เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1,052 ลูกชายคนเล็กของตระกูลไท่

ตอนที่ 1,052 ลูกชายคนเล็กของตระกูลไท่

ตอนที่ 1,052 ลูกชายคนเล็กของตระกูลไท่


ตอนที่ 1,052 ลูกชายคนเล็กของตระกูลไท่

เหตุผลที่เซี่ยเฟยยังไม่ตายไม่ใช่เพราะคำสาปไม่มีผล แต่มันเป็นเพราะเขากับแอวริลยังไม่มีลูก!

เมื่อได้ข้อสรุปทั้งเซี่ยเฟยและลินนิจต่างก็อยู่ในอาการตกตะลึงด้วยกันทั้งคู่

“นังแม่มดนั่นมันหลอกพวกเราทั้งหมด! ฉันคิดว่าซาโปจะหายไปแล้วแต่ความจริงคือฉันเข้าใจเงื่อนไขของมันผิด” ลินนิจกล่าวพร้อมกับยกมือขึ้นมากุมศีรษะ

“ซาโป? มันคือชื่อของคำสาปงั้นเหรอ” เซี่ยเฟยถามอย่างใจเย็น

“จะว่าใช่มันก็ใช่ จะว่าไม่ใช่มันก็ได้เหมือนกัน หลังจากที่นังแม่มดปล่อยคำสาปมาใส่ปู่ของนาย ออโรร่าก็ได้พบกับเรื่องแปลก ๆ อย่างมากมาย ในที่สุดหลังจากผู้อาวุโสของตระกูลได้พูดคุยกัน พวกเขาก็ได้ข้อสรุปให้ปู่ของนายอยู่ห่าง ๆ จากตระกูลและห้ามกลับไปนอกเสียจากจะถูกเรียกตัว”

“ปู่ทวดกับย่าทวดของนายพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อขัดขวางเรื่องนี้เอาไว้ แต่เนื่องมาจากว่ามันคือการตัดสินใจของกลุ่มผู้อาวุโส พวกเขาก็ทำได้เพียงแต่ช่วยดูแลเรื่องการเดินทางให้กับปู่ของนายอย่างดีที่สุดเท่านั้น พวกเราจึงได้อาร์คมาในระหว่างการเดินทางและสิ่งของต่าง ๆ ที่ทางตระตระกูลไม่กล้าเก็บเอาไว้”

“สิ่งที่แปลกก็คือหนึ่งวันก่อนออกเดินทาง ปู่ของนายรู้สึกไม่สบายขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่เพื่อไม่ให้ใครเป็นกังวลพวกเราจึงออกเดินทางตามกำหนดการเดิม ระหว่างทางอาการของนายน้อยทรุดตัวลงเรื่อย ๆ พวกเราจึงแวะหาแพทย์ที่โด่งดังและเขาก็วินิจฉัยว่าสิ่งที่นายน้อยเป็นมีอาการคล้ายกับพิษที่ชื่อว่าซาโป” ลินนิจเล่าเรื่องราวในอดีตอย่างโศกเศร้า

“สิ่งที่ทำให้ปู่ฉันตายไม่ใช่คำสาป แต่เป็นยาพิษงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ

“ซาโปคือหนึ่งในชนิดของพิษจริง ๆ แต่พิษชนิดนี้ไม่สามารถแพร่กระจายไปหาคนอื่นได้ อย่างไรก็ตามสมาชิกในตระกูลคนอื่น ๆ ก็เสียชีวิตจากอาการของชนิดนี้ด้วยเหมือนกัน เราเลยสันนิษฐานกันว่านายน้อยได้รับพิษซาโปแบบกลายพันธุ์ เราเลยเรียกมันว่าเป็นคำสาปนับตั้งแต่นั้นมา”

“โชคดีที่นายค้นพบต้นตอของคำสาปได้ทันเวลา ไม่อย่างนั้นเราก็อาจจะต้องสูญเสียนายไปด้วยอีกคน” ลินนิจกล่าว

ตอนแรกเซี่ยเฟยไม่เชื่อว่าจะมีใครสามารถใช้คำสาปที่รุนแรงแบบนี้ได้ แต่เมื่อลินนิจอธิบายว่าแม้แต่สมาชิกในตระกูลก็ยังได้รับผลกระทบจากคำสาปนี้ด้วยเช่นเดียวกัน เขาจึงจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่และต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำสาปมากกว่าเดิม

ลินนิจมองไปทางเซี่ยเฟยด้วยสายตาแปลก ๆ ก่อนที่เขาจะเล่าว่าสิ่งต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมจนหมดแล้ว ท้ายที่สุดเซี่ยเฟยก็แตกต่างจากสมาชิกทุกคนในออโรร่า ไม่ว่าจะเป็นตรรกะ, วิธีการคิดหรือวิธีการลงมืออย่างโหดเหี้ยมซึ่งมันเป็นสิ่งที่ออโรร่าไม่เคยมีมาก่อน

“เรื่องแรกตอนนี้ฉันอายุ 24 ย่างเข้า 25 แล้ว การที่ฉันยังไม่เป็นอะไรมันก็น่าจะพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่าเงื่อนไขของคำสาปนี้มันไม่ใช่เรื่องของอายุอย่างที่คุณเข้าใจ”

“หากคนเรารับรู้ถึงชะตากรรมของตัวเอง มันก็จะเป็นการบั่นทอนขวัญกำลังใจของตัวเองลงเป็นอย่างมาก และเมื่อคนรู้ว่าตัวเองกำลังจะตายพวกเขาก็มักจะอยากทิ้งลูกหลานของตัวเองเอาไว้เพื่อเป็นการสืบทอดวงศ์ตระกูล”

“ยิ่งเรามีความคิดไปในลักษณะนี้ มันก็ยิ่งทำให้พวกเราตกอยู่ในกลอุบายของศัตรู เพราะแท้ที่จริงการมีทายาทคือเงื่อนไขของคำสาปไม่ใช่เรื่องของอายุ”

“เรื่องที่ 2 ศัตรูย่อมไม่รู้ถึงตัวตนของฉันอย่างแน่นอน เพราะฉันถือกำเนิดขึ้นมาอีกฝั่งของประตูจักรวาล แต่ศัตรูย่อมจับตาดูออโรร่าอยู่ด้วยเหมือนกัน เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันกลับไปที่ตระกูลอย่างเปิดเผย ในเวลานั้นศัตรูก็จะรับรู้ถึงตัวตนของฉันได้ในทันที ดังนั้นพวกเราก็จะจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนแผนการเรื่องกลับไปที่ออโรร่าให้มีความรัดกุมมากกว่าเดิม”

“เรื่องที่ 3 เนื่องจากว่าฉันไม่สามารถกลับไปขอกำลังเสริมจากออโรร่าเพื่อจัดการกับพวกรีเวิร์สได้ ฉันก็จำเป็นจะต้องพัฒนาความแข็งแกร่งให้สูงมากขึ้นจนกว่าฉันจะสามารถจัดการกับพวกรีเวิร์สได้ด้วยตัวคนเดียว หรือทำการแก้แค้นนังแม่มดคนนั้นซะ”

ลินนิจทำได้เพียงพยักหน้าซ้ำ ๆ หลังจากคำอธิบายของเซี่ยเฟย ซึ่งการวิเคราะห์อัญชาญฉลาดของชายหนุ่มก็ไม่ใช่สิ่งที่ลินนิจได้พบเห็นเป็นครั้งแรก และเขาก็ยอมรับมาตั้งนานแล้วว่าเซี่ยเฟยคือนักวางแผนที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา

“ถ้าอย่างนั้นเราก็ไปจัดการกับนังแม่มดคนนั้นกันเถอะ อย่างน้อยเธอก็ไม่รู้ว่านายมีชีวิตอยู่ ซึ่งเรื่องนั้นถือได้ว่าเป็นข้อได้เปรียบของพวกเรา” ลินนิจกล่าวอย่างตื่นเต้น

“การคำนวณของศัตรูร้ายกาจมาก เธอน่าจะรู้ดีว่าอายุ 24 เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการแต่งงานและมีลูก แต่เธอคงไม่คิดว่าทายาทรุ่นที่ 3 จะถือกำเนิดขึ้นมาเป็นคนอย่างฉัน เพราะถึงแม้ว่าฉันจะอยู่ในช่วงอายุที่เหมาะสม แต่การใช้ชีวิตของฉันมันก็ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่ฉันจะมีลูกเหมือนคนอื่น”

ณ คฤหาสน์ตระกูลไท่

ตัวคฤหาสน์สุดหรูยังคงอยู่เช่นเดิม แต่เจ้าของคฤหาสน์เสียชีวิตลงไปแล้ว ปัจจุบันจึงมีเพียงผู้ไว้อาลัยถือดอกไม้มายังคฤหาสน์เท่านั้น

แม้จำนวนของผู้ไว้อาลัยจะมีเยอะมาก แต่ผู้มาไว้อาลัยอย่างจริงใจมีอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น คนส่วนใหญ่ที่เดินทางมาที่นี่ก็เป็นเหมือนกับเดินทางมาเข้าสังคม ยิ่งไปกว่านั้นมันยังมีนักธุรกิจบางคนเริ่มวางแผนฮุบสินทรัพย์ของตระกูลไท่

พระอาทิตย์ค่อย ๆ ลับขอบฟ้าทำให้บรรยากาศตกอยู่ภายใต้ความเงียบสงัด ระหว่างนั้นเองมันก็ได้มีชายวัยกลางคนร่างผอมยืนอยู่บนบริเวณเนินเขาหลังคฤหาสน์โดยถือดอกไม้ไว้อาลัยภายในมือ

เห็นได้ชัดว่าชายคนนี้เดินทางมาเพื่อไว้ทุกข์ให้กับตระกูลไท่ด้วยเช่นกัน แต่ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่างเขาก็เลือกที่จะไม่เข้าไปในคฤหาสน์ แต่คอยสังเกตการณ์อยู่บนเนินเขาอันห่างไกลแห่งนี้แทน

ทันใดนั้นเงาดำสองร่างก็ปรากฏขึ้นซ้ายขวาของชายร่างผอม โดยร่าง ๆ หนึ่งคือร่างของชายหนุ่มผู้สวมแว่นตา ขณะที่อีกคนเป็นชายรูปร่างกำยำ

“พี่หงตู พวกเราทำการตรวจสอบทุกซอกทุกมุมแล้วแต่ไม่พบเหนียนซื่อเลย พวกเราค้นพบเพียงแค่ร่องรอยการต่อสู้และคาดว่าเขาน่าจะถูกสังหารลงไปแล้ว” ชายแว่นกล่าวอย่างใจเย็น

“จากร่องรอยของการต่อสู้เหนียนซื่อถูกบังคับให้ใช้ม่านแสงทำลายวิญญาณ ดูเหมือนว่าฝ่ายตรงข้ามน่าจะมีจำนวนมากกว่าหนึ่งคน” ชายร่างกำยำกล่าวเสริม

“กลวิธีของฝ่ายตรงข้ามดูไม่เหมือนการโจมตีของมืออาชีพ ฉันได้ยินมาว่าเหตุการณ์ในวันนั้นเกิดจากความขัดแย้งภายในที่จู่ ๆ ทหารกลุ่มหนึ่งก็เริ่มจู่โจมเข้าใส่พรรคพวกของตัวเอง แต่หลังจากที่ทุกคนในคฤหาสน์ถูกสังหารตายจนหมด ทหารกลุ่มนั้นกลับปลิดชีพตัวเองด้วยเหมือนกัน ซึ่งมันเป็นเรื่องที่น่าสงสัยมาก” ชายแว่นกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

