เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 รสชาติแห่งความเย้ายวน

บทที่ 30 รสชาติแห่งความเย้ายวน

บทที่ 30 รสชาติแห่งความเย้ายวน


บทที่ 30 รสชาติแห่งความเย้ายวน

โจวหลางถึงได้กระจ่างแจ้งในตัวตนของอาคันตุกะผู้นี้

ที่แท้ก็คือบุตรชายคนโตของเว่ยกั๋วกงสงเจิ้นนี่เอง...

บิดาเพิ่งมาหาเมื่อเช้า ตกเย็นลูกชายก็รีบแจ้นมาหาถึงจวน

โจวหลางเข้าใจเจตนาของท่านแม่ทัพใหญ่ได้ทันที

สงเค่อซู่ (พี่หมีต้นไม้)...

สงเค่อฉิ้น (น้องหมีน่าจูบ)...

ท่านเว่ยกั๋วกงนี่ช่างมีอารมณ์ขันในการตั้งชื่อลูกเสียจริง

แต่พอหวนนึกถึงภาพหญิงสาวชุดขาวผู้มีใบหน้างดงามดุจน้ำแข็งคนนั้น

หัวใจของโจวหลางก็อดเต้นผิดจังหวะไม่ได้!

ดูจากรูปร่างหน้าตาและบุคลิกที่สุขุมนุ่มลึกของพี่ชาย

ก็พอจะเดาได้ว่าซื่อจื่อแห่งจวนเว่ยกั๋วกงผู้นี้ ต้องเป็นคนมีของอย่างแน่นอน

"ท่านพี่ เป็นพี่ซู่นี่แหละที่เป็นโต้โผชวนพวกข้ามา"

"บอกว่าจะพามาเยี่ยมเยียนท่านที่จวนจวิ้นอ๋อง"

"ว่าแต่... เย็นนี้มีอะไรให้กินบ้าง?"

จางฟู่ถามตาเป็นประกาย น้ำลายแทบสอ

"วางใจเถอะ ข้าเพิ่งคิดค้นเมนูใหม่ๆ ได้หลายอย่าง"

"รับรองว่าพวกเจ้าจะต้องอิ่มจนพุงกาง"

โจวหลางหัวเราะ

ทุกคนนั่งล้อมวงคุยสัพเพเหระอย่างออกรส โดยเฉพาะเรื่องวีรกรรมในสนามม้าเมื่อวาน

ที่พวกเขาสามารถไล่ตีเสมอทีมของเซี่ยงถิ่งได้อย่างสะใจพระเดชพระคุณ

"ซื่อจื่อ แม้เมื่อวานท่านจะไว้หน้าเซี่ยงถิ่ง ยอมยุติการแข่งขัน"

"แต่คนอย่างหมอนั่น... ท่านต้องระวังตัวไว้ให้ดี"

"มันเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้นและขี้งกยิ่งกว่าอะไรดี แถมท่านลี่กั๋วกงผู้เป็นบิดาก็เป็นคนรักหน้าตามาก"

"วันหน้าถ้าเจอหน้ากันอีก พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะจะดีที่สุด"

สงเค่อซู่เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี

"ขอบคุณพี่ซู่ที่เตือนสติ"

"ข้าจะระมัดระวังตัว"

โจวหลางพยักหน้ารับ

ดูท่าสันดานความโอหังของเซี่ยงถิ่ง คงจะถ่ายทอดมาทางสายเลือดสินะ

"เซี่ยงถิ่งมันก็แค่กร่างเพราะพ่อมันเป็นถึงอัครมหาเสนาบดี"

"แถมยังมีพี่สาวเป็นฮองเฮา น้องสาวก็กำลังจะได้เป็นไท่จื่อปินอีก"

"มันเลยคิดว่าตัวเองใหญ่คับฟ้า!"

หลี่ฉู่เบ้ปากด้วยความหมั่นไส้

"น้องหลี่ เรื่องพวกนี้พูดกันแค่ในวงพวกเราก็พอ"

"ขืนไปพูดข้างนอก ระวังจะนำภัยมาสู่ตระกูล!"

"ตระกูลเซี่ยงมีฮองเฮานั่งบัลลังก์หงส์อยู่แล้วหนึ่งคน"

"หากวันหน้าพวกเขาวางหมากได้ดี ดันให้ไท่จื่อปินเบียดไท่จื่อเฟยตกกระป๋องได้สำเร็จ"

"เกรงว่าฮองเฮาสองรุ่นของต้าโจว... จะตกเป็นของตระกูลเซี่ยงแต่เพียงผู้เดียว!"

สงเค่อซู่ส่ายหน้าปรามเสียงเครียด

"ไท่จื่อเฟยองค์ปัจจุบัน สถานะง่อนแง่นขนาดนั้นเชียวรึ?"

