เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1,053 เซียวเป่ย

ตอนที่ 1,053 เซียวเป่ย

ตอนที่ 1,053 เซียวเป่ย


ตอนที่ 1,053 เซียวเป่ย

“นายคือเซี่ยเฟยสินะ ฉันรอนายมานานแล้ว” เสียงชายปริศนาดังขึ้นมาจากมุมมืด

“แกเป็นใคร? แล้วเอ็นย่าอยู่ที่ไหน?” เซี่ยเฟยกล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาโดยไม่คิดที่จะหันหน้ากลับมามองด้วยซ้ำ

“ไม่ต้องห่วง เธออยู่ในการดูแลของน้องชายฉันเอง” เสี่ยวหลินกล่าวขณะค่อย ๆ เดินออกมาจากมุมมืดอย่างช้า ๆ

“แกต้องการอะไร?” เซี่ยเฟยกล่าวถามขณะที่สมองพยายามคิดพิจารณาสถานการณ์อย่างรวดเร็ว

“เขาเป็นแค่โซลฮันเตอร์ระดับต่ำ เราจับตัวมันไปแล้วทรมานรีดข้อมูลออกมาดีกว่า” ลินนิจกล่าว

เซี่ยเฟยมีวิธีการทรมานเพื่อรีดข้อมูลหลายพันวิธี เพียงแต่เขาไม่แน่ใจว่าในบริเวณนี้มีศัตรูคนอื่นอยู่ด้วยหรือเปล่า ถ้าหากว่าเขาลงมือทำอะไรบุ่มบ่ามขึ้นมา บางทีมันก็อาจจะทำให้เอ็นย่าตกอยู่ในอันตราย

“แกคิดว่าโซลฮันเตอร์อย่างฉันจะต้องการอะไรจากคนธรรมดาแบบแกล่ะ?” เสี่ยวหลินกล่าวอย่างเย่อหยิ่งราวกับว่าสถานะของตัวเองสูงส่งกว่าใครคนอื่น ๆ

“โอเค ฉันจะยอมไปกับแก” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

“นี่นายจะบ้าเหรอ?! ถ้ามีคนซุ่มโจมตีแล้วนายจะทำยังไง?” ลินนิจตะโกนขึ้นมาอย่างเร่งรีบ

เซี่ยเฟยยังคงนิ่งเงียบโดยไม่พูดอะไร แต่ในทันใดนั้นเขาก็คว้าเก้าอี้แล้วขว้างเข้าใส่เสี่ยวหลิน

ตูม!

ชายสวมแว่นทำลายเก้าอี้ด้วยความโกรธ ก่อนที่เขาจะแทง 2 นิ้วไปหยุดอยู่ห่างจากลูกตาของเซี่ยเฟยเพียงแค่ไม่กี่เซนติเมตร

“ฉันคือโซลฮันเตอร์ที่ฆ่าคนธรรมดาอย่างแกได้เป็นพัน ๆ ครั้งโดยใช้นิ้วเพียงแค่นิ้วเดียว อย่าคิดจะเล่นอะไรตุกติกกับฉันอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะทรมานให้แกรู้จักคำว่าตายทั้งเป็น” เสี่ยวหลินร้องคำรามข่มขู่เซี่ยเฟยอย่างโกรธเกรี้ยว

อย่างไรก็ตามชายสวมแว่นคนนี้ก็ไม่ได้รู้เลยว่าระหว่างที่เซี่ยเฟยขว้างเก้าอี้ออกไป เขาก็แอบโยนขนอุยออกไปนอกหน้าต่างด้วยเช่นกัน ซึ่งการพยายามขวางเก้าอี้ของเขาออกไปนั้นมันก็เป็นเพียงแค่การปกปิดสิ่งที่เขาได้แอบทำลงไป

“แค่นี้ฉันก็มีกองกำลังเสริมแล้ว” เซี่ยเฟยพูดกับลินนิจในความคิดด้วยรอยยิ้ม

ปัจจุบันชายชราผมขาวกำลังยืนอยู่หน้าช่องหน้าต่างของยานรบที่รวดเร็ว โดยบริเวณด้านหลังมีทหารหลายคนที่แต่งตัวด้วยชุดของโซลฮันเตอร์ ซึ่งมันก็รวมถึงซงจินฮูผู้พิทักษ์ส่วนตัวของถังหว่านเหนียน และถังหยินเยว่หลานสาวคนโปรดของถังหว่านเหนียนอีกด้วย

“ยานรบของอาจารย์เร็วมากเลย ด้วยความเร็วในระดับนี้พวกเราก็น่าจะไปที่ดาวแคระแดงได้ในเวลาเพียงแค่ครึ่งวันใช่ไหมครับ?” ซงจินฮูถามเบา ๆ

ชายชราผมขาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าทุกคนในตอนนี้นั่นก็คือเซียวเป่ย ปรมาจารย์แห่งสถาบันโซลเดดดิงนั่นเอง

โซลครีเอเตอร์ที่มีชื่อเสียงภายในจักรวาลอัลฟ่าเป็นจำนวนมากจะทำการก่อตั้งสถาบันขึ้นมาเป็นของตัวเองเพื่อรับฝึกสอนเหล่าบรรดานักรบ ซึ่งการเปิดสถาบันขึ้นมาแบบนี้ มันก็ทำให้พวกเขาสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรได้เป็นจำนวนมาก

เซียวเป่ยอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ที่ชื่อว่า 19 วิหคทอง ซึ่งเป็นดวงดาวที่เจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในบริเวณใกล้เคียง และมันก็มีความเจริญรุ่งเรืองจนดาวแคระแดงไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบได้เลยแม้แต่น้อย

“ตอนขามาซงจินฮูใช้เวลาเดินทางจากดาวแคระแดงไปยั้งดาว 19 วิหคทองถึงสามวันเต็ม ๆ แต่ขากลับยานรบลำใหม่ของเซียวเป่ยกลับใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ครึ่งวัน มันจึงทำให้โซลฮันเตอร์คนนี้เต็มไปด้วยความประหลาดใจ

“มันจะเร็วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอก ยานลำนี้มีมูลค่าตั้ง 100 ล้านไข่มุกวิญญาณเชียวนะ”

“ร้อยล้านไข่มุกวิญญาณ! อาจารย์จะรวยเกินไปแล้ว บางทีทั่วทั้งดาว 19 วิหคทองมันคงจะไม่มีใครสามารถขึ้นมาเทียบเคียงกับอาจารย์ได้” ซงจินฮูยังคงพูดจาประจบประแจงต่อไป

“อย่าพูดแบบนั้นเลย ทั่วทั้งกลุ่มดาววิหคทองยังมีพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนอยู่อีกมาก คนพวกนั้นแข็งแกร่งกว่าฉันเยอะ สาเหตุที่นายกล้าพูดแบบนี้ออกมานั้นก็เพราะวิสัยทัศน์ของนายมันยังแคบมากเกินไป” เซียวเป่ยกล่าว

ระหว่างพูดชายชราก็มองไปยังหิมะโปรยของถังหยินเยว่ด้วยความโลภ แต่เขาก็ยังคงรักษาท่าทีของตัวเองเอาไว้

“ฉันไม่คิดเลยว่าในชีวิตของฉันจะได้เห็นอุปกรณ์ที่มีพลังแฝงของการรักษา ถ้าหากว่าในจักรวาลอัลฟ่ายังหลงเหลือทายาทของปรมาจารย์เหล่านั้นอยู่ มันก็ถือว่าเป็นโชคดีของพวกเราแล้ว”

ทันทีที่เซียวเป่ยได้เห็นหิมะโปรยด้วยตาของตัวเอง เขาก็สามารถสัมผัสถึงพลังรักษาได้ในทันที เขาจึงตัดสินใจกลับไปที่ดาวแคระแดงพร้อมกับซงจินฮูเพื่อไปพบกับเซี่ยเฟยผู้ที่นำมีดเล่มนี้ออกมาวางขาย

“อาจารย์ คุณจริงจังกับเรื่องนี้มากเกินไปหรือเปล่า? หากคุณไปพบกับเซี่ยเฟยด้วยตัวเองบางทีมันก็อาจจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของอาจารย์ได้นะครับ” ซงจินฮูกล่าวอย่างไม่ค่อยเห็นด้วย

“นายจะไปรู้อะไร เซี่ยเฟยอาจจะไม่ได้มีความสำคัญก็จริง แต่โซลครีเอเตอร์สายรักษาที่อยู่เบื้องหลังเขาคือตัวตนที่สำคัญในระดับต้น ๆ ของจักรวาลเลยด้วยซ้ำ”

