- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,054 อำนาจของโซลครีเอเตอร์สายรักษา
ตอนที่ 1,054 อำนาจของโซลครีเอเตอร์สายรักษา
ตอนที่ 1,054 อำนาจของโซลครีเอเตอร์สายรักษา
ตอนที่ 1,054 อำนาจของโซลครีเอเตอร์สายรักษา
เมื่อเซี่ยเฟยตรวจไม่พบสัญญาณของเอ็นย่า มันก็ทำให้เขารู้สึกกังวลขึ้นมาเล็กน้อย
“เอ็นย่าไม่ได้อยู่ที่นี่จริง ๆ” ลินนิจกล่าวขึ้นมาจากในระยะไกล โดยในตอนนี้เนอร์วาน่ากับขนอุยแอบติดตามเขามาอย่างเงียบ ๆ และตราบใดก็ตามที่เซี่ยเฟยออกคำสั่ง ผู้ช่วยเหล่านี้ก็สามารถเข้ามาหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ชายหนุ่มได้ทันที
“ลองออกไปตรวจสอบข้างนอกดูว่าเธอถูกจับเอาไว้ที่ไหน” เซี่ยเฟยสั่ง
“แล้วนายล่ะ?” ลินนิจถาม
“ไม่ต้องห่วง พวกมันทำเหมือนกับฉันเป็นคนธรรมดา ตราบใดก็ตามที่มันมีความผิดปกติเกิดขึ้นแม้แต่เพียงเล็กน้อย ฉันจะทำการสังหารพวกมันเดี๋ยวนั้นเลย” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างใจเย็น
ถึงแม้จะไม่มีขนอุยกับเนอร์วาน่าคอยช่วยเหลือ แต่เขาก็ยังมีดราก้อนสไปน์และหงส์ครามอยู่ในมือ นอกจากนี้เขายังเพิ่งทำการปรับแต่งโกลเด้นฟาลคอนให้กลายเป็นอุปกรณ์วิญญาณ ซึ่งเขาก็กำลังอยากจะลองทดสอบประสิทธิภาพของมันอยู่พอดี
ลินนิจพยักหน้ารับก่อนที่เขากับขนอุยจะออกไปตรวจสอบหาเอ็นย่าภายในเมือง
ไม่กี่นาทีต่อมาเสี่ยวหลินกับเปียวจื่อก็เปิดประตูห้องขัง ก่อนที่จะลากชายชราคนหนึ่งออกไปด้วยท่าทางอันโหดร้าย ไม่นานหลังจากนั้นมันก็มีเสียงร้องโหยหวนลอยมาจากห้องถัดไป คล้าย ๆ กับว่าชายทั้งสองกำลังทรมานผู้ต้องสงสัยและจงใจเปิดประตูห้องทิ้งไว้เพื่อให้ผู้ที่ยังไม่ถูกสอบปากคำรู้สึกเกรงกลัว
ในที่สุดเปียวจื่อก็กลับมาโยนชายชราที่ถูกทรมานเสร็จแล้วเข้าไปในห้องขัง ก่อนที่สายตาของเขาจะกวาดมองเพื่อตามหาเหยื่อรายต่อไป
“ถ้าพวกแกไม่อยากบอกความจริง พวกแกก็จะมีสภาพแบบนี้แหละ คนต่อไปจะเป็นใครดีนะ?” เปียวจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเจ้าเล่ห์
“เอาไอ้หนุ่มนั่นไปดีกว่า ดูสิว่ามันกล้าจ้องมาที่นายด้วยแสดงว่ามันเป็นพวกไม่กลัวตาย” เสี่ยวหลินกล่าวด้วยรอยยิ้มขณะขยับแว่นตาให้เข้าที่
“ฮ่า ๆ ๆ ฉันชอบคนกล้าแบบนี้จริง ๆ อย่างน้อยตอนทรมานมันก็สนุกกว่าพวกที่เอาแต่ร้องขอให้ปล่อยตัวพวกมันไป” เปียวจื่อกล่าวขณะเอื้อมมือไปจับเซี่ยเฟย
“เอามือสกปรกของแกออกไป เดี๋ยวฉันจะเดินไปเอง” เซี่ยเฟยลุกยืนขึ้นอย่างใจเย็น ก่อนที่มือขนาดใหญ่ของเปียวจื่อจะจับร่างเขาเอาไว้
“ทำมาเป็นปากเก่งนักนะ มาดูซิว่าแกจะทนได้สักแค่ไหน” เปียวจื่อกล่าวขึ้นมาเบา ๆ
เมื่อกี้วินาทีต่อมาเซี่ยเฟยก็เดินออกไปจากห้องขังอย่างสงบ ท่ามกลางแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลของทุกคน ท้ายที่สุดบริเวณทางเดินก็ยังคงมีรอยเลือดให้เห็นอยู่ตลอดทาง เมื่อมันประกอบกับเสียงกรีดร้องที่เคยดังขึ้นมา ไม่ว่าใครก็พอจะจินตนาการได้ว่าการทรมานจะผ่านพ้นไปอย่างโหดร้ายมากเพียงใด
ทั้งเสี่ยวหลินและเปียวจื่อต่างก็รู้สึกประหลาดใจกับความสงบที่เซี่ยเฟยได้แสดงออกมา อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยังไม่สามารถสัมผัสกับความผันผวนของพลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากร่างของชายหนุ่มคนนี้ได้ ทั้งคู่จึงต่างก็ได้ข้อสรุปว่าเซี่ยเฟยเป็นพวกใจกล้าที่ไม่รู้จักความกลัวเท่านั้นเอง
“ฉันเจอเอ็นย่าแล้ว เธออยู่กับโซลฮันเตอร์... เดี๋ยวก่อนนะโซลฮันเตอร์คนนั้นดูเหมือนไม่ได้มีเจตนาร้าย เขากำลังคุยกับเธอระหว่างที่ทั้งคู่เดินไปยังอาคารที่นายอยู่ด้วยซ้ำ!?” ลินนิจติดต่อเข้ามาอย่างประหลาดใจ
คำพูดเหล่านี้ทำให้เซี่ยเฟยรู้สึกสับสน เพราะมันเห็นได้ชัดเลยว่าตอนแรกโซลฮันเตอร์เป็นจำนวนมากมุ่งเป้าไปที่เอ็นย่า แต่จู่ ๆ มันกลับมีโซลฮันเตอร์ทำตัวดี ๆ กับเอ็นย่าเฉยเลย
“นี่แกกำลังคิดถึงตอนที่ตัวเองกำลังจะตายอยู่สินะ” เปียวจื่อตะโกนขึ้นมาอย่างไม่พอใจ ก่อนที่เขาจะชกเข้าใส่หน้าท้องของเซี่ยเฟย แต่การชกครั้งนี้ชายร่างใหญ่ก็ใช้แรงไม่ถึง 10% เท่านั้น เพราะเขากลัวว่าชายหนุ่มจะตายก่อนที่เขาจะรีดข้อมูลมาได้เสียก่อน
อย่างไรก็ตามเซี่ยเฟยกลับพลิกข้อมืออย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะฟาดเข้าใส่แขนของเปียวจื่ออย่างรุนแรง การจู่โจมนี้ทำให้แขนของฝ่ายตรงข้ามกระดูกหักอย่างกะทันหันตามด้วยเสียงร้องโหยหวนราวกับหมูที่กำลังจะถูกเชือด
การลงมือครั้งนี้รวดเร็วมากจนทั้งเสี่ยวหลินและเปียวจื่อต่างก็มองตามไม่ทัน ก่อนที่ใครจะทันได้เคลื่อนไหวอะไร ใบหญ้าของหงส์ครามทั้งสิบสามใบก็เข้าพันธนาการพวกเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา และมีดราก้อนสไปน์จ่อคอพวกเขาอยู่ไม่ไกล
“อาวุธวิญญาณ!”
“อาวุธมายา!”
“นี่แกเป็นนักรบวิญญาณงั้นเหรอ?!”
เสี่ยวหลินและเปียวจื่ออุทานขึ้นมาด้วยใบหน้าอันซีดเผือด เพราะพวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชายหนุ่มที่ดูเหมือนคนธรรมดาแท้ที่จริงกลับเป็นนักรบ ที่สำคัญอีกฝ่ายยังเป็นนักรบวิญญาณที่เก่งกาจและมีอุปกรณ์อยู่ในระดับที่สูงมากอีกด้วย
ชายหนุ่มยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายเงียบเสียงลง ระหว่างนั้นเขาก็ใช้วิชาพรางจิตเพื่อปกปิดจิตสังหารที่หลุดรอดออกมาจากร่างกาย
เสียงฝีเท้าสองเสียงดังขึ้นมาจากระยะไกล โดยเสียงหนึ่งเป็นย่างก้าวเบา ๆ ขณะที่อีกเสียงเป็นย่างก้าวที่มีความหนักแน่น แน่นอนว่าทั้งคู่ก็ไม่ใช่ใครอื่นใดนอกเสียจากเอ็นย่าและหงตูที่กำลังเดินลงมายังชั้นใต้ดิน
“ขอแค่เธอบอกมาว่าใครเป็นคนฆ่าและทำลายคฤหาสน์ ฉันก็สัญญาว่าฉันจะปล่อยเธอไปอย่างปลอดภัย” หงตูกล่าว
ชายคนนี้เลือกที่จะใช้วิธีเจรจากับเอ็นย่าอย่างใจดีแทนที่จะคุกคามเหมือนกับคนโดยทั่วไป คล้ายกับคำพูดติดปากของคนสมัยโบราณว่าผู้ที่มีหน้าตาดีมักที่จะได้รับการปฎิบัติเป็นอย่างดีมากกว่าคนอื่นเสมอ
“แกอยากรู้ว่าใครเป็นคนฆ่าครอบครัวของแกเพื่อแก้แค้น แต่ครอบครัวของแกเป็นคนทำลายครอบครัวของฉันเหมือนกัน แล้วทำไมฉันจะต้องบอกข้อมูลแกด้วย?” เอ็นย่าตอบกลับอย่างเย็นชา
หงตูเริ่มขมวดคิ้วด้วยใบหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง คล้ายกับว่าเขาเริ่มมีอารมณ์โกรธขึ้นมาบ้างแล้ว เขาจึงไม่คิดจะทำดีกับเด็กสาวอีกต่อไป
วินาทีต่อมามือของหงตูก็ล้วงเข้าไปในเสื้อของเอ็นย่าคล้ายกับหนวดของปลาหมึก
“ฉันรู้นะว่าเธอสืบเชื้อสายมาจากผู้พิทักษ์ของตระกูลเพียวสวอน ฉันเลยพยายามทำตัวดีกับเธอมาโดยตลอด แต่ในเมื่อเธอไม่รู้จักวิธีประจบเอาใจก็อย่ามาว่าถ้าหากว่าฉันเลือกใช้วิธีหยาบคาย”
เซี่ยเฟยพอจะสัมผัสได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเอ็นย่ามีรากฐานของพลังภายในร่างอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่รู้ว่าผู้พิทักษ์ตระกูลเพียวสวอนมันหมายถึงอะไร แล้วมันก็ดูเหมือนกับว่าหงตูรับรู้ถึงตัวตนของเด็กสาวได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้แตะต้องเธอตั้งแต่แรก
ช่วงเวลาวิกฤติไม่มีเวลาให้คิดมากเกินไป ดราก้อนสไปน์ภายในมือของชายหนุ่มจึงปากผ่านลำคอของเสี่ยวหลินและเปียวจื่อ ก่อนที่เขาจะมุ่งตรงไปหาหงตูที่อยู่อีกห้องหนึ่ง
“ระวังด้วยมันมีตราผนึกวิญญาณ 2 ดวง!”
ระหว่างที่ลินนิจตะโกนเตือนเนอร์วาน่ากับขนอุยก็บุกทะลวงเข้ามาจนทำให้หงตูถูกปิดล้อมทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง
โซลฮันเตอร์ระดับ 2 สะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ ท้ายที่สุดเขาก็สัมผัสถึงตัวตนของศัตรูไม่ได้มาก่อนเลย แต่เขาก็รีบหดตัวกระโดดหลบออกไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว จนหลีกเลี่ยงการโจมตีเซี่ยเฟยได้สำเร็จแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่ลินนิจเตือนขึ้นมามันไม่ใช่เรื่องโกหก
ขวับ!
เนอร์วาน่ายังคงมุ่งตรงต่อไปตัดผ่านร่างของเสี่ยวหลินและเปียวจื่อออกเป็นชิ้น ๆ เพื่อทำการดูดซับพลังงานและลงมือสังหารไม่ให้วิญญาณทั้งสองดวงมีโอกาสได้ไปเกิดใหม่
“เสี่ยวหลิน! เปียวจื่อ!” หงตูอุทานขึ้นมาด้วยความโกรธ ก่อนที่เขาจะชี้นิ้วไปด้านหน้าและร้องคำรามขึ้นมาอย่างดุร้าย
“แกสินะคือคนที่ฆ่าครอบครัวของฉัน วันนี้ฉันจะฉีกร่างของแกออกเป็นชิ้น ๆ”
ทันทีที่พูดจบหงตูก็ใช้นิ้วแตะแหวนมิติ ก่อนที่เขาจะหยิบตรีศูลด้ามยาวขึ้นมาถือไว้ในมือ
“ระวังด้วย อาวุธของเขาเป็นอุปกรณ์วิญญาณเหมือนกัน” ลินนิจตะโกนเตือนขณะจู่โจม ระหว่างที่เซี่ยเฟยตวัดดราก้อนสไปน์จู่โจมต่อเนื่องออกไปด้วยเหมือนกัน
อาวุธวิญญาณปะทะอาวุธวิญญาณ!
การปะทะกันในครั้งแรกคือการปะทะระหว่างเนอร์วาน่ากับตรีศูลของหงตู ซึ่งแรงปะทะทำให้อาวุธทั้งสองชิ้นกระเด็นแยกออกจากกัน และเซี่ยเฟยก็ใช้โอกาสนั้นตวัดดราก้อนสไปน์เข้าใส่จุดเปราะบางของตรีศูล
เพล้ง!
เสียงปะทะดังขึ้นมาอย่างน่ากลัว ก่อนที่ตรีศูลของหงตูจะถูกแยกออกจากกันจากตรงกลาง
อาวุธวิญญาณในตำนานของออโรร่ามีพลังทำลายที่สูงมาก และก่อนที่หงตูจะทันได้ตั้งตัวอาวุธวิญญาณของเขาก็ถูกชายหนุ่มทำลายลงไปแล้ว
หงตูจับจ้องมองไปยังตรีศูลภายในมือด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว เพราะเขาไม่เคยคิดฝันว่าเซี่ยเฟยจะทรงพลังถึงขั้นทำลายอาวุธวิญญาณของเขาได้
การโจมตีของเซี่ยเฟยยังไม่ได้หยุดลงเพียงแค่นั้น เพราะชายหนุ่มยังกระตุ้นให้หงส์ครามพันธนาการศัตรูเพื่อเตรียมพร้อมจะสังหารหงตูในคราวเดียว
ทันใดนั่นเองมันก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เพราะมีคนบุกเข้ามาทางประตูที่ถูกทำลาย
เซี่ยเฟยทำการตวัดดราก้อนสไปน์เพื่อจู่โจมเข้าใส่ผู้มาใหม่ แต่คนคนนี้ก็สามารถหลบหลีกการโจมตีได้อย่างว่องไวมาก อย่างไรก็ตามเป้าหมายของเขาก็ไม่ใช่การโจมตีไปที่เซี่ยเฟย เพราะผู้มาใหม่กระโจนเข้าไปคว้าตัวของหงตูเอาไว้ก่อนที่จะฟาดร่างนั้นเข้าใส่ผนังอย่างรุนแรง
ในที่สุดเซี่ยเฟยก็มองเห็นร่างของอีกฝ่ายได้ชัด เขาจึงพบว่าแท้ที่จริงผู้มาใหม่คนนี้คือชายชราที่มีหนวดเคราขาวโพลน
“นี่แกอยากตายมากงั้นเหรอ?!” ชายชราร้องคำรามด้วยความโกรธขณะทุบตีหงตูอย่างรุนแรง
ไม่นานหลังจากนั้นนักรบวิญญาณก็วิ่งเข้ามาภายในห้องอีกหลายคน แต่พวกเขาไม่ได้จู่โจมเซี่ยเฟย ในทางกลับกันคนพวกนี้กลับยืนเว้นระยะห่างด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความเคารพ
“ชายแก่คนนั้นมีตราผนึกวิญญาณ 4 ดวง ส่วนคนที่ตามหลังเขามามีทั้งโซลอีทเตอร์และโซลฮันเตอร์ที่แข็งแกร่งมาก” ลินนิจกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
เซี่ยเฟยพยักหน้ารับพร้อมกับสำรวจสภาพแวดล้อมอย่างระแวดระวัง ท้ายที่สุดการต่อสู้กับหงตูมันก็ทำให้ร่างกายที่บาดเจ็บใกล้ที่จะถึงขีดจำกัดแล้ว หากเขาจะต้องต่อสู้กับนักรบกลุ่มนี้ เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากอย่างแน่นอน
“น้องเซี่ยเฟย” ชายคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาเสียงดัง และเมื่อเซี่ยเฟยหันไปทางต้นเสียงเขาก็ได้พบว่าคนคนนี้คือซงจินฮู โซลฮันเตอร์ที่เคยอยู่กับถังหว่านเหนียนนั่นเอง
“น้องชายไม่เป็นอะไรนะ?” ซงจินฮูกล่าวขึ้นมาอย่างเร่งรีบ แต่เมื่อเขาเงยหน้าไปดูทางอาจารย์ เขากลับพบว่าชายชรากำลังจ้องมองไปยังตรีศูลที่พังทลายด้วยดวงตาที่แทบจะหลุดออกมาจากเบ้า
ความจริงแล้วอาวุธชิ้นนี้คืออาวุธวิญญาณของเซียวเป่ยที่หงตูแอบขโมยออกมาอย่างลับ ๆ เมื่อชายชราพบว่ามันถูกทำลายอารมณ์ของเขาจึงเต็มไปด้วยความสับสน
“น้องชาย พวกเราออกไปคุยข้างนอกกันเถอะ” ซงจินฮูพยายามชักชวนเซี่ยเฟยออกไปด้านนอกเมื่อได้เห็นใบหน้าอันบิดเบี้ยวของอาจารย์ตัวเอง
เซี่ยเฟยพยักหน้ารับเบา ๆ ก่อนที่เขากับเอ็นย่าจะเดินตามซงจินฮูไปทางด้านบน
“จับตาดูมันเอาไว้ เดี๋ยวฉันจะมาคิดบัญชีกับมันทีหลัง” เซียวเป่ยหันไปพูดกับกานหมิงด้วยแววตาที่ดุร้าย ก่อนที่เขาจะเดินขึ้นไปที่ชั้นบนด้วยความโกรธ
“ทำไมอาจารย์ถึงไม่ช่วยฉันแล้วทุบตีฉันแบบนี้?!” หงตูมองไปยังศิษย์พี่ด้วยความสับสน
“คราวนี้มันไม่มีใครมาช่วยนายได้จริง ๆ นายรู้ไหมว่าอาจารย์ของเซี่ยเฟยคือใครกันแน่” กานหมิงกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
“ใคร?”
“โซลครีเอเตอร์สายรักษาที่แม้แต่อาจารย์ก็ไม่กล้าที่จะทำให้เขาขุ่นเคือง” กานหมิงกล่าวด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น
เมื่อได้ฟังเหตุผลใบหน้าของหงตูก็ซีดเซียวราวกับคนตาย เพราะใครจะไปคิดฝันว่าเขาได้ไปยั่วยุลูกศิษย์ของโซลครีเอเตอร์ในตำนานโดยไม่ได้ตั้งใจ
***************
รอดตายแบบเฉียดฉิวเลยนะหงตู