เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43 ซ่านฉีฉางซื่อ ขุนนางขั้นเจ็ดชั้นโท

บทที่ 43 ซ่านฉีฉางซื่อ ขุนนางขั้นเจ็ดชั้นโท

บทที่ 43 ซ่านฉีฉางซื่อ ขุนนางขั้นเจ็ดชั้นโท


บทที่ 43 ซ่านฉีฉางซื่อ ขุนนางขั้นเจ็ดชั้นโท

เมื่อได้ยินตัวเลขจำนวนเงิน หัวใจของโจวหลางก็กระตุกวูบ

อนิจจา... จวนจวิ้นอ๋องนั้นยากจนข้นแค้นเหลือเกิน

อาศัยเพียงเบี้ยหวัดรายปีและรายได้จากที่ดินศักดินามาจุนเจือปากท้องไปวันๆ

หากไม่ใช่เพราะเขาข้ามภพมาบริหารจัดการ ป่านนี้จวนจวิ้นอ๋องคงกลายเป็นบ้านร้างไปนานแล้ว!

แล้วเขาจะไปหาเงินก้อนโตขนาดนั้นมาจากไหน?

"ซื่อจื่อ เรื่องเงินทุนไม่ต้องกังวลไปขอรับ"

"พวกเราหลายตระกูลช่วยกันลงขันคนละไม้คนละมือก็พอ"

"ส่วนซื่อจื่อ เพียงแค่ควักกระเป๋าออกมาสักหนึ่งหมื่นตำลึง แล้วถ่ายทอดสูตรอาหารลับให้พ่อครัว"

"รับรองว่าเงินลงทุนก้อนนี้ จะได้ทุนคืนในเร็ววันแน่นอน"

สงเค่อซู่ดูเหมือนจะอ่านใจโจวหลางออก จึงรีบพูดปลอบใจ

"แต่เงินตั้งหนึ่งหมื่นตำลึง..."

"ขอข้าคิดหาวิธีก่อน"

โจวหลางขมวดคิ้วมุ่น

ทันใดนั้น เขาก็ฉุกคิดถึงเรื่องที่พ่อบ้านคนเก่าแอบสมคบคิดกับเก๋อผิง เจ้าหน้าที่กรมกลาโหม

ยักยอกผลผลิตจากที่ดินศักดินาของเขาไปเป็นจำนวนมหาศาล!

"พี่ซู่ เรื่องเงินข้าพอจะมีลู่ทางอยู่"

"ว่าแต่... พี่ซู่เคยได้ยินชื่อเจ้าหน้าที่กรมกลาโหมที่ชื่อ เก๋อผิง บ้างหรือไม่?"

โจวหลางรีบถาม

"เก๋อผิง? ข้าเคยเห็นผ่านตาอยู่บ้าง"

"พ่อของมันเคยเป็นนายทหารใต้บังคับบัญชาของแม่ทัพสักคนนี่แหละ"

"อาศัยใบบุญเก่าของพ่อ ถึงได้มีที่ยืนในกรมกลาโหม"

"ทำไมซื่อจื่อถึงถามถึงมันหรือขอรับ?"

สงเค่อซู่ถามด้วยความสงสัย

"ก็เจ้าหมอนี่แหละ..."

โจวหลางเล่าเรื่องราวความชั่วช้าของพ่อบ้านคนเก่าและเก๋อผิงให้ฟังอย่างละเอียด

"มันยักยอกทรัพย์สินของจวนจวิ้นอ๋องไปไม่ใช่น้อย!"

"มีเรื่องแบบนี้ด้วยรึ?"

"ช่างบังอาจนัก! กล้าขโมยของเชื้อพระวงศ์!"

"ซื่อจื่อวางใจได้ เรื่องนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า"

"ข้าจะบีบให้มันคายของที่กินเข้าไปออกมาให้หมด"

"แถมยังต้องชดใช้คืนมาเป็นเท่าทวีคูณด้วย!"

สงเค่อซู่ฟังแล้วเดือดดาลแทน

"จะไม่มีปัญหาแน่หรือ?"

โจวหลางถามย้ำ

"ก็แค่ขุนนางสวะคนหนึ่ง"

"ซื่อจื่อมีสายเลือดราชวงศ์ จะยอมให้มันรังแกฝ่ายเดียวได้อย่างไร?"

"เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ ไม่ต้องถึงมือท่านพ่อข้าหรอก"

"ลำพังข้าคนเดียวก็จัดการได้อยู่หมัด"

สงเค่อซู่แสยะยิ้มเย็นชา

"งั้นคงต้องรบกวนพี่ซู่แล้ว"

"ถ้าหากยุ่งยากเกินไป หรือแก้ไม่ได้ ก็ช่างมันเถอะ"

"อย่าให้ลำบากถึงตัวท่านเลย"

โจวหลางกล่าวขอบคุณ

"วางใจเถอะซื่อจื่อ"

"บ่ายนี้ข้าจะส่งคนไปสืบดู"

"รับรองว่าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย ก่อนที่ข้าจะเดินทางออกจากเมืองหลวง"

สงเค่อซู่รับปากเป็นมั่นเหมาะ

หลังจากตกลงรายละเอียดเรื่องภัตตาคารกันเรียบร้อย โดยนัดแนะว่าจะเริ่มดำเนินการทันทีที่สงเค่อซู่กลับจากภารกิจบรรเทาทุกข์

โจวหลางก็ขอตัวลากลับ

สงเค่อซู่สั่งให้คนเตรียมรถม้าไปส่งเขาถึงหลังจวนจวิ้นอ๋อง...

เมื่อกลับถึงเรือนหลัง โจวหลางรีบสั่งให้เจียงหลีเอ๋อร์ทำบะหมี่น้ำมาให้ชามใหญ่

วันนี้เขาวิ่งวุ่นทั้งวันจนหิวโซ

ขณะกำลังซดน้ำซุปอย่างเอร็ดอร่อย โจวเสี่ยวซุ่นก็วิ่งเข้ามาจากเรือนหน้า

"ซื่อจื่อ ท่านกลับมาแล้ว!"

"เมื่อครู่มีขันทีน้อยสองคนมารอพบที่หน้าประตู"

"นำชุดขุนนาง หมวกขุนนาง และตราประทับประจำตำแหน่งมามอบให้ท่านด้วยขอรับ"

โจวเสี่ยวซุ่นรายงาน

"ชุดขุนนางกับตราประทับ?"

โจวหลางเข้าใจทันที นี่คือเครื่องแบบประจำตำแหน่ง ซ่านฉีฉางซื่อ ที่ฮ่องเต้เพิ่งแต่งตั้งให้

ขุนนางขั้นเจ็ดชั้นโท... ซ่านฉีฉางซื่อ...

โจวหลางลอบถอนหายใจ

เขาเพิ่งบอกสงเค่อซู่ไปหยกๆ ว่าไม่อยากรับราชการ

ซ่านฉีฉางซื่อไม่ใช่ขุนนางบริหาร แต่เป็นเหมือนเลขาส่วนตัวของฮ่องเต้

มีหน้าที่คอยติดตามรับใช้ใกล้ชิด

ดูเหมือนจะเป็นตำแหน่งลอยๆ ไม่มีอำนาจอะไร

แต่ในความเป็นจริง... การได้เป็นคนสนิทของผู้นำสูงสุด ย่อมหมายถึงอนาคตที่รุ่งโรจน์!

แต่อนาคตที่รุ่งโรจน์ มักมาพร้อมกับอันตรายที่คาดไม่ถึง!

ราชสำนักต้าโจวในยามนี้เต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำและขั้วอำนาจที่ขัดแย้งกัน

เขาเพิ่งจะมาถึงได้ไม่นาน ยังไม่ทันรู้เขารู้เรา

ขืนก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว อาจได้ไปรับข้าวกล่อง (ตาย) ก่อนวัยอันควร!

ข้าแค่ต้องการหาเงินเยอะๆ ใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ เสพสุขกับสาวงามเท่านั้นเอง

ข้าไปทำกรรมอะไรไว้?

ทำไมสวรรค์ถึงต้องถีบข้าลงไปในกองไฟด้วยวะเนี่ย!

"เอาชุดขุนนางเข้ามาเก็บไว้"

โจวหลางสั่งเสียงเรียบ

"ขอรับ"

โจวเสี่ยวซุ่นยกถาดไม้สองใบเข้ามาวาง

"จริงสิ สองสามวันนี้เจ้าตรวจสอบบัญชีเสร็จหรือยัง?"

"ในคลังของจวนยังเหลือเงินเท่าไหร่?"

"แล้วค่าใช้จ่ายรายเดือนของจวนเรา ตกเดือนละเท่าไหร่?"

โจวหลางไม่อยากจะมองเครื่องแบบขุนนาง จึงหันไปถามเรื่องเงินทองแทน

"เรียนซื่อจื่อ ในคลังตอนนี้เหลือเงินสดอยู่สามพันเจ็ดร้อยกว่าตำลึงขอรับ"

"ส่วนค่าใช้จ่ายรายเดือนของจวนจวิ้นอ๋อง ตอนนี้อยู่ที่ประมาณเจ็ดสิบกว่าตำลึงขอรับ"

โจวเสี่ยวซุ่นคำนวณในใจแล้วตอบ

"ทำไมเหลือแค่นี้?"

"ไม่ใช่ว่ายังมีโฉนดที่ดินกับบ้านเช่าอีกตั้งเยอะแยะไม่ใช่รึ?"

โจวหลางขมวดคิ้ว

"ซื่อจื่อท่านลืมไปแล้วหรือขอรับ ที่ดินพวกนั้นล้วนอยู่ในพื้นที่ห่างไกล"

"ตอนนี้เกิดภัยแล้งไปทั่วแผ่นดิน ราคาที่ดินตกฮวบฮาบ ขายไม่ออกเลยขอรับ"

"บ่าวเองก็กำลังกลุ้มใจอยู่เหมือนกัน"

โจวเสี่ยวซุ่นทำหน้าเศร้า

"ในเมื่อราคาตก ก็อย่าเพิ่งรีบขาย"

"รอให้พ้นวิกฤตภัยแล้งไปก่อน ราคาดีดกลับมาเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน"

"ตอนนี้ปล่อยเช่าให้ชาวบ้านเก็บค่าเช่ากินเปล่าไปพลางๆ ก่อนแล้วกัน"

โจวหลางตัดสินใจ

"รับทราบขอรับ"

เมื่อโจวเสี่ยวซุ่นออกไป

โจวหลางก็นั่งกินบะหมี่ต่อ พลางครุ่นคิดถึงปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาทุกทิศทาง

ตอนนี้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว

ว่าทำไมท่านพ่อถึงต้องหนีไปบวช...

เกิดเป็นเชื้อพระวงศ์ ต่อให้ทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว ปิดหูปิดตาไม่ยุ่งกับใคร

ก็ยังหนีไม่พ้นวงโคจรแห่งอำนาจที่พร้อมจะบดขยี้ทุกคนที่ขวางทาง!

ขนาดซื่อจื่อติงต๊องคนก่อน แกล้งโง่มาทั้งชีวิต ยังเกือบเอาตัวไม่รอด

ถ้ายังขืนแกล้งโง่ต่อไป มีหวังโดนคนอื่นหลอกใช้จนหมดตัว แล้วถีบหัวส่งไปตายแน่

ไม่ได้การ... ต้องรีบสร้างเกราะคุ้มกันภัยให้ตัวเอง

และต้องรีบสืบให้รู้แน่ชัดว่า พายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวในต้าโจวตอนนี้

มันมีหน้าตาเป็นอย่างไรกันแน่?

"ซื่อจื่อ บ่ายนี้ท่านพี่ว่างหรือไม่เพคะ?"

"พาผู้น้อยออกไปเดินเล่นซื้อของที่ตลาดหน่อยได้ไหมเพคะ?"

เจียงหลีเอ๋อร์เก็บชามเปล่า พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มหวาน

"ได้สิ อยู่แต่ในจวนก็น่าเบื่อ"

"ออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างก็ดี"

โจวหลางกำลังกลัดกลุ้มใจ อยากหาที่ระบายอารมณ์อยู่พอดี

เขาเปลี่ยนชุดเป็นชุดลำลอง พาเจียงหลีเอ๋อร์ขึ้นรถม้า

มุ่งหน้าสู่ ตลาดตะวันออกของเมืองหลวง

ในเมืองหลวงต้าโจว มีตลาดใหญ่สองแห่ง

คือ ตลาดตะวันตกและ ตลาดตะวันออก

ความแตกต่างของสองตลาดนี้ชัดเจนมาก

ตลาดตะวันตกเปรียบเสมือนห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เป็นแหล่งค้าส่งสินค้าล็อตใหญ่และสินค้าราคาแพง

บริหารจัดการโดยทางการโดยตรง เป็นระเบียบเรียบร้อย

ส่วนตลาดตะวันออก... คือย่านการค้าของชาวบ้านร้านตลาด

ดูวุ่นวายและซอมซ่อกว่ามาก

สองข้างทางเรียงรายไปด้วยร้านรวงขนาดเล็กและแผงลอยที่เบียดเสียดกันจนแทบไม่มีทางเดิน

ถนนหนทางเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้า

ในตรอกซอกซอยลึกเข้าไป ยังมีตลาดค้าทาสตั้งอยู่อีกด้วย

โจวหลางมองดูสินค้าแปลกตาตามแผงลอยด้วยความสนใจ

"หลีเอ๋อร์ เจ้าอยากได้อะไร?"

โจวหลางเห็นเดินมาหลายร้านแล้ว แต่นางยังไม่ยอมซื้ออะไรสักอย่าง

"ซื่อจื่อ ผู้น้อยเห็นท่านพี่กลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี"

"เลยหาเรื่องชวนท่านออกมาเดินเล่นคลายเครียดเท่านั้นเพคะ"

"จริงๆ แล้ว ผู้น้อยไม่ได้อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรอกเพคะ"

เจียงหลีเอ๋อร์ยิ้มตอบ

"หลีเอ๋อร์ของพี่ช่างรู้ใจจริงๆ"

โจวหลางยิ้มกว้าง กระชับมือที่กุมมือนางไว้แน่นขึ้น

...

ในขณะเดียวกัน ณ ลึกเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน

ฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้าโจว กำลังนอนทอดกายอยู่บนพระแท่นบรรทมเพียงลำพัง

พระพักตร์ซีดเหลืองดุจกระดาษ พระเนตรเบิกโพลงมองเพดานด้วยความว่างเปล่าและไร้เรี่ยวแรง...

(จบบทที่ 43)

จบบทที่ บทที่ 43 ซ่านฉีฉางซื่อ ขุนนางขั้นเจ็ดชั้นโท

คัดลอกลิงก์แล้ว