เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 1,050 เตาหลอมวิญญาณ

ตอนที่ 1,050 เตาหลอมวิญญาณ

ตอนที่ 1,050 เตาหลอมวิญญาณ


ตอนที่ 1,050 เตาหลอมวิญญาณ

เซี่ยเฟยละสายตาจากเอ็นย่ามองไปทางถังหว่านเหนียนด้วยรอยยิ้ม สร้างแรงกดดันอันมองไม่เห็นจนทำให้ชายชราเหงื่อแตกพล่านไปทั่วทั้งร่างกาย

ไม่ว่ายังไงชายหนุ่มก็ไม่เคยถูกเรื่องราคะมาเล่นงาน ดังนั้นไม่ว่าเอ็นย่าจะมีเสน่ห์เหลือล้นมากกว่านี้ แต่มันก็ยังไม่มากพอที่จะสร้างความวุ่นวายให้กับเซี่ยเฟยได้ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงจะมีผู้หญิงคนที่ 2, 3, 4 ไปตั้งนานแล้ว

“คนของฉันเพิ่งไปคฤหาสน์ตระกูลไท่เมื่อไม่นานมานี้ และพวกเขาก็รายงานกลับมาว่าสมาชิกทั้งหมดในตระกูลถูกกวาดล้างไปจนหมดแล้ว” ถังหว่านเหนียนกล่าวพร้อมกับกลืนน้ำลาย

คำอธิบายนี้ถึงกับทำให้เซียงเป่ยหยางสะดุ้งขึ้นมาด้วยความตกใจ แม้แต่นักรบตระกูลเซียงที่ตามมาก็เบิกตากว้างด้วยเช่นกัน ท้ายที่สุดเหตุการณ์ก็เพิ่งจะผ่านพ้นไปเพียงแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น แต่ชายชรากลับบอกว่าตระกูลไท่ถูกกวาดล้างไปจนหมดแล้ว

เซี่ยเฟยแสร้งแสดงทำเป็นตกใจด้วยเช่นกันเพื่อให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าเขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเรื่องนี้เลย

“ใครมันโหดเหี้ยมถึงขนาดนี้ พวกเขาสังหารคนตั้งหลายพันในตระกูลไท่ไปจนหมดเลยงั้นเหรอ?” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

ถังหว่านเหนียนมองไปยังเซี่ยเฟยอย่างพูดไม่ออก เพราะมันเห็นได้ชัดเลยว่าชายหนุ่มคือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทุกอย่าง แต่เขากลับแสร้งทำเป็นสงสารสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลไท่

แม้แต่เซียงเป่ยหยางก็ยังมองไปทางเซี่ยเฟยอย่างสงสัย เพราะเรื่องทุกอย่างมีความเกี่ยวโยงกับชายหนุ่มปริศนาผู้นี้ทั้งหมด

อย่างไรก็ตามชายอ้วนก็ไม่ได้คิดว่าเซี่ยเฟยคือผู้ลงมือ เพราะเหตุการณ์การลอบสังหารเพิ่งจะผ่านพ้นไปเพียงแค่ประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ดังนั้นถึงแม้เขาจะประเมินเซี่ยเฟยเอาไว้สูงแค่ไหน แต่เขาก็ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะสามารถกวาดล้างตระกูลใหญ่ของดาวแคระแดงได้ภายในเวลาไม่กี่นาที

เมื่อข่าวเรื่องตระกูลไท่ถูกแพร่กระจายออกไปแล้ว เซี่ยเฟยก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องอยู่ในตระกูลถังอีกต่อไป เขาจึงหาข้ออ้างเพื่อที่จะปลีกตัวออกมา

สองวันต่อมาทั่วทั้งดาวแคระแดงก็มีข่าวลือเรื่องต่าง ๆ อย่างมากมาย และถึงแม้ว่าเซียงเป่ยหยางกับเซี่ยเฟยจะดูเหมือนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่ตระกูลไท่ถูกทำลาย แต่มันก็ยังคงมีคนตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ดี

โชคดีที่ถังหว่านเหนียนและนักธุรกิจรุ่นใหญ่หลาย ๆ คนจัดตั้งทีมสืบสวนขึ้นมา มันจึงทำให้ข่าวลือที่เคยโหมกระหน่ำค่อย ๆ ผ่อนกำลังตามเวลาที่ผ่านพ้นไป

ระหว่างนั้นเซียงเป่ยหยางบอกว่าตัวเองป่วยและนอนพักอยู่แต่ในบ้าน ขณะที่เซี่ยเฟยใช้ชีวิตเหมือนคนปกติโดยออกไปข้างนอกในตอนเช้าและกลับมาในตอนกลางคืน โดยไม่มีใครรู้ว่าระหว่างวันชายคนนี้ได้ออกไปทำอะไรกันแน่

วันเวลาสามวันผ่านไปในพริบตา ช่วงเช้าเซี่ยเฟยจึงเตรียมตัวออกไปข้างนอกตามปกติ ซึ่งเอ็นย่าก็รีบเตรียมของว่างให้กับชายหนุ่มพร้อมกับเสิร์ฟน้ำชา โดยในช่วงสองวันที่ผ่านมาเธอก็เริ่มเข้าใจเซี่ยเฟยบ้างแล้วว่านอกเหนือจากการดื่มชาดี ๆ ชายหนุ่มก็ไม่เคยจู้จี้เรื่องอาหารหรือเสื้อผ้าเลย

หลังจากรับประทานอาหารจนเสร็จ เซี่ยเฟยก็ลุกยืนขึ้นและเตรียมตัวจากไป ซึ่งในระหว่างนั้นเอ็นย่าก็เม้มริมฝีปากขึ้นมาอย่างไม่มีความสุข

เดิมทีเอ็นย่าคิดว่ามันจะมีความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงทันทีที่เซี่ยเฟยนำเธอกลับมา น่าเสียดายที่ชายหนุ่มคนนี้ทำตัวด้านชาราวกับว่าภายในห้องไม่ได้มีทาสสาวแสนสวยคอยให้บริการอยู่เลย

“พี่เซี่ยเฟย ฉันคิดว่าฉันต้องไปแล้ว” เอ็นย่ากล่าวด้วยสีหน้าที่บูดบึ้ง

“เธอจะไปไหนล่ะ? เธอไม่ชอบที่นี่งั้นเหรอ” เซี่ยเฟยถามด้วยรอยยิ้ม

“ฉันขอใช้ชีวิตอย่างอิสระได้ไหม? ถึงยังไงฉันก็พึ่งพาพี่กับคุณเซียงตลอดไปไม่ได้อยู่แล้ว ฉันพอจะมีความรู้เรื่องการชงชาอยู่บ้าง ฉันน่าจะใช้ความรู้นี้เปิดร้านน้ำชาเลี้ยงชีพตัวเองได้” เอ็นย่ากล่าวตอบ

“โอเค เดี๋ยวฉันจะช่วยคุยกับเซียงเป่ยหยางให้ว่าให้เขาออกเงินทุนให้กับเธอก่อน เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอได้กำไรเธอค่อยใช้เงินที่ยืมมาก็แล้วกัน” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างใจดี

อย่างไรก็ตามทันทีที่ชายหนุ่มพูดจบ เด็กสาวก็ร้องไห้วิ่งหนีไปก่อนที่จะขังตัวเองเอาไว้ภายในห้องนอนของเธอ

“เธอพยายามจะสื่อว่านายควรจะให้ความสนใจกับเธอสักหน่อยต่างหาก ทำไมตลอดสามวันที่ผ่านมานายไม่คิดจะแตะต้องตัวเธอบ้างเลยล่ะ?” ลินนิจกล่าวขึ้นมาอย่างปวดหัว