“ทุกวันนี้โซลครีเอเตอร์มีจำนวนลดน้อยลงเรื่อย ๆ และโซลครีเอเตอร์สายรักษาก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นมานานมากแล้ว ถึงแม้คนพวกนี้จะมีชีวิตอยู่แต่พวกเขาก็ปิดบังตัวตนเอาไว้เป็นอย่างดี บางทีแม้แต่คนที่เก่งกว่าฉัน 2-3 ระดับก็อาจจะไม่เคยเห็นโซลครีเอเตอร์สายรักษาเลยด้วยซ้ำ”

“นายลองดูที่หิมะโปรยให้ดี ๆ สิ ถึงแม้มันจะมีพลังรักษาปลดปล่อยออกมาเพียงแค่นิดเดียว แต่มันจะต้องเป็นผลงานที่ล้มเหลวของโซลครีเอเตอร์สายรักษาอย่างแน่นอน แต่ถึงแม้ว่ามันจะเป็นผลงานที่ล้มเหลวมันก็ยังมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะช่วยฟื้นฟูวิญญาณของถังหยินเยว่กลับมาได้ ถ้าหากว่าเราได้อุปกรณ์สายรักษาที่สมบูรณ์กลับมาสักชิ้น พวกเราก็ไม่จำเป็นจะต้องกังวลเรื่องการบาดเจ็บไปชั่วชีวิต” เซียวเป่ยกล่าวอย่างตื่นเต้น

“โซลครีเอเตอร์สายรักษาเป็นตัวตนที่ทรงพลังจริง ๆ ถ้าหากว่าอาจารย์มีโอกาสได้พบกับเขา บางทีเขาอาจจะหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับสำนักของเราก็ได้” ซงจินฮูกล่าว

“เรื่องมันคงไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ตัวตนระดับนี้มักจะมีบุคลิกที่แปลกประหลาด การเคลื่อนไหวของพวกเขาเป็นสิ่งที่เรายากจะคาดเดาได้ สาเหตุที่ฉันเดินทางมาในครั้งนี้มีจุดประสงค์ที่จะผูกมิตรกับเซี่ยเฟยคนเดียวเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาที่จะบีบบังคับอะไรพวกเขามากจนเกินไป”

“ทุกสิ่งในจักรวาลมีโชคชะตาเป็นของตัวเอง ตราบใดก็ตามที่ฉันสามารถผูกมิตรกับเซี่ยเฟยได้สำเร็จ ในอนาคตฉันก็จะมีโอกาสได้ผูกมิตรกับปรมาจารย์คนนั้นด้วยเหมือนกัน” เซียวเป่ยกล่าว

“ปรมาจารย์คนนั้นน่าจะมีนิสัยแปลก ๆ อย่างที่อาจารย์ว่าก็จริง ผมได้ยินมาว่าเขาใช้วิธีแปลก ๆ ทำให้คนของตระกูลไท่ฆ่ากัน ดูเหมือนว่ามันจะเป็นการใช้วิชาควบคุมวิญญาณ” ซงจินฮูกล่าว

“เมื่อกี้นายบอกว่าตระกูลที่ถูกกำจัดชื่อว่าอะไรนะ?!” เซียวเป่ยกล่าวถามขณะชะงักค้างไปโดยฉับพลัน

“พวกเขาคือตระกูลไท่ครับ” ซงจินฮูกล่าว

ซงจินฮูเคยรายงานเรื่องตระกูลไท่ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นเซียวเป่ยกำลังตื่นเต้นกับการค้นพบพลังรักษาภายในหิมะโปรย ชายชราจึงไม่ได้ฟังรายงานจากซงจินฮูอย่างสนใจมากนัก

นอกจากนี้เซียวเป่ยยังเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงสูงมาก ตระกูลเล็ก ๆ ภายในดาวแคระแดงย่อมไม่ใช่ตระกูลที่เขาจะต้องให้ความสนใจด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตามเมื่อซงจินฮูได้พูดชื่อตระกูลไท่ขึ้นมาอีกครั้ง มันก็ทำให้เซียวเป่ยนึกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

“กานหมิง หงตูไปไหน? ฉันบอกให้ทุกคนตามฉันมาด้วยไม่ใช่เหรอ?” เซียวเป่ยหันไปถามศิษย์คนโต

ก่อนออกเดินทางหงตู, เสี่ยวหลินและเปียวจื่อขออนุญาตจากกานหมิงก่อนเท่านั้น โดยไม่ได้บอกอาจารย์ของพวกเขาก่อน อย่างไรก็ตามนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกหงตูออกจากสำนักโดยไม่ได้รับอนุญาตจากอาจารย์ กานหมิงจึงพยักหน้ารับทราบโดยไม่ได้คัดค้านอะไร

