เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1,051 คำสาปของครอบครัว

ตอนที่ 1,051 คำสาปของครอบครัว

ตอนที่ 1,051 คำสาปของครอบครัว


ตอนที่ 1,051 คำสาปของครอบครัว

แสงหลากหลายสีสันบนใบหญ้าทั้งสิบสามใบค่อย ๆ ถูกดูดซับเข้าไปภายในโกลเด้นฟาลคอน ก่อนที่หงส์ครามจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม

อุปกรณ์วิญญาณชิ้นที่ 2 ของเซี่ยเฟยถูกสร้างขึ้นเรียบร้อยแล้ว

ทั้งลินนิจและขนอุยต่างก็รีบเข้ามาหาชายหนุ่มพร้อม ๆ กัน เพราะพวกเขาสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันเย็นสบาย โดยเฉพาะเจ้าตัวน้อยที่ทิ้งตัวลงนอนใกล้ ๆ โกลเด้นฟาลคอนอย่างเกียจคร้าน ก่อนที่มันจะแลบลิ้นเลียอุปกรณ์วิญญาณชิ้นใหม่ราวกับว่ามันกำลังเลียขนม

“แปลกมาก ทำไมฉันถึงรู้สึกอยากอยู่ใกล้โกลเด้นฟาลคอนขึ้นมาซะอย่างนั้น” ลินนิจอุทานอย่างไม่เข้าใจ

“พลังวิญญาณของมันทำให้แม้แต่ฉันก็ยังรู้สึกเย็นสบาย สำหรับวิญญาณอมตะอย่างคุณมันก็น่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีมากกว่าฉัน ก่อนหน้านี้หิมะโปรยก็ให้ความรู้สึกเย็นสบายด้วยเหมือนกัน แต่ในตอนนั้นฉันยังใหม่กับการสร้างอุปกรณ์วิญญาณมาก การสร้างในตอนนั้นจึงให้ความรู้สึกเย็นสบายไม่เด่นชัดเหมือนกับในตอนนี้” เซี่ยเฟยอธิบาย

“อย่าบอกนะว่านี่คือพลังแฝงรักษาในตำนาน!” ลินนิจอุทานขึ้นมาด้วยความตกใจ

“พลังแฝงรักษา? มันคืออะไรงั้นเหรอ” เซี่ยเฟยถามอย่างสงสัย

“มันเคยมีตำนานเล่าขานต่อ ๆ กันมาว่า เมื่อนานมาแล้วโซลครีเอเตอร์ไม่เพียงแต่จะสร้างอุปกรณ์วิญญาณขึ้นมาได้เท่านั้น แต่อุปกรณ์วิญญาณยังจะมีพลังแฝงชนิดต่าง ๆ อยู่ด้วย”

“ยกตัวอย่างเช่น ดราก้อนสไปน์ที่มีพลังสามารถปล่อยมังกรออกมาได้ หรืออาวุธวิญญาณลูกครึ่งอย่างเนอร์วาน่าที่มีความสามารถในการกลืนกิน ในอดีตอุปกรณ์วิญญาณเคยมีพลังแฝงในลักษณะนี้อยู่อย่างมากมาย และพลังแฝงรักษาก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในพลังแฝงที่ถูกยกย่องมากที่สุด”

“อาวุธที่มีพลังแฝงรักษาไม่เพียงแต่จะนำไปต่อสู้ได้เท่านั้น แต่มันยังช่วยฟื้นฟูความแข็งแกร่งให้กับเจ้าของได้ทีละน้อยอีกด้วย พลังแฝงในลักษณะนี้จึงเป็นที่ต้องการมาก และในปัจจุบันมันก็ไม่มีอุปกรณ์วิญญาณที่มีพลังแฝงรักษาปรากฏขึ้นมาให้เห็นอีกแล้ว”