“ฉันต้องการจะฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาภายใน 3 เดือน แล้วพวกเราจะออกเดินทางสู่ตระกูลออโรร่า จนถึงตอนนั้นคุณอยากจะให้ฉันพาตัวเธอไปด้วยงั้นเหรอ” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับกรอกตา

“เอาเธอไปด้วยแล้วทำไมล่ะ? อย่างน้อยนายก็จะมีคนมาคอยดูแล” ลินนิจกล่าว

“คนสมัยก่อนบนดาวโลกเคยบอกไว้ว่าหญิงงามมักจะนำมาซึ่งหายนะ การเอาสาวสวยแบบนี้มาไว้ข้างกายไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งความสุขเท่านั้น แต่มันยังจะนำพามาซึ่งปัญหาในอนาคตอีกด้วย” เซี่ยเฟยกล่าวพร้อมกับส่ายหัว

ลินนิจชะงักค้างไปเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เซี่ยเฟยกำลังจะสื่อ

ด้วยสภาวะสมองที่ถูกปิดกั้นโดยสมบูรณ์ มันก็จะทำให้คนอื่นมองว่าเซี่ยเฟยเป็นเพียงแค่คนธรรมดา และตราบใดก็ตามที่เขานำตัวเด็กสาวเดินทางไปด้วย เมื่อนั้นมันก็จะมีคนสร้างปัญหาให้กับเขาไม่เว้นในแต่ละวัน ในตอนนั้นเขาก็คงจะไม่มีเวลาไปทำอะไรนอกจากจะต้องจัดการกับปัญหาที่วิ่งเข้ามาเนื่องจากความงดงามของเอ็นย่า

ยิ่งไปกว่านั้นแอวริลยังให้ความไว้วางใจกับเขามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นในตอนที่เขามีสถานะต่ำต้อยมากกว่าเธอขนาดไหนเธอก็ไม่เคยแสดงความรังเกียจต่อตัวตนของเขาเลยแม้แต่นิดเดียว ดังนั้นไม่ว่าเอ็นย่าจะมีเสน่ห์มากแค่ไหนแต่เขาก็ไม่มีทางนอกใจแอวริลอย่างเด็ดขาด

“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายจะปล่อยสาวสวยแบบนี้ไปได้จริง ๆ ฉันว่านายจะต้องเป็นพวกอารมณ์ตายด้านแน่ ๆ” ลินนิจกล่าวพร้อมกับถอนหายใจออกมาอย่างหนัก

สภาวะอากาศของดาวแคระแดงถูกแบ่งออกเป็นสองขั้ว โดยบริเวณทางฝั่งเหนือมีอากาศร้อนจัด ขณะที่บริเวณทางใต้มีอากาศเย็นจัด

สถานที่ที่เซี่ยเฟยกำลังยืนอยู่ในปัจจุบันคือทุ่งหิมะสีขาวโพลน ซึ่งหลังจากที่ชายหนุ่มออกสำรวจดวงดาวมาเป็นเวลากว่าสองวัน ในที่สุดเขาก็ได้พบกับสถานที่ที่มีจิตวิญญาณเข้มข้นที่เหมาะสมสำหรับการผลิตอุปกรณ์วิญญาณ

หงส์ครามในมือขวาทำหน้าที่เป็นเหมือนกับสว่านขุดทะลุผ่านแผ่นน้ำแข็งหนาลงไปในพื้นผิวของดาวเคราะห์อย่างรวดเร็ว

“ไม่น่าเชื่อเลยว่าบนดาวแคระแดงจะมีสถานที่น่ามหัศจรรย์แบบนี้อยู่ด้วย” ลินนิจกล่าวด้วยความประหลาดใจ ขณะมองไปยังพื้นที่โดยรอบที่เต็มไปด้วยคริสตัลหลากหลายสีสัน

