซีก็คอยสังเกตการณ์จากระยะไกลด้วยความกังวล
ในที่สุดเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงพลบค่ำ ฝูเฉินจึงเริ่มตระหนักถึงความจริงได้ในทันที เพราะถ้าหากว่าเซี่ยเฟยไม่สามารถซ่อมแซมวิญญาณของเฟยไห่เจิ้งได้ ชายหนุ่มก็ควรจะออกจากห้องมาได้แล้ว การที่เซี่ยเฟยยังคงหมกตัวอยู่ในห้องมานานกว่า 10 ชั่วโมง มันก็อาจจะเป็นไปได้ว่าชายหนุ่มสามารถซ่อมแซมจิตวิญญาณของผู้ป่วยขึ้นมาได้จริง ๆ
‘เซี่ยเฟยเป็นสายรักษางั้นเหรอ?’ ฝูเฉินขมวดคิ้วขณะคิดกับตัวเอง
ระหว่างอยู่ในดาวแคระแดงเขาได้พบเห็นการสร้างอาวุธวิญญาณของเซี่ยเฟยโดยบังเอิญ ชายชราจึงแอบติดตามชายหนุ่มมายังดาว 19 วิหคทอง แต่ถึงกระนั้นฝูเฉินก็ยังไม่รู้จักเซี่ยเฟยอย่างแท้จริง
ระหว่างที่ทุกคนกำลังเต็มไปด้วยความสงสัย เซี่ยเฟยก็เดินออกมาจากห้องด้วยร่างที่เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ระหว่างนั้นชายหนุ่มก็ทำการโบกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนทำการปลดโล่พลังงานที่ปิดผนึกพื้นที่บริเวณนี้เอาไว้
เมื่อโล่พลังงานถูกปลดลงเฟยซิงเย่ก็รีบวิ่งเข้าไปภายในห้องโดยลืมความอ่อนแอในก่อนหน้านี้ไปจนหมดสิ้น ฝูเฉินก็รีบเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน แต่หลังจากก้าวเท้าเข้ามาแค่ 2 ก้าว ชายชราก็ต้องตกตะลึงเมื่อสัมผัสได้ถึงพลังที่เต็มไปด้วยความเบาสบาย
เหตุผลที่เซี่ยเฟยไล่ทุกคนออกไปจากห้องไม่ใช่เพียงเพราะเขาไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าเขาทำการรักษาผู้ป่วยยังไง แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือทุกคนจะทำการดูดซับพลังรักษาเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้ผู้ป่วยไม่ได้รับพลังอย่างที่ควรจะเป็น
ในฐานะที่ฝูเฉินก็เป็นโซลครีเอเตอร์มาเป็นเวลานาน เขาจึงสามารถสัมผัสถึงความผิดปกติได้ในทันทีที่ผนึกได้คลายลง
วินาทีต่อมาเสียงร้องไห้ก็ดังขึ้นอย่างฉับพลัน ฝูเฉินจึงรีบหันไปมองทางเซี่ยเฟยด้วยความตกตะลึง
“นายไม่ได้ฆ่าใครไปใช่ไหม?!”
“ผมจะไปฆ่าคนอื่นทำไม” เซี่ยเฟยตอบกลับอย่างสงบ
ฝูเฉินมองภาพตรงหน้าด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เพราะความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าเซี่ยเฟยสามารถฟื้นฟูจิตวิญญาณของเฟยไห่เจิ้งขึ้นมาได้จริง ๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นภายในห้องคือเฟยไห่เจิ้งและเฟยซิงเย่กำลังกอดกันร้องไห้ขึ้นมาเสียงดัง ชายชราจึงตระหนักได้ในทันทีโดยไม่จำเป็นจะต้องตรวจสอบพลังที่เขาทิ้งเอาไว้ว่าเซี่ยเฟยคือโซลครีเอเตอร์สายรักษาจริง ๆ
***************
พี่เฟยใช้พลังจนจะหมดแรงแล้ว ดูแลตัวเองไปก่อนนะ ว่าแต่มาอัลฟ่าแล้วก็ยังขยันสร้างความตกตะลึงอีกนะเนี่ย