ท้ายที่สุดศิษย์จากครอบครัวที่ยากจนก็จำเป็นจะต้องดิ้นรนรับงานหาเงินมาเพื่อจ่ายค่ารักษา และถึงแม้ว่าอาจารย์จะรับรู้ว่าลูกศิษย์พวกนี้แอบหนีออกไป แต่อย่างมากเซียวเป่ยก็ตำหนิพวกเขาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

“น้องหงตูบอกว่าเขาจะกลับบ้านและเขาก็พาเสี่ยวหลินกับเปียวจื่อเดินทางไปด้วย” กานหมิงกล่าวพร้อมกับคุกเข่าลงบนพื้น

“นามสกุลเก่าของหงตูคืออะไร?”

“ดูเหมือนว่าจะเป็นนามสกุลไท่นะครับ”

ทันทีที่มีคนตอบคำถามสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน แม้แต่กานหมิงก็ใจสั่นขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

“บ้านหงตูมันอยู่ไหน?” เซียวเป่ยกล่าวถามอย่างกังวล

“ดูเหมือนจะเป็นดาวแคระแดง…ครับ”

ยิ่งข้อมูลของหงตูถูกเปิดเผยออกมามากเท่าไหร่ สีหน้าของกานหมิงก็ยิ่งบิดเบี้ยวมากเท่านั้น ตอนนี้ทุกคนต่างก็เข้าใจไปในทางเดียวกันว่าตระกูลไท่บนดาวแคระแดงที่ถูกกำจัด แท้ที่จริงแล้วก็คือตระกูลเก่าของหงตูนั่นเอง และสาเหตุที่เขาเดินทางกลับบ้านในตอนนี้ มันก็ไม่มีเหตุผลอื่นนอกเสียจากจะต้องกลับไปเพื่อทำการแก้แค้น

“รีบติดต่อไปหาหงตูแล้วบอกให้มันกลับมาเดี๋ยวนี้!!” เซียวเป่ยตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยวพร้อมกับใช้เท้าถีบกานหมิงที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้า

เมื่อชายชราแสดงความโกรธของตัวเองออกมา ลูกศิษย์ทุกคนต่างก็ตัวสั่นไม่แตกต่างกัน

“อาจารย์ครับ พอดีว่ามันมีพายุแม่เหล็กไฟฟ้า การสื่อสารก็เลย…” ลูกศิษย์คนหนึ่งกล่าวด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด

ณ อาคารใต้ดินที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านธุรกิจแห่งหนึ่งบนดาวแคระแดง

ปัจจุบันเซี่ยเฟยถูกขังอยู่ในห้องใต้ดินที่แข็งแกร่ง โดยมีเสี่ยวหลินกับเปียวจื่อเฝ้าอยู่ด้านนอก ยิ่งไปกว่านั้นมันยังมีอดีตศัตรูของตระกูลไท่ถูกจับขังอยู่อีกหลายคน ซึ่งมันก็มีคนถึงสองคนที่เซี่ยเฟยเคยเห็นในงานเลี้ยงเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา

สถานการณ์ในปัจจุบันอยู่ใกล้กับความตายมาก ทุกคนจึงนั่งเงียบ ๆ อย่างเศร้าหมองและสงสัยว่าโซลฮันเตอร์ที่จับตัวพวกเขามาต้องการชีวิตหรือเงินทองเป็นสิ่งตอบแทนกันแน่

บางทีอาจจะเป็นเพราะเซี่ยเฟยดูเป็นคนธรรมดามากเกินไป เสี่ยวหลินจึงไม่ได้ตรวจค้นร่างกายของชายหนุ่มด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้เซี่ยเฟยจึงยังคงมีอุปกรณ์อยู่อย่างครบครัน และเขาก็พยายามใช้ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมตรวจสอบพื้นที่ทั่วทั้งบริเวณอย่างรวดเร็ว

“แปลกมาก ทำไมเอ็นย่าถึงไม่อยู่ที่นี่?”

***************

หงตูสร้างเรื่องให้อาจารย์แล้ว รับรองโดนพี่เฟยขูดเลือดขูดเนื้อแน่นอน 555

จบบทที่ ตอนที่ 1,053 เซียวเป่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว