- หน้าแรก
- ซื่อจื่อติ๊งต๊องพิทักษ์แผ่นดิน
- บทที่ 20 โจวหลางถวายแผน
บทที่ 20 โจวหลางถวายแผน
บทที่ 20 โจวหลางถวายแผน
บทที่ 20 โจวหลางถวายแผน
"ฝ่าบาท แผนการของเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นนี้"
"กระหม่อมมิอาจเห็นดีเห็นงามด้วยได้พะยะค่ะ"
"หากทำตามที่เขากล่าว ปล่อยให้กองทัพทูเจียบุกเข้ามาในดินแดนต้าโจว"
"หากเกิดเหตุสุดวิสัย ไม่สามารถโอบล้อมกวาดล้างได้ทันท่วงที เกรงว่าจะกลายเป็นการชักศึกเข้าบ้าน สร้างความหายนะใหญ่หลวง!"
"ส่วนเรื่องกบฏเผ่าถู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ ก็เป็นเพียงความวุ่นวายในท้องถิ่น อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติ"
"หากถึงขั้นต้องอพยพชาวบ้านทิ้งถิ่นฐานบ้านช่อง"
"ต้าโจวจะต้องสูญเสียพื้นที่ทำกินและไร่นาไปเป็นจำนวนมหาศาล!"
"ฝ่าบาท แผนการนี้มีความเสี่ยงสูงเกินไป ไม่อาจนำไปปฏิบัติได้พะยะค่ะ!"
เสียงคัดค้านที่คุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลังกลุ่มขุนนาง
โจวหลางหันขวับไปมองด้วยความประหลาดใจ
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครที่ไหน... เขาคือเสนาบดีกู้ เสนาบดีกรมคลัง
ผู้ซึ่งเพิ่งจะสั่งให้บุตรชายทำลายหยกหมั้นและฉีกสัญญาแต่งงานกับเขาไปเมื่อไม่กี่วันก่อน!
โจวหลางมัวแต่ระวังตัว ก้มหน้าก้มตาตลอดเวลาที่อยู่ในห้องทรงพระอักษร
จึงไม่ทันสังเกตว่าศัตรูคู่อาฆาตก็ยืนหัวโด่รวมอยู่ในกลุ่มขุนนางด้วย...
ฝ่ายเสนาบดีกู้นั้น ทันทีที่เห็นโจวหลางก้าวเข้ามาในห้อง หัวใจก็เต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าซื่อจื่อติงต๊องที่เขาเพิ่งจะปฏิเสธการแต่งงานไปอย่างไม่ไยดี
จะมีวาสนาได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้รวดเร็วปานสายฟ้าแลบเช่นนี้!
"สิ่งที่เสนาบดีกู้กล่าวมา ก็มีเหตุผลอยู่บ้าง"
"หลางเอ๋อร์ ในเมื่อเจ้าเสนอสามแผนการนี้ขึ้นมา"
"เจ้ามีรายละเอียดขั้นตอนการปฏิบัติที่ชัดเจนหรือไม่?"
ฮ่องเต้ตรัสถาม
"ทูลฝ่าบาท หลานเพียงแค่เสนอแนวความคิดเบื้องต้นพะยะค่ะ"
"แต่ในเมื่อท่านเสนาบดีกู้คัดค้านหัวชนฝา"
"หลานก็อยากจะทราบเหมือนกันว่า ท่านเสนาบดีผู้ทรงเกียรติจะมีแผนการอันล้ำเลิศอะไรมานำเสนอ?"
โจวหลางหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับเสนาบดีกู้ แสยะยิ้มถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"เอ่อ... กระหม่อมเป็นเสนาบดีกรมคลัง ดูแลเรื่องเงินทอง"
"เรื่องการทหารของกรมกลาโหม กระหม่อมมิอาจก้าวล่วงให้คำแนะนำได้..."
เสนาบดีกู้หน้าแดงก่ำ ตอบตะกุกตะกัก
"ในเมื่อท่านเสนาบดีไม่มีปัญญาจะให้คำแนะนำใดๆ"
"เช่นนั้นก็หุบปากเสียเถอะ!"
โจวหลางสวนกลับทันควัน เขาไม่มีความจำเป็นต้องไว้หน้าคนพรรค์นี้อีกต่อไป
"ฝ่าบาท! กิจการบ้านเมืองควรให้เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ร่วมกันปรึกษาหารือ"
"จะปล่อยให้เด็กเมื่อวานซืนมาใช้วาจาสามหาวในที่รโหฐานเช่นนี้ได้อย่างไรพะยะค่ะ?"
รองเสนาบดีกรมคลังเห็นเจ้านายโดนฉีกหน้า จึงรีบออกโรงปกป้อง
"ใต้เท้าท่านนี้ หลานมาที่นี่ตามพระประสงค์ของฝ่าบาทเพื่อถวายคำแนะนำ"
"วาจาสามหาวที่ท่านว่า มันมาจากปากใครกันแน่?"
โจวหลางย้อนถามเสียงเรียบ
"พอได้แล้ว! พวกท่านสงบปากสงบคำกันบ้าง"
"ปล่อยให้โจวหลางเสนอแผนการต่อไป"
"นี่คือการสอบถามความเห็นจากฝ่าบาท!"
หานอ๋องตวาดเสียงเข้ม
เหล่าขุนนางกรมคลังต่างพากันเงียบกริบลงทันที
"หลางเอ๋อร์ เจ้าว่าต่อเถิด"
"เจ้ามีแผนการรับมือที่รัดกุมกว่านี้หรือไม่?"
ฮ่องเต้ตรัสถามต่อ
พระองค์เองก็ได้ไตร่ตรองแผนการของโจวหลางดูแล้ว
ทางตะวันตกเฉียงใต้ การใช้แผนล่องูออกจากถ้ำอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่เสี่ยงภัยรอบหุบเขา
เพื่อตัดเสบียงพวกกบฏเผ่าถู่ ก็ถือเป็นมาตรการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระยะสั้นที่น่าสนใจ
ส่วนทางตะวันตกเฉียงเหนือ การให้กองทัพซุ่มรออยู่ในชัยภูมิที่ได้เปรียบ
เปิดช่องทางล่อให้ทูเจียบุกเข้ามา แล้วค่อยปิดล้อมตีโต้
ก็นับเป็นยุทธวิธีที่น่าลอง
เพราะทหารม้าทูเจียนั้นแกร่งกล้า กองทัพต้าโจวไม่เคยกล้าปะทะซึ่งหน้าถ้ากำลังพลไม่เหนือกว่าจริงๆ
แผนการของโจวหลางดูจะมีเค้าความจริงอยู่ไม่น้อย
"ทูลฝ่าบาท พื้นที่รอยต่อระหว่างเขตอิทธิพลของเผ่าถู่กับต้าโจว ล้วนเป็นหมู่บ้านชาวเขาขนาดเล็ก"
"ไม่คุ้มค่าที่จะส่งกองทัพไปเฝ้าระวังทุกจุด"
"ในยามที่ทั่วแผ่นดินขาดแคลนเสบียงเช่นนี้ การอพยพชาวบ้านมารวมตัวกันที่ตัวอำเภอ"
"จะช่วยให้การแจกจ่ายเสบียงบรรเทาทุกข์ทำได้ง่ายและทั่วถึงยิ่งขึ้น"
"เราสามารถจ้างงานผู้ประสบภัยเหล่านี้ ให้ช่วยซ่อมแซมกำแพงเมืองและขุดลอกคูคลอง"
"โดยทางราชการเป็นผู้จ่ายค่าตอบแทนเป็นเสบียงอาหาร"
"ชาวบ้านมีงานทำ มีข้าวกิน ไม่ต้องอดตายและไม่ว่างจนฟุ้งซ่าน"
"ฝ่าบาทก็ไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของพสกนิกรตามชายแดนอีกต่อไป"
"ส่วนทางตะวันตกเฉียงเหนือ เราใช้ความได้เปรียบของป้อมปราการและกำแพงเมืองที่มีอยู่แล้ว"
"เนื่องจากเสบียงไม่พอเคลื่อนทัพใหญ่ เราก็ล่อให้พวกทูเจียเข้ามาทำศึกในบ้านเรา"
"ขอเพียงเรายื้อเวลาไว้สักสองสามเดือน ตัดเสบียงและน้ำ โดยการอพยพคนและเสบียงหนีให้หมด"
"ทหารม้าทูเจียก็จะเหนื่อยล้า หิวโหย และขาดเสบียง จนต้องถอยทัพไปเอง"
"เมื่อถึงเวลานั้น... ก็จะเป็นโอกาสทองของกองทัพต้าโจว ที่จะไล่ล่าสังหารพวกมันให้สิ้นซาก!"
