เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1,060 ซ่อมอาวุธวิญญาณ

ตอนที่ 1,060 ซ่อมอาวุธวิญญาณ

ตอนที่ 1,060 ซ่อมอาวุธวิญญาณ


ตอนที่ 1,060 ซ่อมอาวุธวิญญาณ

“โซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้!?”

เซี่ยเฟยไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าสาเหตุที่เขาไม่ได้มีเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต, มีโซลมาร์คไม่เหมือนกับคนอื่นและมีสมองที่ถูกปิดผนึกเอาไว้อย่างสมบูรณ์ นั่นก็เพราะว่าทุกสิ่งที่กล่าวมานี้คือลักษณะเด่นของโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้!

“จำเอาไว้ว่าพวกเราไม่ใช่โซลครีเอเตอร์ แต่พวกเราคือโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้ การที่พวกเรามีคำว่าพันธุ์แท้เพิ่มเติมขึ้นมา มันก็หมายความว่าพวกเราไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันกับพวกโซลครีเอเตอร์พันธุ์ทางพวกนั้นเลย”

“หากจะให้เปรียบเทียบว่านักรบวิญญาณโดยทั่วไปถูกแบ่งออกเป็นโซลฮันเตอร์กับโซลอีทเตอร์ โซลครีเอเตอร์อย่างพวกเราก็มีการแตกแขนงออกเป็นสาขาต่าง ๆ ด้วยเหมือนกัน โซลมาร์คภายในพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ของนายเรียกว่าผนึกจับวิญญาณ ส่งผลให้นายมีความสามารถทั้งฝั่งต่อสู้และสร้างสรรค์”

“น้อยคนมากที่จะมีผนึกจับวิญญาณแบบนี้ ตัวตนของนายจึงถูกกำหนดเอาไว้ตั้งแต่โซลมาร์คได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว ดังนั้นนายต้องห้ามดูถูกตัวเองโดยการเรียนรู้วิชาฟีเทอร์สปิริทอะไรนั่นของพวกโซลครีเอเตอร์พันธุ์ทางอย่างเด็ดขาด”

“หากโซลครีเอเตอร์พันธุ์แท้คนอื่นมารู้ว่านายเรียนวิชากระจอกพวกนี้ พวกเขาคงจะหัวเราะเยาะนายจนตายกันไปข้างหนึ่ง สิ่งที่นายมีอยู่ในมือคือมรดกที่แท้จริงของโซลครีเอเตอร์ จำเอาไว้ว่าหลังจากนี้ห้ามดูถูกความสามารถของตัวเอง” ฝูเฉินอธิบาย

เซี่ยเฟยถึงกับพูดไม่ออกไปอยู่พักหนึ่ง เมื่อชายชราได้บอกว่าวิชาฟีเทอร์สปิริทเป็นเพียงแค่วิชากระจอก ไม่สมควรที่เขาจะต้องไปร่ำเรียนทั้ง ๆ ที่วิชานี้คอยให้ความช่วยเหลือเขาเป็นอย่างดี จนทำให้เขาสามารถเปลี่ยนโกลเด้นฟาลคอนให้กลายเป็นอุปกรณ์วิญญาณได้สำเร็จ

ไม่นานหลังจากนั้นเฟยซิงเย่ก็เดินกลับมาภายในห้องโถงเพียงลำพัง ซึ่งหลังจากที่ชายชราผมขาวปิดประตูอย่างแน่นหนา เขาก็นำอาวุธวิญญาณออกมาจากแหวนมิติด้วยมือที่สั่นเทา

รูปลักษณ์ภายนอกของอาวุธชนิดนี้คือขวานที่มีความยาวประมาณครึ่งเมตร ทั่วทั้งตัวขวานถูกแกะสลักไปด้วยลวดลายที่สวยงาม แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้มันถูกหักจากตรงกลางจนทำให้วงจรวิญญาณไม่สามารถขับเคลื่อนได้อีกต่อไป

“ผู้อาวุโสได้โปรดช่วยตระกูลเฟยของเราด้วย ขวานชิ้นนี้เป็นอาวุธวิญญาณระดับสูงเพียงชิ้นเดียวของตระกูล ถ้าหากเราสูญเสียมันไปตระกูลเฟยก็คงจะพังพินาศในไม่ช้า” เฟยซิงเย่กล่าวด้วยน้ำตาที่ไหลพราก

