- หน้าแรก
- โคตรน้ำยาปรับสภาพยีน
- ตอนที่ 1,050 เตาหลอมวิญญาณ
ตอนที่ 1,050 เตาหลอมวิญญาณ
ตอนที่ 1,050 เตาหลอมวิญญาณ
ตอนที่ 1,050 เตาหลอมวิญญาณ
เซี่ยเฟยละสายตาจากเอ็นย่ามองไปทางถังหว่านเหนียนด้วยรอยยิ้ม สร้างแรงกดดันอันมองไม่เห็นจนทำให้ชายชราเหงื่อแตกพล่านไปทั่วทั้งร่างกาย
ไม่ว่ายังไงชายหนุ่มก็ไม่เคยถูกเรื่องราคะมาเล่นงาน ดังนั้นไม่ว่าเอ็นย่าจะมีเสน่ห์เหลือล้นมากกว่านี้ แต่มันก็ยังไม่มากพอที่จะสร้างความวุ่นวายให้กับเซี่ยเฟยได้ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงจะมีผู้หญิงคนที่ 2, 3, 4 ไปตั้งนานแล้ว
“คนของฉันเพิ่งไปคฤหาสน์ตระกูลไท่เมื่อไม่นานมานี้ และพวกเขาก็รายงานกลับมาว่าสมาชิกทั้งหมดในตระกูลถูกกวาดล้างไปจนหมดแล้ว” ถังหว่านเหนียนกล่าวพร้อมกับกลืนน้ำลาย
คำอธิบายนี้ถึงกับทำให้เซียงเป่ยหยางสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ แม้แต่นักรบตระกูลเซียงที่ตามมาก็เบิกตากว้างด้วยเช่นกัน ท้ายที่สุดเหตุการณ์ก็เพิ่งจะผ่านพ้นไปเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่ชายชรากลับบอกว่าตระกูลไท่ถูกกวาดล้างไปจนหมดแล้ว
เซี่ยเฟยแสร้งแสดงทำเป็นตกใจด้วยเช่นกันเพื่อให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเรื่องนี้เลย
“ใครมันโหดเหี้ยมถึงขนาดนี้ พวกเขาสังหารคนตั้งหลายพันในตระกูลไท่ไปจนหมดเลยงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ถังหว่านเหนียนมองไปยังเซี่ยเฟยอย่างพูดไม่ออก เพราะมันเห็นได้ชัดเลยว่าชายหนุ่มคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทุกอย่าง แต่เขากลับแสร้งทำเป็นสงสารสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลไท่
แม้แต่เซียงเป่ยหยางก็ยังมองไปทางเซี่ยเฟยอย่างสงสัย เพราะเรื่องทุกอย่างมีความเกี่ยวโยงกับชายหนุ่มปริศนาผู้นี้ทั้งหมด
อย่างไรก็ตามชายอ้วนก็ไม่ได้คิดว่าเซี่ยเฟยคือผู้ลงมือ เพราะเหตุการณ์การลอบสังหารเพิ่งจะผ่านพ้นไปเพียงแค่ประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นถึงแม้เขาจะประเมินเซี่ยเฟยเอาไว้สูงแค่ไหน แต่เขาก็ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะสามารถกวาดล้างตระกูลใหญ่ของดาวแคระแดงได้ภายในเวลาไม่กี่นาที
—
เมื่อข่าวเรื่องตระกูลไท่ถูกแพร่กระจายออกไปแล้ว เซี่ยเฟยก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องอยู่ในตระกูลถังอีกต่อไป เขาจึงหาข้ออ้างเพื่อที่จะปลีกตัวออกมา
สองวันต่อมาทั่วทั้งดาวแคระแดงก็มีข่าวลือเรื่องต่าง ๆ อย่างมากมาย และถึงแม้ว่าเซียงเป่ยหยางกับเซี่ยเฟยจะดูเหมือนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ตระกูลไท่ถูกทำลาย แต่มันก็ยังคงมีคนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ดี
โชคดีที่ถังหว่านเหนียนและนักธุรกิจรุ่นใหญ่หลาย ๆ คนจัดตั้งทีมสืบสวนขึ้นมา มันจึงทำให้ข่าวลือที่เคยโหมกระหน่ำค่อย ๆ ผ่อนกำลังตามเวลาที่ผ่านพ้นไป