โจวหลางอธิบายแผนการจ้างงานผู้ประสบภัยและยุทธวิธีตัดเสบียงอย่างละเอียด
"ความคิดยอดเยี่ยม!"
หลินเอิน เวินอวี้ ซ่งเวินเจิ้ง และขุนนางกรมกลาโหม ต่างพากันอุทานชมเชยด้วยความตื่นเต้น
"ฝ่าบาท! แผนการของซื่อจื่อ เป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบันพะยะค่ะ!"
"หากซื่อจื่อสามารถลงรายละเอียดแผนการปฏิบัติการได้มากกว่านี้"
"กระหม่อมพร้อมจะนำไปสั่งการให้แม่ทัพนายกองปฏิบัติตามทันที!"
สงเจิ้นเสนาบดีกรมกลาโหม ชายร่างยักษ์ผู้เคยประทับใจบทกวีของโจวหลางที่หอชิงเย่ รีบกราบบังคมทูลสนับสนุน
"ใต้เท้าสง เจ้าเองก็เห็นด้วยกับแผนนี้รึ?"
ฮ่องเต้ถามย้ำ
"ทูลฝ่าบาท ปัญหาหลักในตอนนี้คือการขาดแคลนเสบียง ทำให้เคลื่อนย้ายกองทัพไม่ได้"
"ขืนดึงดันเคลื่อนทัพโดยไม่มีเสบียง ทหารจะก่อกบฏเอาได้ง่ายๆ"
"ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่จะไปรบกับทูเจียเลยพะยะค่ะ แค่ในบ้านตัวเองก็วุ่นวายจนเอาไม่อยู่แล้ว"
"ข้อเสนอของซื่อจื่อ ไม่จำเป็นต้องระดมพลข้ามเขต"
"ให้กองทัพท้องถิ่นจัดการกันเองได้เลย"
"กระหม่อมยืนยันว่านี่คือแผนการที่เหมาะสมที่สุดพะยะค่ะ!"
สงเจิ้นยืนยันหนักแน่น
"หลางเอ๋อร์ เจิ้นให้เวลาเจ้าสามวัน"
"เจ้าจงกลับไปเขียนรายละเอียดแผนการทั้งหมดมาเป็นลายลักษณ์อักษร ถวายเป็นฎีกามาให้เจิ้น"
"เจิ้นจะพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง"
ฮ่องเต้ตรัสสั่งด้วยสีหน้าจริงจัง
"เอ่อ... รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ"
โจวหลางรับคำอย่างเสียไม่ได้
"ดีมาก รีบกลับไปดำเนินการเถิด"
"เขียนเสร็จเมื่อไหร่ ให้รีบส่งเข้าวังทันที ห้ามชักช้า!"
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์อนุญาต
"หลานทูลลาพะยะค่ะ"
โจวหลางถวายบังคมลา แล้วถอยออกจากห้องทรงพระอักษรไป
"ในที่สุด ตระกูลโจวของเจิ้นก็มีเด็กรุ่นใหม่ที่พึ่งพาได้เสียที"
"น้องเก้า เจ้าคิดว่าบุตรชายของน้องสิบเจ็ดเป็นอย่างไรบ้าง?"