“ฉันก็บอกแล้วใช่ไหมว่าที่ฉันเดินทางมาที่นี่นั่นก็เพราะว่าฉันตั้งใจจะมาช่วยเหลือ ดังนั้นเลิกงอแงได้แล้ว อีกอย่างมันก็เป็นอาวุธวิญญาณที่มีความแข็งแกร่งไม่ถึงระดับกลางด้วยซ้ำ การซ่อมแซมมันก็แค่เรื่องง่าย ๆ เท่านั้นเอง”

เฟยซิงเย่ลุกยืนขึ้นด้วยความขอบคุณ ก่อนที่ฝูเฉินจะขอให้ชายชราผมขาวออกไปก่อนเหลือเพียงแค่ตัวเขา, เซี่ยเฟยและอาวุธวิญญาณที่อยู่ในห้องเท่านั้น

“อาวุธวิญญาณถูกแบ่งออกเป็นหลาย ๆ ระดับ อย่างขวานเล่มนี้แทบจะไม่สามารถจัดอยู่ในอุปกรณ์วิญญาณระดับ 3 ได้ด้วยซ้ำ ไหนนายลองซ่อมแซมมันให้ฉันดูหน่อยสิ?” ฝูเฉินกล่าว

เซี่ยเฟยขมวดคิ้วพร้อมกับพยายามใช้ความคิด ท้ายที่สุดตามความรู้ของเขาการพยายามจะซ่อมแซมอุปกรณ์วิญญาณมันก็จำเป็นจะต้องใช้พลังวิญญาณที่เพียงพอ อย่างไรก็ตามคฤหาสน์แห่งนี้แทบที่จะไม่มีพลังวิญญาณในธรรมชาติเลย นอกจากนี้สมองของเขาก็แทบที่จะไม่มีพลังวิญญาณหลงเหลืออยู่ด้วยเช่นเดียวกัน และมันก็ไม่พอที่จะนำมาใช้ต่อการซ่อมแซมอุปกรณ์ชิ้นนี้อย่างแน่นอน

“ผมมีพลังวิญญาณไม่พอ” เซี่ยเฟยตอบกลับอย่างเรียบง่าย

“พวกเราไม่เพียงแต่จะต้องกักเก็บพลังวิญญาณเอาไว้ใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น แต่เรายังจำเป็นจะต้องเรียนรู้วิธีการนำพลังวิญญาณออกมาใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ด้วย เอาล่ะตอนนี้นายพอจะมองเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นมาไหม? นายคิดว่าพวกเราควรจะใช้วิธีการไหนในการซ่อม?” ฝูเฉินถาม

“ภายนอกดูเหมือนว่าด้ามของขวานหักเลยทำให้มันไม่สามารถใช้งานได้ แต่อันที่จริงสิ่งที่ถูกทำลายคือวงจรวิญญาณด้านในตัวขวานต่างหาก ตราบใดก็ตามที่เราสามารถซ่อมแซมวงจรวิญญาณได้สำเร็จ ด้ามขวานก็จะค่อย ๆ ฟื้นฟูตัวเองกลับมาให้ใช้งานได้ใหม่”

“ด้านในวงจรวิญญาณมีการแตกแขนงออกไปราวกับใยแมงมุม ถ้าหากว่าเราต้องเชื่อมต่อวงจรพวกนั้นทีละวงจรมันก็คงจะใช้เวลานานและไม่คุ้มค่ากับพลังวิญญาณที่ต้องเสียไป ทางเลือกที่ดีที่สุดคือเราควรสร้างวงจรวิญญาณขึ้นมาใหม่ เพราะตราบใดก็ตามที่มันกลับมาใช้งานได้ มันก็ไม่สำคัญหรอกว่าด้านในอุปกรณ์จะมีวงจรอยู่ทั้งหมดกี่อัน” เซี่ยเฟยพยายามอธิบายความคิดออกไปเป็นคำพูด

ฝูเฉินชะงักค้างไปเล็กน้อยเมื่อรับฟังความคิดเห็นจากเซี่ยเฟย ความคิดของชายหนุ่มคนนี้ค่อนข้างที่จะกล้าได้กล้าเสียมากจริง ๆ เพราะแทนที่อีกฝ่ายจะเลือกวิธีการปลอดภัยอย่างการซ่อมแซมวงจรเก่าที่เสียหาย แต่เซี่ยเฟยกลับเลือกติดตั้งวงจรใหม่เข้าไปแทน

ชายชราจับจ้องมองไปยังเซี่ยเฟยอย่างสนใจ เพราะความคิดนี้ถือว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเขามาก บางทีอาจจะเป็นเพราะฝูเฉินได้รับการสั่งสอนตามตำรามาตั้งแต่เด็ก มันจึงทำให้เขาไม่เคยมีความคิดนอกกรอบเหมือนเซี่ยเฟยเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“เอาล่ะพวกเรามาลองใช้วิธีการของนายกันดูดีกว่า ถ้าหากว่ามันล้มเหลวอย่างแย่ที่สุดพวกเราก็แค่ต้องซื้ออาวุธวิญญาณชิ้นใหม่มาชดเชยให้กับตระกูลเฟยเท่านั้น” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง

“วิธีนี้มันใช้ได้ผลจริง ๆ เหรอเนี่ย?!” ฝูเฉินอุทานขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ

แนวทางการซ่อมแซมของเซี่ยเฟยทำให้ชายชราใช้เวลาลงมือไปเพียงแค่ 5 นาทีเท่านั้น ซึ่งทันทีที่เขาสร้างวงจรขึ้นมาใหม่ พลังวิญญาณก็เริ่มกระจายไปทั่วทั้งตัวขวานอย่างรวดเร็ว วินาทีต่อมาขวานเล่มนี้ก็เปล่งประกายแสงสว่างออกมาอย่างเจิดจ้า แม้กระทั่งด้ามขวานที่เคยหักก็ฟื้นฟูตัวเองกลับคืนมาใหม่

เซี่ยเฟยหยิบขวานขึ้นมาทดสอบเหวี่ยงไปเหวี่ยงมา 2-3 ครั้ง ก่อนที่เขาจะพยายามฉีดพลังวิญญาณเข้าไปทางด้านใน

“ระบบวิญญาณข้างในตัวขวานค่อนข้างที่จะซับซ้อนไปหน่อย แต่มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาในด้านการใช้งาน”

“อือ ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน อย่างน้อยวิธีการของนายก็ช่วยประหยัดเวลากับพลังงานได้เยอะมาก” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับพยักหน้าอย่างรวดเร็ว

เมื่อจัดการซ่อมแซมอาวุธวิญญาณจนเสร็จ ฝูเฉินก็เรียกเฟยซิงเย่กลับเข้ามาภายในห้อง ก่อนที่ชายชราผมขาวจะรับขวานด้ามยาวไปอย่างซาบซึ้ง

“ขอบคุณมากผู้อาวุโส ไม่น่าเชื่อว่าในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาทีคุณก็สามารถกอบกู้ตระกูลของเรากลับคืนมาได้”

“ไม่เป็นไร มันก็แค่เรื่องเล็กน้อย” ฝูเฉินกล่าวตอบอย่างเฉยเมย แต่ความเป็นจริงเขากลับกำลังคิดว่าถ้าไม่ใช่เพราะวิธีการแปลก ๆ ของเซี่ยเฟย กระบวนการซ่อมแซมในคราวนี้มันก็อาจจะต้องกินเวลาไปอีกสัก 2-3 วัน

ยิ่งฝูเฉินคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งให้ความสนใจเซี่ยเฟยมากขึ้นเท่านั้น ดวงตาของเขาจึงจับจ้องมองไปยังชายหนุ่มด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย

“เอาล่ะ หลังจากทำงานเสร็จมันก็ถึงเวลาอาหารแล้ว เมื่อก่อนเฟยหลิงอี้เคยมีหน่อไม้มรกตเก็บเอาไว้ใช่ไหม? รีบเอาพวกมันมาช่วยเติมเต็มพลังงานให้กับฉันเร็ว ๆ เข้า”

แม้จะเป็นโซลครีเอเตอร์ที่เก่งกาจแต่นิสัยของฝูเฉินก็ยังคงเป็นนักกินตัวยงอยู่ดี หลังจากที่เขาทำการซ่อมแซมอาวุธวิญญาณเรียบร้อยแล้ว เขาก็เริ่มร้องขออาหารเพื่อตอบสนองต่อความอยากอาหารของตัวเอง

“ผู้อาวุโสไม่ต้องห่วง คราวนี้คุณช่วยกอบกู้ตระกูลเฟยเอาไว้แล้ว มันไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงเพียงแค่หน่อไม้มรกตเลย หากคุณต้องการอะไรก็เชิญคุณบอกความต้องการเรามาได้ทั้งหมดเลย” เฟยซิงเย่กล่าวด้วยรอยยิ้ม

“เป็นไง? ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าคราวนี้เราไม่จำเป็นจะต้องจ่ายค่าอาหาร หน่อไม้มรกตมีรสชาติที่ดีมากและสรรพคุณของมันก็ยังดีต่อร่างกายของนายด้วย” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับขยิบตาให้กับเซี่ยเฟย