โจวหลางถามด้วยความอยากรู้

"ไท่จื่อไม่โปรดไท่จื่อเฟย เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้กันทั้งบาง"

"ไท่จื่อเฟยมาจากตระกูลซ่ง ท่านพ่อของนางคืออันหยวนโหวผู้ดำรงตำแหน่งรองราชเลขาธิการฝ่ายขวา"

"ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับตระกูลเซี่ยงมาตลอด"

"นับตั้งแต่แต่งงานมาสามปี"

"จำนวนครั้งที่ไท่จื่อเสด็จไปหาไท่จื่อเฟย แทบนับนิ้วได้เลยด้วยซ้ำ"

สงเค่อซู่อธิบาย

วันนี้ที่เขาได้รับคำสั่งจากบิดาให้พากลุ่มเพื่อนมาหาโจวหลาง

จุดประสงค์หลักก็เพื่อมาติวเข้มเรื่องขั้วอำนาจและการเมืองในราชสำนักให้ซื่อจื่อผู้นี้ได้รับรู้

สงเค่อซู่เข้าใจดีว่า นี่คือการเตรียมความพร้อม เพราะบิดาคาดการณ์ว่าโจวหลางกำลังจะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญ

เขาเองก็อยากรู้นักว่า คนที่ใครๆ ตราหน้าว่าเป็นคนโง่

แท้จริงแล้วจะมีกึ๋นสักแค่ไหน?

จากการพูดคุยเมื่อครู่ เขาพบว่าโจวหลางนอกจากจะไม่โง่แล้ว

ยังมีความคิดความอ่านที่สุขุมลุ่มลึกเกินวัยไปมากโข

น่าสนใจจริงๆ...

"อ้อ... เป็นอย่างนี้นี่เอง"

พวกเด็กหนุ่มคนอื่นๆ ต่างพากันอ้าปากค้าง

ปกติวันๆ เอาแต่ฝึกวิชาบู๊กับเที่ยวเล่น ไม่เคยสนใจเรื่องการเมืองในวังมาก่อน

เพิ่งจะมารู้ตื้นลึกหนาบางก็วันนี้นี่แหละ

"พี่ซู่ เมื่อก่อนท่านสนิทกับไท่จื่อมากไม่ใช่รึ?"

โจวหลางถามต่อ

"ข้ากับไท่จื่อ ก็เหมือนกับพวกท่านนี่แหละ"

"เติบโตมาด้วยกัน เล่นหัวกันมาตั้งแต่เด็ก"

"จนกระทั่งพระองค์อภิเษกสมรสตอนอายุสิบเจ็ด ความสัมพันธ์ก็เริ่มห่างเหินกันไป"

สงเค่อซู่ตอบเรียบๆ

"งั้นพี่ซู่ก็น่าจะเป็นคนสนิทที่ไท่จื่อไว้ใจที่สุดสิ?"

กู่จื้อหมิงถามแทรก

"นั่นสิ พวกเราโตมาด้วยกันยังรักใคร่กลมเกลียวขนาดนี้"

"พี่ซู่กับไท่จื่อก็ต้องสนิทกันมากแน่ๆ"

เจียงอวี่เสริม

"พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว"

"ข้าไม่ได้เจอหน้าไท่จื่อมาสามปีแล้ว"

"มัวแต่ติดตามท่านอาไปฝึกทหารอยู่ที่ชายแดน"

"เพิ่งจะกลับมาเมืองหลวงเพราะเรื่องศึกชายแดนนี่แหละ"

"กำลังรอจังหวะที่จะได้รับโอกาสแสดงฝีมืออยู่เหมือนกัน"

สงเค่อซู่ส่ายหน้ายิ้มเศร้าๆ

"ในเมื่อพี่ซู่มีเส้นสายกับไท่จื่อ"

"ทำไมไม่ใช้บารมีของพระองค์ช่วยเบิกทางล่ะ?"

โจวหลางจับน้ำเสียงน้อยเนื้อต่ำใจของอีกฝ่ายได้

"เรื่องนี้... ท่านพ่อไม่อยากให้ข้าเข้าไปพัวพันกับไท่จื่อมากเกินไป"

"ท่านอยากให้ข้าก้าวหน้าในราชการด้วยความสามารถของตัวเองมากกว่า"

สงเค่อซู่ตอบตามตรง

"เข้าใจแล้ว ท่านเว่ยกั๋วกงมีเหตุผลของท่าน"

โจวหลางพยักหน้า

ตระกูลแม่ทัพผู้กุมกำลังทหาร หากไปสนิทชิดเชื้อกับว่าที่ฮ่องเต้มากเกินไป

ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคงนอนตาไม่หลับเป็นแน่

ขณะนั้นเอง โจวเสี่ยวซุ่นก็เข้ามารายงานว่าสำรับอาหารพร้อมแล้ว

โจวหลางจึงพาทุกคนย้ายไปที่ห้องอาหารเรือนหลัง

เมื่อเห็นอาหารหน้าตาแปลกประหลาดวางเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ จางฟู่ถึงกับตาค้าง

"โอ้โห! นี่มันกับข้าวอะไรกันเนี่ย?"

"เกิดมาไม่เคยเห็นมาก่อน..."

"นี่ไก่ทั้งตัวเลยรึ? อบหรือต้มเนี่ย?"

"แล้วจานนั้นล่ะ สีสันน่ากินชะมัด..."

กลุ่มเด็กหนุ่มยืนล้อมวง จ้องมองอาหารนานาชนิดด้วยความตื่นตาตื่นใจ

เมื่อช่วงบ่าย โจวหลางได้ถ่ายทอดเคล็ดลับการปรุงอาหารง่ายๆ ให้เจียงหลีเอ๋อร์และแม่บ้านไปหลายเมนู

พอมารู้ว่าจะมีแขกมาเยือนตอนค่ำ

เจียงหลีเอ๋อร์จึงจัดเต็ม ขนเอาวิชาที่เพิ่งเรียนมาลองทำทุกเมนู

แม้จะขาดความเผ็ดร้อนของพริก แต่อาหารพวกนี้มีทั้งสีสันและกลิ่นหอมของซีอิ๊วและเครื่องเทศที่ปรุงอย่างลงตัว

ไม่ว่าจะเป็นไก่ต้มสับ เป็ดพะโล้ ปลาทอดน้ำแดง ผัดผักน้ำมันหอย

แค่เห็นหน้าตาก็น้ำลายสอแล้ว

"เชิญนั่งๆ ลงมือได้เลยไม่ต้องเกรงใจ"

โจวหลางผายมือเชื้อเชิญ

สิ้นเสียงเจ้าบ้าน เหล่าเด็กหนุ่มวัยกำลังกินกำลังนอนที่ผ่านการฝึกหนักมาทั้งวัน

ก็พุ่งเข้าใส่โต๊ะอาหารราวกับฝูงตั๊กแตนลงนา

ทุกคนคว้าตะเกียบ จ้วงตักอาหารเข้าปากอย่างมูมมาม

ไม่มีใครพูดพร่ำทำเพลง นอกจากเสียงตะโกนด่าทอแย่งชิงน่องไก่ชิ้นสุดท้าย

แม้แต่พี่ใหญ่อย่างสงเค่อซู่ ที่ตอนแรกพยายามวางมาดสุขุม

พอได้ชิมรสชาติอาหารคำแรกเข้าไป ก็ทิ้งมาดผู้ดี วางตะเกียบไม่ลง รีบแย่งคีบชิ้นปลามันๆ มาใส่ถ้วยตัวเองทันที...

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วยาม

อาหารเต็มโต๊ะถูกกวาดเรียบวุธ!

โจวหลางแทบจะไม่ได้แตะต้องอะไรเลย

บนโต๊ะเหลือแต่จานเปล่าที่สะอาดเอี่ยมอ่อง แม้แต่น้ำแกงก้นจานก็ถูกซดจนเกลี้ยง!

"เอิ้ก... อิ่มจนจุกเลย!"

จางฟู่เรอเสียงดัง ลูบพุงป่องๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างมีความสุข

คนอื่นๆ ก็นั่งพุงกาง หมดสภาพกันเป็นแถว

"ซื่อจื่อ... พ่อครัวของท่านไปสรรหามาจากไหน?"

"ทำไมถึงทำอาหารได้รสชาติล้ำเลิศเพียงนี้!"

"เกิดมาจนป่านนี้ ข้าเพิ่งเคยได้ลิ้มรสอาหารทิพย์ก็วันนี้เอง"

สงเค่อซู่ถามด้วยความทึ่ง

"พี่ซู่ มันอร่อยขนาดนั้นเลยรึ?"

สำหรับโจวหลาง อาหารพวกนี้ก็แค่พอกินได้เท่านั้น

แต่สำหรับคนยุคโบราณที่กินแต่อาหารจืดชืดและเหม็นสาบมาทั้งชีวิต

นี่มันคือการเปิดโลกทัศน์ชัดๆ!

"ไม่ได้โม้นะขอรับ ข้าเคยไปกินเลี้ยงในวังหลวงมาแล้ว"

"เทียบกับมื้อนี้แล้ว อาหารวังยังชิดซ้าย!"

"ซื่อจื่อ... ถ้าไม่รังเกียจ ข้าขอส่งพ่อครัวที่บ้านมาเรียนวิชากับพ่อครัวของท่านได้หรือไม่?"

สงเค่อซู่เอ่ยปากขอร้อง

"หยุดก่อน!"

"พี่ซู่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว"

"อาหารมื้อนี้ ข้าให้คนครัวลองทำขึ้นมาเพื่อทดสอบสูตร"

"ข้ากำลังวางแผนจะเปิดภัตตาคารในเร็วๆ นี้"

"ดังนั้น สูตรอาหารทั้งหมดถือเป็นความลับทางการค้าของจวนหลินผิงจวิ้นอ๋อง"

"คงให้ใครมาเรียนรู้ไม่ได้หรอก"

โจวหลางรีบปฏิเสธทันควัน

(จบบทที่ 30)

จบบทที่ บทที่ 30 รสชาติแห่งความเย้ายวน

คัดลอกลิงก์แล้ว