“มันหายากมากขนาดนั้นเลยเหรอ?” เซี่ยเฟยถามอย่างประหลาดใจ

“หากเป็นสมัยก่อนที่ยังมีโซลครีเอเตอร์เป็นจำนวนมาก มันก็คงจะไม่ได้หายากมากขนาดนั้นหรอกมั้ง แต่ในปัจจุบันจำนวนของโซลครีเอเตอร์ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ แม้กระทั่งอุปกรณ์วิญญาณก็ยังกลายเป็นสิ่งที่หาได้ยาก มันเลยไม่จำเป็นจะต้องพูดถึงอุปกรณ์วิญญาณที่มีพลังแฝงเลย”

“ประวัติศาสตร์ในส่วนนั้นหายไปจนพวกเราไม่สามารถจะตรวจสอบความจริงในอดีตได้อีกต่อไปแล้ว บางทีนายอาจจะได้รับมรดกของโซลครีเอเตอร์ในอดีตมาโดยบังเอิญ มันเลยทำให้นายสามารถสร้างอุปกรณ์วิญญาณที่มีพลังแฝงรักษาขึ้นมาได้แบบนี้” ลินนิจกล่าวอย่างตื่นเต้น

เซี่ยเฟยชะงักค้างไปเล็กน้อยเมื่อได้รู้ว่าเขาได้รับสืบทอดมรดกอะไรบางอย่างมาโดยไม่ได้ตั้งใจ อย่างไรก็ตามเขาจำไม่ได้เลยว่าเขาไปรับมรดกอะไรแบบนั้นมาจากไหน เพราะเขาไม่เคยได้ยินแม้กระทั่งชื่อของโซลครีเอเตอร์จนกระทั่งเดินทางมาถึงจักรวาลอัลฟ่า

ในระหว่างที่เซี่ยเฟยกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น หงส์ครามก็ค่อย ๆ หดกลับมาภายในแขนขวาของเขา

“หรือว่าจะเป็นเพราะหงส์ครามงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยพึมพำขึ้นมาเบา ๆ

“ในตอนที่นายสร้างหิมะโปรยขึ้นมาครั้งแรก หงส์ครามมีส่วนร่วมด้วยหรือเปล่า?” ลินนิจกล่าวถามอย่างเร่งรีบ

“ตอนนั้นฉันถ่ายเทพลังวิญญาณเข้าสู่หิมะโปรยผ่านทางแขนขวา อย่าบอกนะว่าหงส์ครามคือหม้อหลอมวิญญาณสำหรับการเอาไว้ใช้สร้างอุปกรณ์วิญญาณจริง ๆ” เซี่ยเฟยกล่าวขณะนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น อย่างไรก็ตามเมื่อเขาเริ่มทำการเชื่อมโยงอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง ชายหนุ่มก็ตบขาตัวเองขึ้นมาเสียงดัง

“อาวุธมายามีทั้งหมด 5 ธาตุ โดยธาตุโลหะหมายถึงความแหลมคม, ธาตุน้ำหมายถึงความยืดหยุ่น, ธาตุไฟหมายถึงการสังหาร, ธาตุดินหมายถึงความแข็งแกร่ง และธาตุพืชหมายถึงความมีชีวิตชีวา บางทีมันอาจจะเป็นเพราะหงส์ครามเลยทำให้อุปกรณ์วิญญาณมีพลังแฝงรักษาขึ้นมาแบบนี้”

แม้เรื่องนี้จะเป็นเพียงแค่การคาดเดา แต่มันก็คือสิ่งที่น่าทึ่งเป็นอย่างมาก เพราะใครจะไปรู้ว่าจู่ ๆ เซี่ยเฟยจะสามารถสร้างอุปกรณ์วิญญาณที่มีพลังแฝงรักษาในตำนานขึ้นมาได้แบบนี้ ซึ่งถ้าหากการสันนิษฐานของเขาเป็นเรื่องจริง การมาถึงของเซี่ยเฟยย่อมนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในจักรวาลอัลฟ่าอย่างแน่นอน

“ดูเหมือนว่านายน้อยจะเก็บสมบัติล้ำค่ามาได้จริง ๆ สินะ” ลินนิจกล่าวขึ้นมาเบา ๆ

“เก็บมา? ไม่ใช่ว่าปู่เอาอาวุธมายามาจากออโรร่าหรอกเหรอ?” เซี่ยเฟยถามพร้อมกับขมวดคิ้ว