ชายหนุ่มทำได้เพียงแต่เผยรอยยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อได้เห็นว่าชายชราค่อนข้างจะหมกมุ่นอยู่กับอาหารมากเกินไป ซึ่งนอกเหนือจากอาหารที่ฝูเฉินได้ร้องขอไปแล้ว ความต้องการที่เฟยซิงเย่จดไปยังมีความยาวมากกว่า 10 หน้ากระดาษ

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าฝูเฉินจะบอกความต้องการของตัวเองออกไปจนหมดแล้ว เฟยซิงเย่ก็ยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้าที่เศร้าหมอง

“ผู้อาวุโสพวกเราย่อมจัดการสิ่งเหล่านี้ให้กับคุณอย่างดีที่สุดอย่างแน่นอน น่าเสียดายที่ถึงแม้อาวุธวิญญาณจะได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว แต่หลานชายของผมก็ยังคงไม่ได้สติกลับมาเลย”

“อะไรนะ!? เฟยไห่เจิ้งหมดสติตั้งแต่เมื่อไหร่?” ฝูเฉินอุทาน

“เฟยไห่เจิ้งหมดสติตั้งแต่การต่อสู้ ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสช่วยไปดู…”

“รีบพาฉันไปดูเขาเร็วเข้า!” ฝูเฉินกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

ภายในห้องพักอันกว้างใหญ่

โซลฮันเตอร์เฟยไห่เจิ้งนอนหมดสติอยู่บนเตียงโดยมีกลุ่มสาวใช้คอยดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด แต่ถึงแม้ว่าชายคนนี้จะยังคงหายใจได้ตามปกติ แต่ร่างกายของเขามีสัญญาณของความอ่อนแอลงไปเรื่อย ๆ แม้แต่ใบหน้าก็เริ่มหมองคล้ำดำเขียวไปหมด

ฝูเฉินไม่พูดอะไรขณะเดินไปข้างเตียงและสังเกตอาการของเฟยไห่เจิ้งอย่างระมัดระวัง

“นี่นายจะบ้าไปแล้วงั้นเหรอ! เขามีตราประทับวิญญาณแค่ 2 ดวงเท่านั้น มันยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะใช้ขวานล่าวิญญาณเลย นายรู้ไหมว่าการที่เขาฝืนใช้ขวานล่าวิญญาณไม่เพียงแต่จะทำให้ตัวขวานได้รับความเสียหาย แม้แต่หลานชายของนายก็กำลังถูกอุปกรณ์วิญญาณกัดกิน” ฝูเฉินกล่าวด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

“เฟยไห่เจิ้งเป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียวมาโดยตลอด แต่คราวนี้เขารู้ว่าตัวเองไม่มีหวังที่จะได้รับชัยชนะ มันเลยทำให้เขาตัดสินใจฝืนใช้ขวานล่าวิญญาณทั้งที่ร่างกายของเขายังไม่พร้อม”

“ผู้อาวุโสได้โปรดช่วยหลานชายของผมคนนี้ด้วย ผมได้ยินมาว่าโซลครีเอเตอร์ระดับคุณสามารถซ่อมแซมวิญญาณให้กับนักรบได้ ถ้าหากผู้อาวุโสไม่หยิบยื่นความช่วยเหลือ คราวนี้เขาคงไม่มีทางรอดพ้นความตายไปได้อย่างแน่นอน”

“ไม่ใช่ว่าฉันไม่อยากจะช่วย แต่การซ่อมแซมวิญญาณมีเฉพาะโซลครีเอเตอร์สายรักษาที่ทำได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ซึ่งมันอยู่เหนือเกินกว่าความสามารถของฉันไปแล้ว” ฝูเฉินกล่าวอย่างหนักใจ

คำตอบของชายชราทำให้เฟยซิงเย่ร้องไห้ออกมาอย่างหนักเปลี่ยนบรรยากาศให้เต็มไปด้วยความรู้สึกอันหดหู่

“เดี๋ยวก่อนนะ!? โซลครีเอเตอร์สายรักษานั่นมันนายไม่ใช่เหรอ” ทันใดนั้นลินนิจก็พูดกับเซี่ยเฟยขึ้นมาอย่างกะทันหัน

***************

เรื่องทุกอย่างจะบังเอิญอะไรขนาดนี้?

จบบทที่ ตอนที่ 1,060 ซ่อมอาวุธวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว