- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,062 กลับสู่ออโรร่า
ตอนที่ 1,062 กลับสู่ออโรร่า
ตอนที่ 1,062 กลับสู่ออโรร่า
ตอนที่ 1,062 กลับสู่ออโรร่า
ฝูเฉินรู้ดีว่าโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้สายรักษาที่มีผนึกจับวิญญาณมันมีความหมายว่ายังไง ดวงตาของเขาจึงจับจ้องมองไปยังเซี่ยเฟยอย่างตื่นเต้นมากขึ้นเรื่อย ๆ
“นายทำได้ดีมาก ที่สามารถประสบความสำเร็จถึงขนาดนี้ได้ตั้งแต่การลงมือครั้งแรก” ฝูเฉินกล่าวชม
“มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นักหรอก สิ่งที่ผมทำแค่ช่วยให้เฟยไห่เจิ้งพ้นขีดอันตรายมาได้เท่านั้น แต่มันยังจำเป็นจะต้องใช้เวลาอีกสักพักร่างกายของเขาถึงจะฟื้นฟูกลับมาได้อย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหนื่อยมากราวกับวิญญาณกำลังจะหลุดออกไปจากร่างเลย” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับโบกมือไปมา
“นายยังไม่เคยเรียนรู้ความแตกต่างระหว่างพลังวิญญาณและพลังจิตวิญญาณด้วยซ้ำ และนายก็เพิ่งมีโอกาสได้ใช้พลังจิตวิญญาณแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้นเอง มันเลยเป็นเรื่องปกติที่นายจะรู้สึกเหนื่อยมาก”
“การที่นายใช้พลังอย่างต่อเนื่องมาได้อย่างยาวนานมากขนาดนี้ มันก็เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมากแล้ว เมื่อไหร่ก็ตามที่นายได้เรียนรู้หลักการผันแปรพลังงาน เมื่อนั้นทุกอย่างมันก็จะค่อย ๆ ง่ายขึ้นมาเอง”
“จำเอาไว้ว่าพลังงานเป็นพื้นฐานของทุกอย่าง ไม่ว่าเราจะทำอะไรเราก็ควรสำรองพลังงานเอาไว้เสมอ โซลมาร์คชนิดจับวิญญาณเป็นโซลมาร์คที่เอาไว้ใช้ในการกักเก็บพลังวิญญาณได้ และนายก็ควรจะต้องใช้พลังงานของมันให้เกิดประโยชน์มากที่สุด” ฝูเฉินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“คุณกำลังบอกว่าเราสามารถเปลี่ยนพลังวิญญาณให้กลายเป็นพลังจิตวิญญาณได้งั้นเหรอ?!” เซี่ยเฟยถามพร้อมกับขมวดคิ้ว
“เมื่อไหร่ก็ตามที่นายทำการสังหารศัตรูเมื่อนั้นสิ่งที่นายได้รับคือพลังวิญญาณ แต่การสร้างหรือซ่อมแซมอุปกรณ์วิญญาณจำเป็นจะต้องใช้พลังจิตวิญญาณที่มีความแตกต่างกันออกไป พลังวิญญาณคือพลังที่เกิดจากบุคคล แต่พลังจิตวิญญาณเป็นพลังงานที่มีต้นกำเนิดมาจากจักรวาล แม้ภายนอกพวกมันจะดูคล้ายคลึงกันมากแต่ความจริงพวกมันเป็นพลังงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน”
“ความสามารถของโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้อย่างพวกเราคือการแปลงพลังวิญญาณให้กลายเป็นพลังจิตวิญญาณ เท่าที่ฉันสังเกตสมองของนายมีพลังวิญญาณกักเก็บเอาไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งมันจะต้องเกิดขึ้นมาจากการที่นายได้ผ่านสงครามใหญ่มาอย่างแน่นอน”
“ท่ามกลางวิญญาณพวกนั้นมีวิญญาณระดับสูงมากอยู่ถึง 4 ดวง เมื่อไหร่ก็ตามที่นายสามารถแปลงพลังวิญญาณให้เป็นพลังจิตวิญญาณได้สำเร็จ เมื่อนั้นฉันก็รับประกันได้เลยว่าการลงมือซ่อมแซมวิญญาณเหมือนในวันนี้จะไม่สร้างภาระให้กับนายอีกต่อไป”
“แน่นอนว่าการแปลงพลังงานก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำง่าย ๆ ด้วยเหมือนกัน ซึ่งอัตราการสูญเสียระหว่างการแปลงพลังงานมันก็ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญและระดับพลังของโซลครีเอเตอร์แต่ละคน ยกตัวอย่างเช่นถ้า หากโซลครีเอเตอร์ระดับต่ำทำการแปลงพลังงาน พลังวิญญาณที่สูญเสียไปในระหว่างกระบวนการอาจจะมากกว่า 50% ได้เลยทีเดียว แต่ถ้าหากโซลครีเอเตอร์ระดับสูงเป็นผู้ลงมือ อัตราการสูญเสียในระหว่างกระบวนการก็อาจจะอยู่ที่ประมาณ 20% เท่านั้น” ฝูเฉินอธิบาย
การได้รับความรู้เรื่องพลังจิตวิญญาณค่อนข้างจะทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกสับสนขึ้นมาเล็กน้อย เขาจึงทำได้เพียงแต่ยักไหล่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
“ตอนแรกนายเข้าใจว่าพลังงานถูกแบ่งหยาบ ๆ ออกเป็นพลังกายกับพลังวิญญาณใช่ไหม? ความจริงแล้วพลังงานจากคริสตัลต้นกำเนิดมันก็ถือว่าเป็นพลังงานพื้นฐานที่ห่างไกลจากพลังวิญญาณและพลังจิตวิญญาณมาก” ฝูเฉินอธิบายด้วยรอยยิ้ม แต่ในระหว่างที่พวกเขากำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สมาชิกของตระกูลเฟยก็ยังคงร่ำไห้ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องเมื่อได้พบว่าเฟยไห่เจิ้งรอดพ้นจากขีดอันตราย
“พวกเราไปเดินเล่นในสวนกันเถอะ เดี๋ยวฉันจะสั่งให้แม่ครัวเตรียมอาหารเอาไว้ให้เอง ตอนนี้ท้องของฉันมันกำลังร้องคำรามออกมาแล้ว” ฝูเฉินหันมากล่าวกับเซี่ยเฟย ซึ่งมันก็ดูเหมือนกับว่าชายคนนี้จะไม่ชอบเห็นคนอื่นร้องไห้มากนัก
เมื่ออีกฝ่ายกลับมาพูดเรื่องกินอีกครั้ง มันก็ถึงกับทำให้เซี่ยเฟยพูดไม่ออก เพราะช่วงเวลาปกติฝูเฉินดูไม่เหมือนโซลครีเอเตอร์ผู้ทรงอำนาจเลยแม้แต่นิดเดียว
—
ในที่สุดอาหารเมนูหน่อไม้มรกตที่ฝูเฉินรอคอยมานานก็ถูกนำมาเสิร์ฟ โดยมันเป็นซุปที่มีสีสันสดใสราวกับสระมรกตดูไม่เหมือนกับอาหารเลยแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตามซุปถ้วยนี้มันก็แทบที่จะไม่ส่งกลิ่นหอมออกมาเลย ราวกับว่ามันมีความสวยงามเพียงแค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นเอง
เพื่อเป็นการขอบคุณความช่วยเหลือจากฝูเฉินและเซี่ยเฟย ตระกูลเฟยจึงพยายามเตรียมอาหารมาเลี้ยงดูแขกผู้มีเกียรติทั้งสองอย่างดีที่สุด ถึงขนาดลงทุนกว้านซื้อวัตถุดิบที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเขาจะสามารถจัดหาได้
เฟยไห่เจิ้งยังไม่สามารถเดินทางมาเข้าร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้ด้วยตัวเองได้ เพราะถึงยังไงเขาก็พึ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บสาหัส ดังนั้นถึงแม้เขาจะต้องการเดินทางมาขอบคุณด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายเขาก็ต้องนอนพักผ่อนในห้องของตัวเองอยู่ดี
โต๊ะอาหารขนาดใหญ่มีผู้ร่วมรับประทานเพียงแค่ 3 คนเท่านั้นคือเซี่ยเฟย, ฝูเฉินและเฟยซิงเย่ ส่วนสมาชิกตระกูลเฟยในส่วนที่เหลือถูกจัดให้นั่งแยกโต๊ะออกไป และอาหารที่นำมาเสิร์ฟก็แตกต่างไปจากโต๊ะอาหารขนาดใหญ่โต๊ะนี้มาก
“นี่คือซุปหน่อไม้มรกตที่หาได้ยากมาก แม้แต่คนแก่ ๆ อย่างฉันก็เคยกินมันมาแค่ 10 ครั้งตลอดชีวิตเท่านั้นเอง” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับเช็ดน้ำลายที่มุมปาก
เซี่ยเฟยตักซุปมาที่ถ้วยของตัวเองในทันที ซึ่งน้ำซุปของอาหารชนิดนี้มีความเข้มข้นสูงมาก ซุปทุกหยดที่หยดลงมาจึงมีความมนกลมราวกับไข่มุกวิญญาณ
ซู้ด!
ชามซุปถูกยกเทลงท้องเซี่ยเฟยโดยตรงทำให้ฝูเฉินและเฟยซิงเย่ที่อยู่ใกล้ ๆ อดที่จะส่งเสียงร้องคร่ำครวญขึ้นมาไม่ได้ ท้ายที่สุดอาหารจานนี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถซื้อหาได้ แต่ชายหนุ่มกลับดื่มน้ำซุปทั้งหมดเข้าไปราวกับว่ามันเป็นอาหารธรรมดา
หลังจากซดน้ำซุปอันเข้มข้นชายหนุ่มก็รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก พลังงานแปลก ๆ เริ่มไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างกายของเขา แล้วมันก็ช่วยปรับสภาพร่างกายให้กลับมามีความแข็งแรงดังเดิม
ระหว่างนั้นฝูเฉินก็ค่อย ๆ ซดน้ำซุปอย่างช้า ๆ เพื่อให้รสชาติของอาหารค่อย ๆ เคลื่อนผ่านปากของเขาไป อย่างไรก็ตามเนื่องมาจากเซี่ยเฟยตักซุปเร็วเกินไป ในที่สุดชายชราก็ทนไม่ไหวก่อนที่ทั้งคู่จะเริ่มตักซุปขึ้นมากินแข่งกัน
สมาชิกตระกูลเฟยต่างก็มองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาว่าหนึ่งเด็กหนึ่งชายชราที่กำลังแย่งอาหารกันอยู่นี้คือโซลครีเอเตอร์ที่น่าเกรงขามในตำนานจริง ๆ
—
เซี่ยเฟยไม่ค่อยชื่นชอบให้ใครมาแสดงความขอบคุณกับเขามากนัก เขาจึงรีบขอตัวออกมาจากคฤหาสน์ในทันที แน่นอนว่าเงินค่าจ้างของเขายังคงได้มาอย่างครบถ้วนตามที่ตกลงกัน
“เป็นยังไง? ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าคราวนี้จะมีเจ้าภาพเลี้ยงอาหารพวกเราเอง ไม่เพียงแต่เราจะอิ่มท้องกลับมาเท่านั้น แต่เรายังได้ของติดไม้ติดมือกลับมาอีกเพียบเลย แต่นี่คือฉันเห็นแก่ตระกูลเฟยแล้วนะ ถ้าฉันไปที่ตระกูลอื่นคนพวกนั้นจะต้องจ่ายให้ฉันมากกว่านี้อีก” ฝูเฉินกล่าวอย่างภาคภูมิใจ ขณะใช้มือลูบท้องที่นูนขึ้นมามากกว่าปกติ
“โซลครีเอเตอร์เป็นตัวตนที่ทุกคนต่างก็หวาดกลัวจริง ๆ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้า
“อย่าพูดแบบนั้นเลย พวกเราคือโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้ต่างหาก พวกเราแตกต่างจากพวกพันธุ์ทางพวกนั้นคนละเรื่องเลย จำเอาไว้ว่าไอ้พวกพันธุ์ทางมันก็เป็นเพียงแค่พวกนักต้มตุ๋น นายอย่าเอาพวกเราไปเปรียบเทียบกับพวกมันอย่างเด็ดขาด” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับส่ายหัว
เซี่ยเฟยเลือกที่จะนิ่งเงียบโดยไม่พูดอะไร และถึงแม้ฝูเฉินจะมีความภาคภูมิใจในคำว่าพันธุ์แท้ของตัวเอง แต่ชายหนุ่มกลับไม่สนใจความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้เลยแม้แต่นิดเดียว
ท้ายที่สุดไม่ว่าจะเป็นแมวดำหรือแมวขาว หากแมวตัวไหนจับหนูได้มันก็ถือว่าเป็นแมวที่ดี ดังนั้นเซี่ยเฟยจึงไม่สนใจว่าใครจะมีชื่อที่แท้จริงว่าอะไร ตราบใดก็ตามที่อีกฝ่ายสามารถบรรลุเป้าหมายของตัวเองได้แค่นั้นมันก็มากพอสำหรับเขาแล้ว
ตลอดทั้งวันหลังจากนั้นเซี่ยเฟยกับฝูเฉินก็ดื่มกินอาหารบนดาว 19 วิหคทองอย่างเต็มที่ แน่นอนว่าอาหารพวกนี้ถูกปรุงขึ้นมาจากวัตถุดิบชั้นดีที่ช่วยให้ร่างกายของชายหนุ่มฟื้นฟูกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
น่าเสียดายที่อาหารพวกนี้มีราคาแพงมากและเซี่ยเฟยก็จำเป็นจะต้องเป็นคนจ่ายค่าอาหารทุกครั้ง ดังนั้นถึงแม้เขาจะได้รับเงินมาเป็นจำนวนมาก แต่ปริมาณเงินที่ต้องจ่ายออกไปก็เป็นจำนวนที่น่าตกใจไม่แพ้กัน
อย่างไรก็ตามเซี่ยเฟยก็เชื่ออยู่เสมอว่าทุกสิ่งมีราคาที่ต้องจ่าย หากเขาใช้เงินไปซื้อวัตถุดิบเพื่อปรุงน้ำยา เขาย่อมใช้เงินไม่แตกต่างไปจากในตอนนี้ด้วยเหมือนกัน แล้วถึงแม้น้ำยาพวกนั้นมันจะช่วยฟื้นฟูร่างกายให้กับเขาได้ แต่มันจะก่อให้เกิดสารพิษตกค้างที่จะสร้างอันตรายให้กับเขาในอนาคต
การใช้อาหารเพื่อบำบัดร่างกายจึงดูเหมือนเป็นเส้นทางที่ถูกต้องสำหรับการพัฒนาในระยะยาว และถึงแม้ภายนอกมันจะดูเหมือนกับว่าเขาสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก แต่ความจริงแล้วเซี่ยเฟยกลับคิดว่าเขากำลังได้รับผลกำไรอย่างมหาศาล
ในช่วงเวลากลางคืนเซี่ยเฟยกับฝูเฉินก็ได้นั่งพูดคุยกันบนดาดฟ้าของร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงเที่ยงคืนก่อนที่ทั้งคู่จะทันได้รู้ตัว
เซี่ยเฟยเงยหน้าขึ้นมองฟากฟ้าก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะในตอนนี้เขาไม่รู้เลยว่าแอวริลเป็นยังไงบ้าง เหล่าบรรดาพี่น้องในดินแดนกฎมีใครบาดเจ็บล้มตายไปบ้างหรือเปล่า หลังจากประตูจักรวาลถูกปิดผนึกลงไปเขาก็ได้แต่หวังว่าทุกคนจะยังสบายดี
“นายมีเรื่องให้ต้องกังวลงั้นเหรอ?” ฝูเฉินกล่าวถาม
เซี่ยเฟยพยักหน้ารับเงียบ ๆ ซึ่งหลังจากที่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาหลายวัน ชายหนุ่มก็ได้ค้นพบว่าชายชราคนนี้คือคนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว เพียงแต่อีกฝ่ายค่อนข้างที่จะบ้าเรื่องอาหารเกินไปสักหน่อย และการวางตัวของชายชราคนนี้มันก็ดูไม่เหมือนกับโซลครีเอเตอร์ในตำนานเลยสักนิด
“จริง ๆ แล้วผมไม่ใช่คนของจักรวาลอัลฟ่า” เซี่ยเฟยกล่าว
“นายพูดแบบนั้นได้ยังไง? นายคือทายาทสายตรงของตระกูลออโรร่าเชียวนะ สายเลือด 1 ใน 4 ของนายก็คือคนของจักรวาลอัลฟ่านั่นแหละ” ลินนิจกล่าวแทรกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“อ๋อ ที่แท้นายก็เป็นคนตระกูลออโรร่านี่เอง” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับพยักหน้า
“หา!”
ทันใดนั้นสีหน้าของเซี่ยเฟยกับลินนิจก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เพราะความจริงกลับกลายเป็นว่าชายชราคนนี้ได้ยินบทสนทนาระหว่างพวกเขามาโดยตลอด และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าตลอดหลายวันที่ผ่านมามันมีความลับเรื่องอะไรหลุดไปถึงหูชายชราคนนี้แล้วบ้าง
“ทำไมพวกนายถึงต้องประหลาดใจขนาดนั้นล่ะ? พวกเราคือโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้เชียวนะ แล้วคนแบบเรามันก็เป็นเรื่องปกติที่จะมีวิญญาณอมตะเป็นทาสคอยรับใช้” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว
“ฉันไม่ใช่ทาสซะหน่อย ฉันคือผู้พิทักษ์ดาบทองแห่งตระกูลออโรร่า!” ลินนิจตะโกนโต้ตอบกลับไปอย่างไม่พอใจ
“สิ่งที่นายเป็นกับคำว่าทาสมันแตกต่างกันตรงไหน? ตราบใดก็ตามที่นายขัดใจเซี่ยเฟย วันนั้นนายก็จะถูกทำลายลงไปเหมือนกันนั่นแหละ” ฝูเฉินกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย
ท่าทางอันดื้อรั้นของชายชราทำให้ลินนิจเลือกที่จะปิดปากของตัวเองลง ก่อนที่เขาจะหนีกลับไปซ่อนตัวอยู่ในเนอร์วาน่าอย่างเงียบ ๆ
“ช่วยเล่าเรื่องการเดินทางของนายให้ฉันฟังหน่อยสิ บางทีฉันอาจจะช่วยเหลืออะไรนายบ้างก็ได้นะ” ฝูเฉินกล่าว
เซี่ยเฟยขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตระหนักได้ว่าการปิดบังเรื่องต่าง ๆ มันก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร เขาจึงทำการเล่าเรื่องราวของเขาในดินแดนกฎตลอดจนข้อพิพาทกับพวกรีเวิร์ส และความจริงที่ว่าปู่ของเขาคือสมาชิกของตระกูลออโรร่า
ฝูเฉินพยักหน้าเล็กน้อยขณะหลับตาไปอย่างใช้ความคิด ครึ่งชั่วโมงต่อมาชายชราก็ค่อย ๆ ลืมตาและกล่าวขึ้นมาว่า
“ออโรร่างั้นเหรอ... น่าสนใจ ๆ เอาล่ะพวกเราไปพักผ่อนกันก่อนเถอะ แล้วพรุ่งนี้เราจะเดินทางออกจากดาว 19 วิหคทองกันตั้งแต่เช้า” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับลุกยืนขึ้น
“เราจะไปไหน?” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย
“ในเมื่อนายเป็นคนของออโรร่า นายก็ควรจะต้องกลับไปที่ตระกูลของตัวเอง ส่วนเรื่องผู้หญิงที่นายเล่าให้ฟังฉันก็คิดว่าฉันพอจะเดาได้ว่าเธอคือใคร”
***************
เจอพันธมิตรที่แข็งแกร่ง!!