“อาร์คคือยานของออโรร่าก็จริง แต่ของบางส่วนที่อยู่บนยานก็คือของที่พวกเราหาได้ในระหว่างการเดินทาง” ลินนิจกล่าวอย่างอับอายเล็กน้อย

เซี่ยเฟยอยากรู้ความจริงในเรื่องนี้มาก เขาจึงเริ่มถามต่อด้วยความอยากรู้ ซึ่งลินนิจก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากจะต้องตอบคำถามทุกเรื่องออกไปตามความเป็นจริง

“เหตุผลที่พวกเราต้องหนีออกจากบ้านเกิดนั่นก็เพราะว่านายน้อยพาฉันกับริเวอร์ไปขโมยของคนอื่นมา ซึ่งมันก็รวมถึงอาวุธมายา, วิชามนตราอสูรและกฎแห่งความโกลาหล” ลินนิจกล่าวด้วยสีหน้าที่น่าเกลียด

ทันใดนั้นเซี่ยเฟยก็ส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งเขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะดูถูกปู่ของเขา เพียงแต่ความเป็นจริงเซียวกู๋ยังคงอยู่ห่างจากคำว่าสง่างามเหมือนกับที่ริเวอร์คอยพร่ำบอกอยู่ซ้ำ ๆ

“ฉันว่าแล้วว่าไม่มีใครทำตัวสง่างามได้ตลอดเวลาหรอก ที่แท้ปู่ของฉันก็มีนิสัยขี้ขโมยอยู่เหมือนกัน อย่างน้อยฉันก็จะได้รู้ว่าเขาไม่ใช่คนหน้าไหว้หลังหลอก”

คำพูดของเซี่ยเฟยถึงกับทำให้ลินนิจพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง เพราะถึงแม้ว่ามันจะเป็นการขโมยเหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงรายละเอียดในการขโมยระหว่างเซี่ยเฟยกับเซียวกู๋ก็ยังคงมีความแตกต่างกันมาก

“ความจริงมันจะเรียกว่าขโมยก็ไม่ถูกเท่าไหร่หรอก เราแค่ไปเจอพวกมันตอนที่เจ้าของไม่อยู่เราเลยเก็บพวกมันออกมาด้วยความไม่รู้ก็เท่านั้นเอง” ลินนิจอธิบาย

“ขโมยก็คือขโมย ไม่ว่าจะขโมยด้วยวิธีไหนมันก็คือการขโมยนั่นแหละ” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย

ลินนิจกรอกตาไปทางชายหนุ่มและตัดสินใจที่จะไม่โต้เถียงกับเซี่ยเฟยอีกต่อไป เพราะท้ายที่สุดเขาก็รู้ดีว่าต่อให้เขาเถียงไปยันชาติหน้า แต่เขาก็ไม่มีวันเถียงชนะคนแบบเซี่ยเฟยได้

“ของพวกนี้เป็นสิ่งที่แปลกมากจริง ๆ อย่างเช่นกฎแห่งความโกลาหลและวิชามนตราอสูรที่พวกมันดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่สมควรมีอยู่ในจักรวาลนี้เลย ลองคิดดูสิว่ากฎแห่งความโกลาหลเป็นกฎที่สามารถกลับขาวเป็นดำ และสามารถที่จะสร้างความปั่นป่วนขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย ขณะที่วิชามนตราอสูรก็เป็นวิชาที่นายสามารถเรียนรู้ได้ทั้ง ๆ ที่นายไม่เคยมีรากฐานเกี่ยวกับสัตว์อสูรมาก่อนเลย” ลินนิจกล่าว

“ฉันเริ่มศึกษาวิชามนตราอสูรตั้งแต่ที่ฉันเพิ่งเริ่มเปิดพื้นที่สมองส่วนที่ 7 ขึ้นมาได้เพียงแค่ไม่นาน มองย้อนกลับไปมันมีพลังเหนือกว่าพลังพิเศษทั่ว ๆ ไปด้วยซ้ำ คล้ายกับว่ามันเป็นพลังของกฎ ๆ หนึ่งเลย” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“กฎแห่งความโกลาหล, วิชามนตราอสูรและอาวุธมายาเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาก ซึ่งหลังจากที่นายน้อยลองเล่นพวกมันอยู่ 2-3 วัน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจที่จะส่งของทุกอย่างกลับไปตรวจสอบที่ตระกูล”

“แต่ในทันใดนั่นเองมันก็มีเงาดำขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในออโรร่า เงาดำนี้ได้สังหารคนในตระกูลไปไม่น้อยกว่า 300 คน ในที่สุดแม้กระทั่งผู้นำตระกูลและผู้อาวุโสก็ถูกบังคับให้ต้องจัดการกับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง” เมื่อเล่าถึงเหตุการณ์นี้น้ำเสียงของลินนิจก็เต็มไปด้วยความหลากหลายอารมณ์ คล้ายกับว่าในอดีตเขาก็มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์นี้ด้วยเหมือนกัน

หากพิจารณาจากลินนิจและริเวอร์มันก็หมายความว่าตระกูลออโรร่ามีนักรบที่แข็งแกร่งอย่างมากมาย อย่างไรก็ตามเงาดำปริศนากลับสังหารยอดนักรบได้มากกว่า 300 คน และเมื่อพิจารณาจากน้ำเสียงอันสั่นเครือของลินนิจ มันก็สามารถอธิบายได้อย่างง่ายดายว่าการต่อสู้ในครั้งนั้นเป็นการต่อสู้ที่โหดร้ายมากเพียงใด

“ศัตรูแข็งแกร่งขนาดนั้นเลยเหรอ?” เซี่ยเฟยถามอย่างตกตะลึง

“ใช่ มันแข็งแกร่งมาก ก่อนหน้านั้นนักรบที่แข็งแกร่งที่สุดที่ฉันเคยเห็นคือผู้นำตระกูล แต่ผู้หญิงคนนั้นมีความแข็งแกร่งมากกว่าผู้นำตระกูลเสียอีก” ลินนิจกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด

“ผู้หญิง!?” เซี่ยเฟยอุทานอย่างตกตะลึงมากขึ้นกว่าเดิม เพราะสรีระร่างกายของผู้ชายเหมาะสมสำหรับการเป็นนักรบมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นในจักรวาลอัลฟ่า, ดินแดนกฎหรือสถานที่แห่งใดเท่าที่เขาเคยพบมาก็ตาม

นักรบหญิงเพียงคนเดียวสามารถกดดันตระกูลออโรร่าที่ยิ่งใหญ่ได้ขนาดนั้นเลยเหรอ?

“ตระกูลออโรร่าโด่งดังไปทั่วทั้งจักรวาล ภายในตระกูลมีนักรบชั้นยอดอยู่เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ท้ายที่สุดผู้หญิงคนนี้ก็กดดันเราอย่างหนัก ซึ่งก่อนจะจากไปเธอก็ได้ปล่อยคำสาปเอาไว้ให้กับนายน้อย”

“คำสาปนี้จะทำให้นายน้อยและผู้ใกล้ชิดต้องตายโดยไร้การเกิดใหม่ ซึ่งถ้าหากว่านายน้อยต้องอยู่ในตระกูลต่อไป มันก็จะทำให้ออโรร่าได้รับความเสียหายอย่างหนัก” เมื่อเล่ามาจนถึงตรงนี้ดวงตาของลินนิจก็หรี่ลงเล็กน้อยเป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าเขากำลังรู้สึกเศร้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต

“ตอนแรกไม่มีใครคิดหรอกว่าคำสาปจะเป็นจริง แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันก็เริ่มมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นกับสมาชิกในตระกูลทีละคน ๆ  จนในที่สุด…”

“ปู่ไม่ได้ออกผจญภัยแต่ถูกไล่ออกจากตระกูลงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยอุทานพร้อมกับขมวดคิ้ว

ลินนิจนิ่งเงียบโดยไม่ตอบรับคล้ายกับเป็นการยอมรับว่าการสันนิษฐานของเซี่ยเฟยคือสิ่งที่ถูกต้อง

