- หน้าแรก
- ซื่อจื่อติ๊งต๊องพิทักษ์แผ่นดิน
- บทที่ 15 เข้าเรียนที่สำนักกั๋วจื่อเจี้ยน
บทที่ 15 เข้าเรียนที่สำนักกั๋วจื่อเจี้ยน
บทที่ 15 เข้าเรียนที่สำนักกั๋วจื่อเจี้ยน
บทที่ 15 เข้าเรียนที่สำนักกั๋วจื่อเจี้ยน
"ทูลฝ่าบาท ซื่อจื่อผู้นี้มีนิสัยเงียบขรึมและหัวช้ามาตั้งแต่เด็กพะยะค่ะ"
"เขามักจะเก็บตัว ไม่สุงสิงพูดคุยกับบรรดาคุณชายเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ"
"เป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้วพะยะค่ะ"
หลินเอินกราบทูล
"นิสัยของน้องสิบเจ็ดในวัยเยาว์ ก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน..."
ฮ่องเต้ถอนหายใจยาว หวนนึกถึงเรื่องราวในอดีตของน้องชายคนสุดท้อง
"ในยามที่เสด็จพ่อทรงกอบกู้แผ่นดินและสถาปนาราชวงศ์ได้สำเร็จ พระองค์เคยมีสัญญาใจกับท่านราชครูไว้"
"ว่าจะให้ท่านราชครูคัดเลือกโอรสองค์หนึ่งไปเป็นศิษย์สืบทอดวิชา"
"นึกไม่ถึงว่าท่านราชครูจะเจาะจงเลือกน้องสิบเจ็ดที่เพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่นาน..."
"เสด็จพ่อตรัสแล้วไม่อาจคืนคำ จึงจำต้องยอมให้น้องสิบเจ็ดติดตามท่านราชครูไปบำเพ็ญเพียร"
"ใครจะไปรู้ว่าน้องสิบเจ็ดจะหลงใหลในการบำเพ็ญเพียรจนถอนตัวไม่ขึ้น จนทำให้บุตรชายของตนต้องตกระกำลำบากเช่นนี้"
ฮ่องเต้ส่ายพระพักตร์ด้วยความเวทนา
"ฝ่าบาท เขาเติบโตมาโดยไร้บิดาดูแล"
"มารดาก็ด่วนจากไป ต้องเติบโตมาเพียงลำพัง"
"จึงบ่มเพาะนิสัยเช่นนี้ออกมา"
"ดังนั้นบทกวีสองบทนั้น... กระหม่อมยังเชื่อว่าไม่น่าจะเป็นฝีมือของเขาพะยะค่ะ"
หลินเอินยังคงยืนกราน
"จะเป็นฝีมือเขาหรือไม่ เดี๋ยวเจิ้นทดสอบดูก็รู้แจ้งแล้ว"
ฮ่องเต้ยิ้มบางๆ
ไม่ว่าอย่างไร พระองค์ก็ต้องสืบให้รู้ให้ได้ว่า ยอดกวีผู้นี้คือใครกันแน่?
ทางด้านโจวหลางที่ยืนรออยู่หน้าประตูใหญ่ ในหัวยังคงครุ่นคิดถึงแผนการสร้างรายได้
ทันใดนั้น มือคู่หนึ่งก็ยื่นมาจากด้านหลังปิดตาเขาไว้แน่น
ด้วยความตกใจ โจวหลางคว้าหมับเข้าที่นิ้วมือของอีกฝ่าย แล้วบิดอย่างแรงจนเสียงร้องโหยหวนดังลั่น
"โอ๊ย... เจ็บๆๆ! พี่หลางหยุดมือก่อน!"
เสียงร้องของเด็กหนุ่มดังมาจากด้านหลัง
โจวหลางคลายมือออกแล้วหันกลับไปมอง
พบเด็กหนุ่มวัยสิบหกสิบเจ็ดปี สวมชุดคลุมผ้าไหมสีเขียว รูปร่างผอมสูง
หน้าตาธรรมดาๆ แต่ดวงตากลับเป็นประกายซุกซนราวกับลิงทโมน
"เจ้าคือ..."
โจวหลางถามด้วยความสงสัย
"พี่หลาง ฟังจากเจ้าเสี่ยวซุ่นจื่อบอกว่า..."
"คราวที่แล้วท่านหัวกระแทกพื้นจนลืมเรื่องราวไปบางส่วน นี่ท่านลืมแม้กระทั่งข้าเชียวรึ?"
เด็กหนุ่มมองเขาด้วยความประหลาดใจ
"อย่าบอกนะว่าเจ้าคือจางฟู่..."
โจวหลางนึกขึ้นได้ทันที เขาเคยสอบถามเสี่ยวซุ่นจื่อมาแล้ว
ว่าในบรรดาเชื้อพระวงศ์ มีใครบ้างที่เป็นมิตรกับเขา
คำตอบคือแทบไม่มีใครคบ เว้นแต่คนเดียวที่มักจะเข้ามาทักทายเขาเสมอ
นั่นคือจางฟู่หลานชายคนโตของฉีกั๋วกง
เพราะปู่ของจางฟู่ คือจอมพลจางจี๋ ฉีกั๋วกงผู้เกรียงไกร ซึ่งมีศักดิ์เป็นท่านตาแท้ๆ ของโจวหลางนั่นเอง!