ระหว่างนั้นเซียงเป่ยหยางบอกว่าตัวเองป่วยและนอนพักอยู่แต่ในบ้าน ขณะที่เซี่ยเฟยใช้ชีวิตเหมือนคนปกติโดยออกไปข้างนอกในตอนเช้าและกลับมาในตอนกลางคืน โดยไม่มีใครรู้ว่าระหว่างวันชายคนนี้ได้ออกไปทำอะไรกันแน่
วันเวลาสามวันผ่านไปในพริบตา ช่วงเช้าเซี่ยเฟยจึงเตรียมตัวออกไปข้างนอกตามปกติ ซึ่งเอ็นย่าก็รีบเตรียมของว่างให้กับชายหนุ่มพร้อมกับเสิร์ฟน้ำชา โดยในช่วงสองวันที่ผ่านมาเธอก็เริ่มเข้าใจเซี่ยเฟยบ้างแล้วว่านอกเหนือจากการดื่มชาดี ๆ ชายหนุ่มก็ไม่เคยจู้จี้เรื่องอาหารหรือเสื้อผ้าเลย
หลังจากรับประทานอาหารจนเสร็จ เซี่ยเฟยก็ลุกยืนขึ้นและเตรียมตัวจากไป ซึ่งในระหว่างนั้นเอ็นย่าก็เม้มริมฝีปากขึ้นมาอย่างไม่มีความสุข
เดิมทีเอ็นย่าคิดว่ามันจะมีความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงทันทีที่เซี่ยเฟยนำเธอกลับมา น่าเสียดายที่ชายหนุ่มคนนี้ทำตัวด้านชาราวกับว่าภายในห้องไม่ได้มีทาสสาวแสนสวยคอยให้บริการอยู่เลย
“พี่เซี่ยเฟย ฉันคิดว่าฉันต้องไปแล้ว” เอ็นย่ากล่าวด้วยสีหน้าที่บูดบึ้ง
“เธอจะไปไหนล่ะ? เธอไม่ชอบที่นี่งั้นเหรอ” เซี่ยเฟยถามด้วยรอยยิ้ม
“ฉันขอใช้ชีวิตอย่างอิสระได้ไหม? ถึงยังไงฉันก็พึ่งพาพี่กับคุณเซียงตลอดไปไม่ได้อยู่แล้ว ฉันพอจะมีความรู้เรื่องการชงชาอยู่บ้าง ฉันน่าจะใช้ความรู้นี้เปิดร้านน้ำชาเลี้ยงชีพตัวเองได้” เอ็นย่ากล่าวตอบ
“โอเค เดี๋ยวฉันจะช่วยคุยกับเซียงเป่ยหยางให้ว่าให้เขาออกเงินทุนให้กับเธอก่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอได้กำไรเธอค่อยใช้เงินที่ยืมมาก็แล้วกัน” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างใจดี
อย่างไรก็ตามทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบ เด็กสาวก็ร้องไห้วิ่งหนีไปก่อนที่จะขังตัวเองเอาไว้ภายในห้องนอนของเธอ
“เธอพยายามจะสื่อว่านายควรจะให้ความสนใจกับเธอสักหน่อยต่างหาก ทำไมตลอดสามวันที่ผ่านมานายไม่คิดจะแตะต้องตัวเธอบ้างเลยล่ะ?” ลินนิจกล่าวขึ้นมาอย่างปวดหัว
“ฉันต้องการจะฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาภายใน 3 เดือน แล้วพวกเราจะออกเดินทางสู่ตระกูลออโรร่า จนถึงตอนนั้นคุณอยากจะให้ฉันพาตัวเธอไปด้วยงั้นเหรอ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับกรอกตา
“เอาเธอไปด้วยแล้วทำไมล่ะ? อย่างน้อยนายก็จะมีคนมาคอยดูแล” ลินนิจกล่าว
“คนสมัยก่อนบนดาวโลกเคยบอกไว้ว่าหญิงงามมักจะนำมาซึ่งหายนะ การเอาสาวสวยแบบนี้มาไว้ข้างกายไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งความสุขเท่านั้น แต่มันยังจะนำพามาซึ่งปัญหาในอนาคตอีกด้วย” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่ายหัว
ลินนิจชะงักค้างไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เซี่ยเฟยกำลังจะสื่อ
ด้วยสภาวะสมองที่ถูกปิดกั้นโดยสมบูรณ์ มันก็จะทำให้คนอื่นมองว่าเซี่ยเฟยเป็นเพียงแค่คนธรรมดา และตราบใดก็ตามที่เขานำตัวเด็กสาวเดินทางไปด้วย เมื่อนั้นมันก็จะมีคนสร้างปัญหาให้กับเขาไม่เว้นในแต่ละวัน ในตอนนั้นเขาก็คงจะไม่มีเวลาไปทำอะไรนอกจากจะต้องจัดการกับปัญหาที่วิ่งเข้ามาเนื่องจากความงดงามของเอ็นย่า
ยิ่งไปกว่านั้นแอวริลยังให้ความไว้วางใจกับเขามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นในตอนที่เขามีสถานะต่ำต้อยมากกว่าเธอขนาดไหนเธอก็ไม่เคยแสดงความรังเกียจต่อตัวตนของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นไม่ว่าเอ็นย่าจะมีเสน่ห์มากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่มีทางนอกใจแอวริลอย่างเด็ดขาด
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายจะปล่อยสาวสวยแบบนี้ไปได้จริง ๆ ฉันว่านายจะต้องเป็นพวกอารมณ์ตายด้านแน่ ๆ” ลินนิจกล่าวพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างหนัก
—
สภาวะอากาศของดาวแคระแดงถูกแบ่งออกเป็นสองขั้ว โดยบริเวณทางฝั่งเหนือมีอากาศร้อนจัด ขณะที่บริเวณทางใต้มีอากาศเย็นจัด
สถานที่ที่เซี่ยเฟยกำลังยืนอยู่ในปัจจุบันคือทุ่งหิมะสีขาวโพลน ซึ่งหลังจากที่ชายหนุ่มออกสำรวจดวงดาวมาเป็นเวลากว่าสองวัน ในที่สุดเขาก็ได้พบกับสถานที่ที่มีจิตวิญญาณเข้มข้นที่เหมาะสมสำหรับการผลิตอุปกรณ์วิญญาณ
หงส์ครามในมือขวาทำหน้าที่เป็นเหมือนกับสว่านขุดทะลุผ่านแผ่นน้ำแข็งหนาลงไปในพื้นผิวของดาวเคราะห์อย่างรวดเร็ว
“ไม่น่าเชื่อเลยว่าบนดาวแคระแดงจะมีสถานที่น่ามหัศจรรย์แบบนี้อยู่ด้วย” ลินนิจกล่าวด้วยความประหลาดใจ ขณะมองไปยังพื้นที่โดยรอบที่เต็มไปด้วยคริสตัลหลากหลายสีสัน
“ที่นี่ลึกลงมาในพื้นดินมากกว่า 170 กิโลเมตร น้ำแข็งในบริเวณนี้เป็นน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นมาหลายพันปี แล้วมันก็คงไม่มีคนเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้นานมากแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ฉันถามหน่อยสิว่าความจริงแล้วอุปกรณ์วิญญาณมันคืออะไรกันแน่?” ลินนิจถามอย่างสงสัย
“พลังวิญญาณก็คล้าย ๆ กับพลังต้นกำเนิดนั่นแหละ พวกมันเป็นพลังที่เกิดขึ้นในธรรมชาติเพียงแต่พลังต้นกำเนิดเป็นสิ่งที่สัมผัสได้โดยร่างกาย ขณะที่พลังวิญญาณเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น พวกมันจึงเหมือนกับอยู่ในโลกคู่ขนานกันอย่างสิ้นเชิง”
“สิ่งมีชีวิตมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วนคือร่างกายและวิญญาณ พลังต้นกำเนิดมีไว้สำหรับการพัฒนาร่างกาย ขณะที่พลังวิญญาณมีไว้สำหรับการพัฒนาวิญญาณ หากสิ่งมีชีวิตสูญเสียพลังงานหนึ่งใดไปจนหมด ท้ายที่สุดสิ่งมีชีวิตนั้นก็จะได้พบกับความตายเหมือน ๆ กัน”
“เส้นทางที่แตกต่างกันแต่นำไปซึ่งจุดหมายปลายทางเดียวกันงั้นเหรอ?” ลินนิจพึมพำขึ้นมาเบา ๆ
“ใช่ พวกมันเป็นเส้นทางที่แตกต่างกันแต่นำไปซึ่งจุดหมายปลายทางเดียวกัน ไม่ว่านักรบจะพัฒนาพลังในด้านไหน ท้ายที่สุดพวกเขาก็ยังคงเป็นนักรบที่อันตรายมากอยู่ดี อย่างไรก็ตามหากนักรบมีความเชี่ยวชาญทั้งการใช้พลังกายและพลังวิญญาณ มันย่อมทำให้นักรบคนนั้นมีพลังมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย และมันก็คือแนวทางที่ทุกคนกำลังพัฒนาอยู่ในตอนนี้” เซี่ยเฟยกล่าว
“แล้วอุปกรณ์วิญญาณล่ะ มันคืออะไร?” ลินนิจถามอีกครั้ง
“อุปกรณ์วิญญาณมีความหมายที่กว้างมาก เพราะไม่ว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนที่มีพลังวิญญาณต่างก็ถูกเรียกว่าอุปกรณ์วิญญาณด้วยกันทั้งนั้น นักรบวิญญาณที่ทรงพลังจึงสามารถสร้างอุปกรณ์วิญญาณขึ้นมาได้เหมือนกัน เพียงแต่อุปกรณ์วิญญาณพวกนั้นนำมาเทียบชั้นกับอุปกรณ์วิญญาณของโซลครีเอเตอร์ไม่ได้เท่านั้นเอง”
“คุณยังจำอุปกรณ์วิญญาณที่ริเวอร์ทิ้งเอาไว้ให้กับคุณได้ไหม?” เซี่ยเฟยถาม
“จำได้สิ มันคืออุปกรณ์ที่ริเวอร์แบ่งพลังวิญญาณเข้าไปเพื่อทำการเก็บรักษาข้อมูลบางอย่างไว้ สำหรับแจ้งให้ฉันทราบเกี่ยวกับข่าวคราวของเขา” ลินนิจกล่าวพร้อมกับพยักหน้า
“ใช่แล้ว การป้อนข้อมูลทางวิญญาณลงไปในอุปกรณ์ถือว่าเป็นขีดจำกัดสูงสุดเท่าที่นักรบวิญญาณจะสามารถทำได้ แต่สิ่งที่ฉันสามารถทำได้มันอยู่เหนือกว่าระดับของริเวอร์มาก” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างสบาย ๆ แต่เขาก็ไม่ได้อธิบายกระบวนการอันซับซ้อนให้กับลินนิจฟัง
ชายหนุ่มค่อย ๆ นั่งขัดสมาธิลงบนพื้นปล่อยให้ใบหญ้าทั้งสิบสามใบแผ่ขยายออกไปในทิศทางต่าง ๆ ระหว่างนั้นเขาก็ทำการหยิบโกลเด้นฟาลคอนเอามาวางไว้ตรงกลาง เพื่อทำการทดลองสร้างอุปกรณ์วิญญาณชิ้นต่อไป
โดยปกติโซลครีเอเตอร์จะใช้พลังภายในร่างเพื่อถ่ายเทพลังวิญญาณลงไปในอุปกรณ์ แต่ในตอนนี้เซี่ยเฟยกำลังใช้หงส์ครามรวบรวมพลังวิญญาณในธรรมชาติเพื่อถ่ายเทพลังให้กับโกลเด้นฟาลคอน
สิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะเริ่มทำในคราวนี้อยู่ในระดับที่เหนือกว่าการสร้างอาวุธวิญญาณจากหิมะโปรยบนอุกกาบาตมาก ลินนิจจึงเม้มริมฝีปากก่อนที่จะควบคุมเนอร์วาน่าบินขึ้นไปบนฟ้าโดยไม่พูดอะไร
เมื่อก่อนเซี่ยเฟยจำเป็นจะต้องให้คนอื่นมาคอยปกป้องในระหว่างที่เขาเข้าสู่สมาธิ แต่หลังจากที่มีลินนิจมาเป็นผู้ช่วยเขาก็สามารถพึ่งพาวิญญาณผู้พิทักษ์และขนอุยมาคอยดูแลในระหว่างที่เขาเข้าสู่สมาธิได้ ไม่จำเป็นจะต้องไปร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นอีกต่อไปแล้ว
โซลมาร์คภายในสมองของเซี่ยเฟยเริ่มหมุนขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดพลังงานที่มองไม่เห็นเคลื่อนที่ผ่านร่างกายไปยังหงส์คราม ก่อนที่มันจะแผ่ขยายออกไปในพื้นที่บริเวณโดยรอบ
‘สำเร็จ! หงส์ครามทำหน้าที่เป็นเตาหลอมได้จริง ๆ ด้วย’ เซี่ยเฟยคิดกับตัวเองภายในใจ
ใบหญ้าทั้งสิบสามใบค่อย ๆ เรืองแสงขึ้นมาจาง ๆ ราวกับว่าพวกมันกำลังถูกปกคลุมไปด้วยพลังงานที่น่ามหัศจรรย์
วินาทีต่อมาหงส์ครามก็เริ่มรวบรวมวิญญาณหลากสีสันโดยรอบเข้ามาอย่างรวดเร็ว และด้วยขนาดที่ใหญ่โตของมัน ความเร็วในการรวบรวมพลังวิญญาณจึงเป็นสิ่งที่อยู่เหนือเกินกว่าสิ่งที่เซี่ยเฟยสามารถทำได้ด้วยตัวเองโดยสิ้นเชิง
อัดฉีด!
เซี่ยเฟยพึมพำขึ้นมาเบา ๆ ขณะที่พลังวิญญาณปริมาณมหาศาลถูกอัดฉีดเข้าไปภายในโกลเด้นฟาลคอน
***************
เส้นทางเศรษฐีถูกเปิดออกแล้ว ต้องพัฒนาฝีมือให้ชำนาญ อิอิ