“แล้วหลังจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้น คำสาปมันเกิดขึ้นมาจริงหรือเปล่า?” เซี่ยเฟยถามขณะแอบรังเกียจออโรร่าขึ้นมาภายในใจ เพราะท้ายที่สุดคติประจำใจของสกายวิงคือการไม่ทิ้งใครเอาไว้ แต่ออโรร่ากลับขับไล่ปู่ของเขาออกจากตระกูล

“น่าเสียดายที่คำสาปไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ถึงแม้ปู่ของนายจะมีวิญญาณอมตะ แต่ในระหว่างการเกิดใหม่ครั้งที่ 14 มันก็เกิดเหตุการณ์ที่ประตูจักรวาลจนทำให้จิตวิญญาณของนายน้อยได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง”

“หลังจากก้าวข้ามผ่านประตูจักรวาลไปได้สำเร็จ ในที่สุดนายน้อยก็ได้พบกับหญิงสาวชาวสกายวิงที่กำลังออกไปผจญภัย และถึงแม้ว่าปู่ของนายจะกำลังแบกรับคำสาปที่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว แต่ย่าของนายก็ยังคงยืนหยัดอยู่เคียงข้างนายน้อยไม่ไปไหนตามคติประจำใจของสกายวิง”

“หลังจากพ่อของนายเกิดขึ้นมาปู่กับย่าของนายก็ถูกคำสาปจนเสียชีวิต 24 ปีต่อมาพ่อของนายก็เดินทางไปยังดาวโลก ก่อนที่จะให้กำเนิดนายขึ้นมาและจากไปพร้อม ๆ กับแม่ของนาย” ลินนิจอธิบายอย่างโศกเศร้า

“คุณจะบอกว่าครอบครัวของฉันตายเพราะคำสาปนี้ แม้แต่คนที่ไม่รู้เรื่องอย่างย่ากับแม่ก็โดนลูกหลงไปด้วยงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยกัดฟันพูดขึ้นมาด้วยความโกรธ

ลินนิจเช็ดน้ำตาอย่างเงียบ ๆ ขณะพยักหน้าเป็นเชิงยอมรับ

“ความผิดที่ปู่ฉันทำมันเกี่ยวอะไรกับคนอื่นด้วย คำสาปนี้มันจะโหดร้ายเกินไปแล้ว ส่วนนังผู้หญิงนั่นมันก็เป็นคนอำมหิตมากเกินไป!” เซี่ยเฟยคำรามพร้อมกับยกมือขึ้นทำลายถ้ำน้ำแข็งอย่างรุนแรง

“คำสาปน่าจะผ่านพ้นไปแล้ว ปีนี้คือปีที่นายจะมีอายุครบ 25 ปี แต่ผลของคำสาปก็ยังไม่เกิดขึ้นมาให้เห็นเลย แสดงว่าผลของคำสาปมีอยู่อย่างจำกัดจนทำให้มันไม่สามารถส่งต่อมายังรุ่นที่ 3 อย่างนายได้” ลินนิจกล่าวอย่างเร่งรีบ

“ปู่ของฉันตายตอนไหน?” เซี่ยเฟยถามขณะที่ใบหน้ากำลังเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือด

“ตอนที่พ่อของนายเกิด”

“แล้วพ่อของฉันล่ะตายตอนไหน?” เซี่ยเฟยถามอีกครั้ง

“หลังจากตอนที่นายเกิดมาแล้ว”

หลังจากพูดจบแม้แต่ลินนิจก็หน้าเปลี่ยนสีไปอย่างฉับพลัน เพราะเหตุผลที่เซี่ยเฟยยังไม่ตายไม่ใช่เพราะคำสาปไม่มีผล แต่มันเป็นเพราะเขากับแอวริลยังไม่มีลูกด้วยกันต่างหาก

***************

ลำพังที่บอกว่าปู่มาจากหลังประตูจักรวาลก็พีคแล้วนะ นี่ยังเจอสาเหตุการตายของทุกคนจนทำให้พี่เฟยกำพร้าตั้งแต่เกิดอีก พีคเกิ้น!

จบบทที่ ตอนที่ 1,051 คำสาปของครอบครัว

คัดลอกลิงก์แล้ว