- หน้าแรก
- ซื่อจื่อติ๊งต๊องพิทักษ์แผ่นดิน
- บทที่ 29 แผนการอันยิ่งใหญ่ของโจวหลาง
บทที่ 29 แผนการอันยิ่งใหญ่ของโจวหลาง
บทที่ 29 แผนการอันยิ่งใหญ่ของโจวหลาง
บทที่ 29 แผนการอันยิ่งใหญ่ของโจวหลาง
เมื่อกะเวลาว่าไก่สุกได้ที่แล้ว โจวหลางก็เปิดฝาหม้อออก
กลิ่นหอมหวลชวนน้ำลายสอ ลอยฟุ้งไปแตะจมูกของทุกคนในครัวทันที...
อาหารจานแรกของโจวหลางในโลกใบนี้... ไก่ไป๋จ่าน เสร็จสมบูรณ์!
แม้หน้าตาและรสชาติจะยังห่างไกลจากต้นฉบับในโลกปัจจุบันอยู่บ้าง
เพราะขาดน้ำมันถั่วลิสงและน้ำมันถั่วเหลือง เครื่องปรุงรสก็หายไปกว่าครึ่ง
แต่โชคดีที่มีขิงและต้นหอมเหลือเฟือ ซีอิ๊วก็พอถูไถ
ที่สำคัญคือมีเกลือบริสุทธิ์ที่เพิ่งสกัดเสร็จใหม่ๆ โรยหน้าลงไป
โจวหลางฉีกน่องไก่ออกมาหนึ่งน่อง ยื่นไปตรงหน้าเจียงหลีเอ๋อร์
"ลองชิมดูหน่อยซิ ว่ารสชาติเป็นยังไง?"
เจียงหลีเอ๋อร์ลองกัดคำเล็กๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ
ทันทีที่ลิ้นสัมผัสรสชาติ ดวงตางามก็เบิกโพลงด้วยความตกตะลึง
ยังไม่ทันที่โจวหลางจะเอ่ยถาม นางก็คว้าน่องไก่ไปถือไว้ แล้วจัดการกินอย่างเอร็ดอร่อย
เพียงพริบตาเดียว น่องไก่ทั้งน่องก็เหลือแต่กระดูกขาวโพลน...
"ซื่อจื่อ! อร่อยเหลือเกินเพคะ"
"นึกไม่ถึงเลยว่าไก่ต้มธรรมดา จะทำให้อร่อยล้ำเลิศได้ถึงเพียงนี้!"
"ผู้น้อยไม่เคยทานอะไรที่รสชาติดีขนาดนี้มาก่อนเลยเพคะ!"
เจียงหลีเอ๋อร์อุทานด้วยความตื่นเต้น
เนื้อไก่นุ่มละลายในปาก ผสานกับรสเค็มกลมกล่อมและกลิ่นหอมของเครื่องเทศ
ช่างเป็นรสชาติที่แปลกใหม่และวิเศษสุดสำหรับคนยุคนี้
"พวกเจ้าก็ลองชิมดูสิ"
โจวหลางหันไปยิ้มให้แม่บ้านทั้งสอง
แม่บ้านรีบกุลีกุจอเข้ามาที่หน้าเตา
ใช้ตะเกียบคีบเนื้อไก่เข้าปาก พอได้เคี้ยวเท่านั้นแหละ ต่างก็ส่งเสียงอุทานด้วยความชื่นชอบ
"ซื่อจื่อเจ้าคะ บ่าวไม่เคยกินของอร่อยแบบนี้มาก่อนเลยเจ้าค่ะ!"
"ซื่อจื่อจะกรุณาสอนวิธีทำอาหารจานนี้ให้พวกบ่าวได้ไหมเจ้าคะ?"
แม่บ้านคนหนึ่งถามด้วยความคาดหวัง
"อาหารจานนี้ทำไม่ยากหรอก"
"ขอแค่จำขั้นตอนและเทคนิคการใช้เครื่องปรุงให้แม่นยำก็พอ"
"พวกเจ้าเรียนรู้จากในครัวนี้แหละ"
"พอทำเป็นแล้ว ข้าจะให้เสี่ยวซุ่นจื่อไปเปิดร้านอาหารข้างนอก"
"ถึงตอนนั้น พวกเจ้าก็มีหน้าที่ช่วยจวนจวิ้นอ๋องหาเงินเข้ากระเป๋า"
โจวหลางวางแผนไว้ในใจเรียบร้อยแล้ว
อาหารจานเดียวเป็นแค่จุดเริ่มต้น เพื่อให้จวนจวิ้นอ๋องมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ
เขาได้วางแผนพัฒนาธุรกิจในอนาคตไว้เป็นฉากๆ
"ซื่อจื่อ เรื่องเปิดร้านอาหาร..."
"ให้ผู้น้อยเป็นคนดูแลเถอะนะเพคะ"
"อยู่แต่ในจวนผู้น้อยก็ว่างจนเบื่อแย่"
เจียงหลีเอ๋อร์รีบขันอาสา
"หลีเอ๋อร์ไม่ต้องรีบร้อน"
"อีกไม่กี่วัน พี่จะมีโปรเจกต์ใหญ่กว่านี้มอบหมายให้เจ้าทำ"
"เจ้ารอฟังข่าวดีเถอะ"
โจวหลางยิ้มกริ่ม เอื้อมมือไปหยิบเม็ดพริกไทยที่ติดอยู่มุมปากของเจียงหลีเอ๋อร์ออกให้อย่างอ่อนโยน
ในใจของเขานั้น ได้เตรียมแผนการขั้นที่สองเอาไว้แล้ว...
อาหารเลิศรสเป็นเพียงก้าวแรกของแผนการอันยิ่งใหญ่เท่านั้น
"โปรเจกต์ใหญ่? คืออะไรหรือเพคะ?"
เจียงหลีเอ๋อร์มองเขาด้วยความสงสัยใคร่รู้
"อีกสองวันค่อยว่ากัน"
"ตอนนี้พี่ยังไม่มีเวลาจัดการเรื่องพวกนั้น"
"แต่จำไว้เถอะหลีเอ๋อร์ สิ่งที่พี่จะให้เจ้าดูแล..."
"ล้วนเป็นบ่อเงินบ่อทองทั้งนั้น"
โจวหลางยิ้มอย่างมีเลศนัย
จากนั้นเขาก็ลงมือผัดผักง่ายๆ อีกสองสามอย่าง
ด้วยการผสมผสานเครื่องปรุงและเกลือบริสุทธิ์
ในที่สุดเขาก็ได้ลิ้มรสอาหารที่พอกินได้เสียที
นับเป็นมื้อที่อร่อยที่สุดตั้งแต่ข้ามภพมายังโลกใบนี้
หลังจากทานมื้อเที่ยงและพักผ่อนครู่ใหญ่
โจวเสี่ยวซุ่นก็เข้ามารายงานว่า ถั่วเหลืองในคลังถูกขนออกมาจนหมดแล้ว
โจวหลางสั่งให้บ่าวไพร่เกลี่ยถั่วเหลืองตากแดดไว้ที่ลานบ้าน
รอให้แห้งสนิทเสียก่อน เขาถึงจะเริ่มกระบวนการหมักเต้าเจี้ยว
พร้อมกันนั้น เขาสั่งให้โจวเสี่ยวซุ่นพาคนไปกว้านซื้อถั่วเหลืองจากตลาดมาตุนไว้อีกห้าสิบกระสอบ
โจวเสี่ยวซุ่นแม้จะไม่เข้าใจว่าเจ้านายจะเอาถั่วไปทำอะไรเยอะแยะ แต่ก็รับคำสั่งไปปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ส่วนโจวหลาง ขลุกตัวอยู่ในห้องหนังสือ
กัดปลายพู่กัน ครุ่นคิดถึงขั้นตอนการหีบน้ำมันถั่วเหลือง'
ชาติก่อนเขาไม่เคยทำโรงงานน้ำมันพืช
แต่สมัยเด็กๆ ที่บ้านเกิด เขาเคยเห็นโรงหีบน้ำมันแบบโบราณผ่านตามาบ้าง
เขาต้องใช้สมองอย่างหนัก เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำเกี่ยวกับกลไกเครื่องหีบน้ำมัน
แล้ววาดแบบแปลนออกมา...
คงต้องจ้างช่างฝีมือและคนงานเพิ่ม เพื่อมาสร้างเครื่องจักรพวกนี้
โจวหลางขลุกอยู่ในห้องหนังสือตลอดบ่าย วาดแบบแปลนและแก้แล้วแก้อีก...
เผลอแป๊บเดียว ฟ้าก็เริ่มมืด
ขณะที่โจวหลางกำลังจะกลับเรือนหลังไปทานมื้อเย็น และตรวจทานฎีกาเป็นรอบสุดท้าย
พรุ่งนี้เช้าเขาต้องนำแผนการเข้าวังไปถวายฮ่องเต้แล้ว
ทันใดนั้น โจวเสี่ยวซุ่นก็วิ่งเข้ามารายงาน
"ซื่อจื่อ มีแขกกลุ่มใหญ่มาขอพบที่หน้าจวนขอรับ!"
"แขกกลุ่มใหญ่?"
โจวหลางขมวดคิ้ว
จวนหลินผิงจวิ้นอ๋องอันเงียบเหงา ไฉนช่วงนี้ถึงได้หัวกระไดไม่แห้ง?
ปกติตลอดสิบกว่าปีมานี้ แทบไม่มีใครย่างกรายมาเหยียบ
เมื่อเช้าท่านอาจารย์กับท่านแม่ทัพเพิ่งจะกลับไป
ตกเย็นมีใครมาอีก?
เมื่อเดินไปถึงโถงรับแขก ก็เห็นเด็กหนุ่มเจ็ดคนยืนรออยู่
ไม่ใช่ใครที่ไหน... เป็นแก๊งเพื่อนนักกีฬาหม่าชิวของเขานั่นเอง!
แต่มีอยู่คนหนึ่งที่เขาไม่คุ้นหน้า...
"พี่หลาง! พวกข้ามาเยี่ยมแล้ว!"
เสียงหัวเราะร่าเริงของจางฟู่ดังขึ้น
"พวกเจ้ามาทำอะไรกันดึกดื่นป่านนี้?"
โจวหลางเดินเข้าไปถามด้วยความแปลกใจ
พวกคุณชายตระกูลขุนนางอาจจะชอบเที่ยวเตร่ยามราตรี
แต่พวกนี้เป็นลูกหลานแม่ทัพ กฎระเบียบที่บ้านเข้มงวดกวดขันยิ่งกว่าทหารเกณฑ์
พ่อแม่ส่วนใหญ่ออกไปรบชายแดน ทิ้งให้ปู่ย่าตายายคอยคุมประพฤติ
ปกติพระอาทิตย์ตกดินก็ห้ามออกจากบ้านแล้ว
"พี่หลาง วันนี้พี่ซู่เป็นคนพาพวกเรามา"
"ท่านปู่ของข้าถึงกับอนุญาตให้พวกข้าออกมาเที่ยวบ้านพี่ได้หน้าตาเฉย"
"แถมยังกำชับให้พวกข้าหมั่นมาตีสนิทกับพี่บ่อยๆ อีกต่างหาก"
"พวกข้าก็งงเป็นไก่ตาแตก แต่ได้ออกมาเที่ยวก็ดีถมไปแล้ว ฮ่าๆๆ"
หวังเกอหัวเราะร่า
"ท่านลุงของข้าก็พูดแบบนั้นเหมือนกัน"
"บอกให้ข้ามาเรียนรู้วิชาจากพี่หลางเยอะๆ"
"บอกว่าวันหน้าจะได้มีอนาคตไกล"
จางต้าลี่พยักหน้าหงึกหงัก
"เจ้าพวกนี้ ถ้าไม่ได้บารมีพี่หลางช่วยไว้"
"ป่านนี้คงโดนขังลืมอยู่ในห้องนอนแล้ว"
จางฟู่แขวะเพื่อน
"ในเมื่อมากันแล้ว ก็อยู่กินข้าวเย็นด้วยกันซะเลยสิ"
"เสี่ยวซุ่นจื่อ สั่งห้องครัวทำกับข้าวเพิ่มด่วน!"
โจวหลางเชื้อเชิญทุกคนให้นั่งลง
เขาพอจะเดาสาเหตุได้แล้ว
ข่าวลือเรื่องเขาที่สำนักกั๋วจื่อเจี้ยน บวกกับการที่ฮ่องเต้เรียกพบเป็นกรณีพิเศษ
คงทำให้พวกผู้เฒ่าผู้แก่ในตระกูลแม่ทัพมองเห็นศักยภาพในตัวเขา
จึงยอมปล่อยให้ลูกหลานมาคบค้าสมาคมด้วย
ตระกูลแม่ทัพมักจะไม่ค่อยสุงสิงกับขุนนางราชสำนัก เพื่อป้องกันข้อครหาเรื่องซ่องสุมกำลังพล
เพราะอำนาจทางทหารเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ฮ่องเต้มักจะระแวงเสมอ
แต่โจวหลางเป็นแค่ซื่อจื่อจวิ้นอ๋องที่ไม่มีตำแหน่งขุนนาง
แถมยังเป็นเพื่อนเล่นกับเด็กพวกนี้มาตั้งแต่เล็ก
การให้ลูกหลานมาสนิทสนมกับโจวหลาง จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและดูมีอนาคตที่สุด
"แล้วท่านนี้คือ..."
สายตาของโจวหลางจับจ้องไปที่ชายหนุ่มแปลกหน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ชายผู้นี้ดูโตกว่าทุกคนราวสองสามปี รูปร่างสูงใหญ่กำยำสมชายชาติทหาร
แต่บุคลิกกลับดูสุภาพนุ่มนวลราวกับบัณฑิตผู้ทรงภูมิ
ดูคุ้นตาพิกล แต่นึกไม่ออกว่าเป็นใคร
"ซื่อจื่อ ท่านคงจำข้าไม่ได้ก็ไม่แปลก"
"เพราะข้าไม่ค่อยได้ไปคลุกคลีกับพวกท่านเท่าไหร่"
"ท่านพ่อสั่งให้ข้ามาเยี่ยมคารวะซื่อจื่อขอรับ"
"ข้าน้อยสงเค่อซู่บุตรชายคนโตของเว่ยกั๋วกงสงเจิ้น ขอรับ"
ชายหนุ่มประสานมือคารวะด้วยท่วงท่าสง่างาม
"อ๋อ... ที่แท้ก็พี่ซู่นี่เอง"
"ข้าไม่ทราบว่าพี่ซู่จะมาด้วย ต้องขออภัยที่ต้อนรับไม่ทั่วถึง"
(จบบทที่ 29)