ฮ่องเต้หันไปตรัสถามหานอ๋อง
"ฝ่าบาททรงโปรดปรานเขา นับเป็นวาสนาของเขาพะยะค่ะ"
หานอ๋องตอบเลี่ยงๆ ด้วยความจำใจ
"น้องเก้า กลับไปดูแลลูกชายเจ้าให้ดีๆ"
"ครั้งนี้เจิ้นแค่ให้เจ้าลงโทษสถานเบาเพื่อตักเตือน แต่ถ้ามันยังไม่รู้จักสำนึก"
"คราวหน้าเจิ้นจะส่งมันไปให้ศาลวงศ์ตระกูลอบรมมารยาทให้เข็ดหลาบ!"
ฮ่องเต้คาดโทษเสียงแข็ง
"รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ"
หานอ๋องก้มหน้ารับคำ เหงื่อตกกีบ
"เจิ้นจำได้ว่า... โจวหลางอายุมากกว่าเจ้าสี่ของเจ้าอยู่ครึ่งปีใช่ไหม?"
ฮ่องเต้ตรัสถามต่อ
"ใช่พะยะค่ะ ฝ่าบาท"
"ปีนี้ซื่อจื่อของน้องสิบเจ็ด น่าจะย่างเข้าสิบแปดปีแล้ว"
จวี่อ๋องที่ยืนเงียบอยู่นานรีบตอบแทรก
"น่าเสียดาย... ในบรรดาพี่น้องของเจิ้น"
"น้องสิบเจ็ดต้องติดตามท่านราชครูไปบำเพ็ญเพียรแต่เล็กแต่น้อย"
"มีลูกชายหัวแก้วหัวแหวนอยู่คนเดียว"
"เจิ้นเองก็มัวแต่ยุ่งกับราชกิจ ละเลยหลานคนนี้ไปนาน"
"นึกไม่ถึงว่าโตจนป่านนี้..."
"ยังไม่ได้แต่งงานออกเรือนอีกรึ?"
ฮ่องเต้ถอนหายใจ
สิ้นพระดำรัส เหล่าขุนนางต่างพากันลอบชำเลืองมองไปทางเสนาบดีกู้เป็นตาเดียว
ใครๆ ก็รู้ว่าตระกูลกู้เคยมีสัญญาหมั้นหมายกับจวนหลินผิงจวิ้นอ๋อง
แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายหญิงจะเป็นคนฉีกสัญญาไปแล้ว...
"เอาเถอะ รอให้โจวหลางถวายฎีกาแผนการรบมาเมื่อไหร่"
"เจิ้นจะลองมองหาคู่ครองที่เหมาะสมให้เขาสักคน"
"ให้เขาได้เป็นฝั่งเป็นฝา จะได้ตั้งใจทำงานรับใช้แผ่นดินได้เต็มที่"
ฮ่องเต้ดำริ
"ฝ่าบาททรงพระปรีชา"
เหล่าขุนนางประสานเสียงสรรเสริญ
ฮ่องเต้หันไปซักถามข้อราชการอื่นๆ ต่อ บรรยากาศในห้องทรงพระอักษรกลับมาคึกคักอีกครั้ง...
ฝ่ายโจวหลาง เดินออกจากพระราชวังหลวงเพียงลำพัง
ย้อนกลับมาตามเส้นทางเดิม ผ่านตำหนักบูรพา
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูใหญ่ ก็เห็นรถม้าสองคันจอดรออยู่
"พี่หลาง! ทางนี้ๆ"
จางฟู่โผล่หัวออกมาจากรถม้า โบกมือเรียกหยอยๆ พร้อมรอยยิ้มร่า
"เจ้ายังไม่กลับไปอีกรึ?"
โจวหลางเดินเข้าไปถามด้วยความประหลาดใจ
(จบบทที่ 20)