“ที่นี่ลึกลงมาในพื้นดินมากกว่า 170 กิโลเมตร น้ำแข็งในบริเวณนี้เป็นน้ำแข็งที่ก่อตัวขึ้นมาหลายพันปี แล้วมันก็คงไม่มีคนเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้นานมากแล้ว” เซี่ยเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ฉันถามหน่อยสิว่าความจริงแล้วอุปกรณ์วิญญาณมันคืออะไรกันแน่?” ลินนิจถามอย่างสงสัย

“พลังวิญญาณก็คล้าย ๆ กับพลังต้นกำเนิดนั่นแหละ พวกมันเป็นพลังที่เกิดขึ้นในธรรมชาติเพียงแต่พลังต้นกำเนิดเป็นสิ่งที่สัมผัสได้โดยร่างกาย ขณะที่พลังวิญญาณเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น พวกมันจึงเหมือนกับอยู่ในโลกคู่ขนานกันอย่างสิ้นเชิง”

“สิ่งมีชีวิตมีองค์ประกอบอยู่ 2 ส่วนคือร่างกายและวิญญาณ พลังต้นกำเนิดมีไว้สำหรับการพัฒนาร่างกาย ขณะที่พลังวิญญาณมีไว้สำหรับการพัฒนาวิญญาณ หากสิ่งมีชีวิตสูญเสียพลังงานหนึ่งใดไปจนหมด ท้ายที่สุดสิ่งมีชีวิตนั้นก็จะได้พบกับความตายเหมือน ๆ กัน”

“เส้นทางที่แตกต่างกันแต่นำไปซึ่งจุดหมายปลายทางเดียวกันงั้นเหรอ?” ลินนิจพึมพำขึ้นมาเบา ๆ

“ใช่ พวกมันเป็นเส้นทางที่แตกต่างกันแต่นำไปซึ่งจุดหมายปลายทางเดียวกัน ไม่ว่านักรบจะพัฒนาพลังในด้านไหน ท้ายที่สุดพวกเขาก็ยังคงเป็นนักรบที่อันตรายมากอยู่ดี อย่างไรก็ตามหากนักรบมีความเชี่ยวชาญทั้งการใช้พลังกายและพลังวิญญาณ มันย่อมทำให้นักรบคนนั้นมีพลังมากกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย และมันก็คือแนวทางที่ทุกคนกำลังพัฒนาอยู่ในตอนนี้” เซี่ยเฟยกล่าว

“แล้วอุปกรณ์วิญญาณล่ะ มันคืออะไร?” ลินนิจถามอีกครั้ง

“อุปกรณ์วิญญาณมีความหมายที่กว้างมาก เพราะไม่ว่าอุปกรณ์ชิ้นไหนที่มีพลังวิญญาณต่างก็ถูกเรียกว่าอุปกรณ์วิญญาณด้วยกันทั้งนั้น นักรบวิญญาณที่ทรงพลังจึงสามารถสร้างอุปกรณ์วิญญาณขึ้นมาได้เหมือนกัน เพียงแต่อุปกรณ์วิญญาณพวกนั้นนำมาเทียบชั้นกับอุปกรณ์วิญญาณของโซลครีเอเตอร์ไม่ได้เท่านั้นเอง”

“คุณยังจำอุปกรณ์วิญญาณที่ริเวอร์ทิ้งเอาไว้ให้กับคุณได้ไหม?” เซี่ยเฟยถาม

“จำได้สิ มันคืออุปกรณ์ที่ริเวอร์แบ่งพลังวิญญาณเข้าไปเพื่อทำการเก็บรักษาข้อมูลบางอย่างไว้ สำหรับแจ้งให้ฉันทราบเกี่ยวกับข่าวคราวของเขา” ลินนิจกล่าวพร้อมกับพยักหน้า