“เสี่ยวหลิน สิ่งที่ฉันต้องการไม่ใช่เนื้อหาแต่คือคำตอบ” ชายกลางคนที่ชื่อว่าหงตูกล่าวด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง

“เดี๋ยวฉันกับเปียวจื่อจะไปตรวจสอบทุกอย่างอีกครั้งเอง แต่ครั้งนี้เราไม่ได้บอกอาจารย์ก่อนที่เราจะออกมา บางทีพวกเราอาจจะถูกอาจารย์ตำหนิได้…”

“ไม่ต้องห่วง ฉันจัดการเรื่องนั้นเอง” หงตูกล่าว

ทันทีที่พูดจบทั้งสองคนก็กระโดดเข้าไปในคฤหาสน์อย่างไม่เต็มใจ และถึงแม้ว่ามันจะมีทหารยามคอยตรวจเฝ้าระวัง แต่ทหารยามเหล่านั้นก็ไม่สามารถตรวจจับตัวตนของพวกเขาได้เลย

“พี่หงตูมีความสัมพันธ์อะไรกับตระกูลนี้กันแน่? เขาถึงกับกล้านำพาพวกเราออกมาอย่างผิดกฎแบบนี้” เปียวจื่อผู้ซึ่งเป็นชายร่างใหญ่ถามขึ้นมาอย่างไร้เดียงสา

“นี่นายไม่รู้เหรอว่าก่อนที่พี่เขาจะเข้ามาอยู่กับอาจารย์ พี่เขาชื่ออะไรมาก่อน?” เสี่ยวหลินถามด้วยรอยยิ้ม

“ชื่ออะไร”

“ไท่หงตู”

“พี่เขาแซ่ไท่งั้นเหรอ?! แปลกนะที่ตระกูลนี้ก็เป็นตระกูลไท่ด้วยเหมือนกัน!?”

เพี้ยะ!

“เจ้าโง่! นี่นายคิดว่าพี่หงตูจะส่งเหนียนซื่อมาที่บ้านนอกแบบนี้ไปทำไม ถึงแม้เหนียนซื่อจะถูกขับไล่ออกจากสถานศึกษา แต่เขาก็สามารถปลุกโซลมาร์คขึ้นมาได้แล้วพลังการต่อสู้ของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่านายด้วยซ้ำ”

“ไม่ว่าโซลอีทเตอร์ระดับนี้จะมีชีวิตตกต่ำแค่ไหน แต่เขาก็ไม่ควรจะต้องมาใช้ชีวิตในดาวแคระแดง แต่เหนียนซื่อติดหนี้บุญคุณพี่ชายหงตูไว้ เขาเลยต้องมาคอยคุ้มกันบ้านของพี่ชายเป็นเวลา 3 ปี ใครจะไปคิดว่าอีกสองเดือนก่อนจะหมดสัญญา เขากลับมาเสียชีวิตลงไปเสียก่อน” เสี่ยวหลินผู้สวมแว่นอธิบาย

เซี่ยเฟยไม่ได้รู้เลยว่าในตระกูลไท่ไม่ได้มีเพียงแต่ลูกหลานที่ทำธุรกิจในดาวแคระแดงเท่านั้น แต่พวกเขายังมีลูกชายคนเล็กที่เป็นนักรบวิญญาณอยู่อีกด้วย แม้แต่โซลอีทเตอร์ในคฤหาสน์ก็ยังเป็นคนที่หงตูได้จัดเตรียมเอาไว้

“ที่แท้คฤหาสน์นี้ก็เป็นบ้านของพี่หงตูนี่เอง ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขาถึงรีบพาพวกเรามาที่นี่ แต่ทำไมเขาถึงไม่เข้าไปร่วมไว้อาลัยเหมือนกับคนอื่น ๆ ล่ะ?” เปียวจื่อถามอย่างสงสัย

“ก่อนเข้าสถาบันพี่เขาจำเป็นจะต้องละทิ้งตัวตนเดิม หลงเหลือเอาไว้เพียงแค่ชื่อหงตูเท่านั้น เขาจึงไม่สามารถกลับไปยังบ้านของตัวเองได้ ไม่อย่างนั้นมันก็จะผิดต่อกฎของสถาบัน”

“แต่ทุกอย่างมันย่อมมีข้อยกเว้นอยู่เสมอ ว่ากันว่าพี่หงตูมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพี่สองก่อนที่จะถูกไล่ออกออกจากบ้าน และสาเหตุที่พี่สองของเขาขึ้นครองตระกูลได้สำเร็จนั่นก็เพราะพี่หงตูคือคนฆ่าพี่ชายใหญ่, พี่ชายสามและพ่อของตัวเอง” เสี่ยวหลินอธิบาย

หลังจากได้ฟังคำอธิบายจนจบสีหน้าของเปียวจื่อก็ซีดลงอย่างกะทันหัน เพราะคนไร้เดียงสาอย่างเขายากที่จะจินตนาการถึงการสังหารสมาชิกในตระกูลของตัวเอง และเมื่อเขาได้มองไปยังแววตาอันเย็นชาของหงตูบนภูเขาอีกครั้ง มันก็ทำให้ทั่วทั้งร่างของเขามีเหงื่อท่วมขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ

“น่าเสียดายที่ถ้าหากพ่อของพี่เขารู้ว่าลูกชายของตัวเองจะปลดผนึกวิญญาณได้ถึงสองดวงแบบนี้ เขาก็คงจะไม่ไล่พี่หงตูออกไปและถูกฆ่าตายในที่สุด” เสี่ยวหลินกล่าวขึ้นมาเบา ๆ

ชายสวมแว่นกับชายร่างกำยำตรวจสอบคฤหาสน์โดยละเอียดอีกครั้ง น่าเสียดายที่เมื่อคืนมีฝนตกลงมามันจึงยิ่งทำให้การสืบหาข้อมูลยากลำบากมากกว่าเดิม

“ที่นี่ไม่น่ามีเบาะแสอะไรให้กับเราแล้ว พวกเราเข้าไปหาเบาะแสในเมืองกันดีกว่า ฉันได้ยินมาว่าคืนเกิดเหตุไท่หนิงกลับเซี่ยเฟยมีการทะเลาะกันอย่างรุนแรง และมันก็มีแขกอีกหลาย ๆ คนที่มีความบาดหมางกับตระกูลไท่ด้วยเหมือนกัน ถ้าหากเราไล่สอบสวนคนพวกนี้ไปทีละคน สักพักพวกเราก็น่าจะได้เบาะแสเรื่องนี้เอง” เสี่ยวหลินกล่าวก่อนที่เขาจะพาสหายร่างใหญ่ตรงเข้าไปภายในเมือง

ช่วงดึกเซี่ยเฟยกลับมาภายในห้องตามปกติ แต่เขาก็ไม่เห็นเอ็นย่าอยู่แล้ว ซึ่งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาไม่ว่าเขาจะกลับมาช้าแค่ไหนเด็กสาวก็จะเตรียมอาหารเอาไว้ให้กับเขาเสมอ

“อย่าบอกนะว่าเธอหนีไปเพราะคำพูดของนายเมื่อเช้า?” ลินนิจกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว

อย่างไรก็ตามทันทีที่วิญญาณผู้พิทักษ์ได้พูดจบ มันก็มีเสียงปริศนาดังขึ้นมาจากมุมมืด

“นายคือเซี่ยเฟยสินะ ฉันรอนายมานานแล้ว”

**************

อย่าบอกนะว่าสืบข่าวไวขนาดนี้?

จบบทที่ ตอนที่ 1,052 ลูกชายคนเล็กของตระกูลไท่

คัดลอกลิงก์แล้ว