“ใช่แล้ว การป้อนข้อมูลทางวิญญาณลงไปในอุปกรณ์ถือว่าเป็นขีดจำกัดสูงสุดเท่าที่นักรบวิญญาณจะสามารถทำได้ แต่สิ่งที่ฉันสามารถทำได้มันอยู่เหนือกว่าระดับของริเวอร์มาก” เซี่ยเฟยกล่าวอย่างสบาย ๆ แต่เขาก็ไม่ได้อธิบายกระบวนการอันซับซ้อนให้กับลินนิจฟัง

ชายหนุ่มค่อย ๆ นั่งขัดสมาธิลงบนพื้นปล่อยให้ใบหญ้าทั้งสิบสามใบแผ่ขยายออกไปในทิศทางต่าง ๆ ระหว่างนั้นเขาก็ทำการหยิบโกลเด้นฟาลคอนเอามาวางไว้ตรงกลาง เพื่อทำการทดลองสร้างอุปกรณ์วิญญาณชิ้นต่อไป

โดยปกติโซลครีเอเตอร์จะใช้พลังภายในร่างเพื่อถ่ายเทพลังวิญญาณลงไปในอุปกรณ์ แต่ในตอนนี้เซี่ยเฟยกำลังใช้หงส์ครามรวบรวมพลังวิญญาณในธรรมชาติเพื่อถ่ายเทพลังให้กับโกลเด้นฟาลคอน

สิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะเริ่มทำในคราวนี้อยู่ในระดับที่เหนือกว่าการสร้างอาวุธวิญญาณจากหิมะโปรยบนอุกกาบาตมาก ลินนิจจึงเม้มริมฝีปากก่อนที่จะควบคุมเนอร์วาน่าบินขึ้นไปบนฟ้าโดยไม่พูดอะไร

เมื่อก่อนเซี่ยเฟยจำเป็นจะต้องให้คนอื่นมาคอยปกป้องในระหว่างที่เขาเข้าสู่สมาธิ แต่หลังจากที่มีลินนิจมาเป็นผู้ช่วยเขาก็สามารถพึ่งพาวิญญาณผู้พิทักษ์และขนอุยมาคอยดูแลในระหว่างที่เขาเข้าสู่สมาธิได้ ไม่จำเป็นจะต้องไปร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นอีกต่อไปแล้ว

โซลมาร์คภายในสมองของเซี่ยเฟยเริ่มหมุนขึ้นมาอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดพลังงานที่มองไม่เห็นเคลื่อนที่ผ่านร่างกายไปยังหงส์คราม ก่อนที่มันจะแผ่ขยายออกไปในพื้นที่บริเวณโดยรอบ

‘สำเร็จ! หงส์ครามทำหน้าที่เป็นเตาหลอมได้จริง ๆ ด้วย’ เซี่ยเฟยคิดกับตัวเองภายในใจ

ใบหญ้าทั้งสิบสามใบค่อย ๆ เรืองแสงขึ้นมาจาง ๆ ราวกับว่าพวกมันกำลังถูกปกคลุมไปด้วยพลังงานที่น่ามหัศจรรย์

วินาทีต่อมาหงส์ครามก็เริ่มรวบรวมวิญญาณหลากสีสันโดยรอบเข้ามาอย่างรวดเร็ว และด้วยขนาดที่ใหญ่โตของมัน ความเร็วในการรวบรวมพลังวิญญาณจึงเป็นสิ่งที่อยู่เหนือเกินกว่าสิ่งที่เซี่ยเฟยสามารถทำได้ด้วยตัวเองโดยสิ้นเชิง

อัดฉีด!

เซี่ยเฟยพึมพำขึ้นมาเบา ๆ ขณะที่พลังวิญญาณปริมาณมหาศาลถูกอัดฉีดเข้าไปภายในโกลเด้นฟาลคอน

***************

เส้นทางเศรษฐีถูกเปิดออกแล้ว ต้องพัฒนาฝีมือให้ชำนาญ อิอิ

จบบทที่ ตอนที่ 1,050 เตาหลอมวิญญาณ

คัดลอกลิงก์แล้ว