ฉีกั๋วกงจางจี๋ คือขุนศึกคู่พระทัยของอดีตฮ่องเต้ เป็นแม่ทัพเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งต้าโจว
ในอดีตท่านตาเคยคัดค้านหัวชนฝา ไม่ยอมยกบุตรสาวให้แต่งงานกับหลินผิงจวิ้นอ๋อง
แต่ฮ่องเต้มีราชโองการสมรสพระราชทาน ท่านตาก็จำต้องยอมจำนน
แต่ใครจะคาดคิด แต่งงานไปได้แค่ปีเศษ พอคลอดโจวหลางออกมาได้ไม่นาน
หลินผิงจวิ้นอ๋องกลับทิ้งลูกเมียหนีไปบวชเป็นนักพรตเสียดื้อๆ!
ท่านตาโกรธจัด บุกไปอาละวาดที่จวนจวิ้นอ๋องอยู่พักใหญ่
แต่ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้...
เพราะนั่นเป็นพันธสัญญาระหว่างอดีตฮ่องเต้กับท่านราชครู
ด้วยความโกรธแค้น ท่านตาจึงประกาศตัดขาดความสัมพันธ์กับจวนจวิ้นอ๋องนับแต่นั้นมา
และหลังจากมารดาของโจวหลางสิ้นใจ จวนฉีกั๋วกงก็ไม่เคยไปมาหาสู่กับจวนจวิ้นอ๋องอีกเลย
"พี่ยังจำข้าได้ ข้าก็โล่งอกไปที"
"ประตูใหญ่จะเปิดแล้ว พวกเรารีบเข้าไปกันเถอะ"
จางฟู่ยิ้มร่า
"เอ่อ... น้องชาย พอดีสมองข้ายังเลอะเลือนอยู่บ้าง"
"ลืมเรื่องราวไปเยอะทีเดียว"
"เดี๋ยวเข้าไปข้างในแล้ว รบกวนเจ้าช่วยเตือนข้าหน่อยนะ"
โจวหลางมองจางฟู่ราวกับเห็นพระมาโปรด
แม้แต่เสี่ยวซุ่นจื่อยังกำชับนักหนา ว่ามีอะไรไม่เข้าใจให้ถามจางฟู่
ทั้งสองเดินผ่านประตูตำหนักบูรพาที่เปิดอ้าออก
มุ่งหน้าตรงไปยังอาคารเรียนของสำนักกั๋วจื่อเจี้ยนที่อยู่ปีกด้านข้าง...
เมื่อมาถึงหน้าตำหนักเรียนอันโอ่อ่า
เหล่าเด็กรับใช้ส่งมอบกล่องหนังสือให้แก่เจ้านาย แล้วยืนรออยู่นอกเขตตำหนัก
จางฟู่รับกล่องหนังสือมา พาโจวหลางเดินตามกลุ่มนักเรียนเข้าไปในสวนด้านใน
วันนี้อากาศแจ่มใส บนพื้นหญ้าในลานสวนปูด้วยเสื่อฟางผืนใหญ่
พร้อมกับโต๊ะเรียนเตี้ยๆ วางเรียงราย
เหล่าคุณชายต่างพากันนั่งขัดสมาธิลงบนเสื่อ
หยิบตำราออกมาวางรออาจารย์อย่างเป็นระเบียบ
จางฟู่ดึงแขนโจวหลางไปนั่งที่แถวหลังสุด
"พี่หลาง เรื่องที่ท่านช่วยนางกำนัลน้อยคราวก่อน"
"ตอนนี้รู้กันไปทั่วแล้วนะ เจ้าโจวเซี่ยงเฉิงถึงกับโดนท่านหานอ๋องซ้อมจนน่วมเลยล่ะ"
"สมน้ำหน้ามันนัก!"
"ได้ข่าวว่าเจ้าหวงเชี่ยกับหลี่ปิน ก็โดนที่บ้านเล่นงานจนอ่วมอรทัยเหมือนกัน"
จางฟู่กระซิบเล่าอย่างออกรส
"ไม่น่าเชื่อ... ที่โจวเซี่ยงเฉิงไม่มาเรียนวันนี้"
"เป็นเพราะเรื่องนางกำนัลนั่นหรอกรึ..."
โจวหลางยิ่งงงเข้าไปใหญ่
เขานึกว่าเจ้าพวกนั้นโดนพ่อตีเพราะเรื่องที่หอชิงเย่เสียอีก
"ข้าสืบมาได้ความแล้ว"
"นางกำนัลน้อยคนนั้นมีชื่อว่าเซี่ยงซือเวย"
"เป็นคนที่ตระกูลเซี่ยงส่งตัวเข้าวังมาตามพระประสงค์ของฝ่าบาท อีกไม่นานก็จะได้รับการแต่งตั้งเป็นไท่จื่อปิน(พระชายารองในรัชทายาท)"
"พวกโจวเซี่ยงเฉิงตาถั่ว ดันไปล่วงเกินคนของตระกูลเซี่ยงเข้าให้!"
จางฟู่ยิ้มเยาะ
"ตระกูลเซี่ยงเป็นใครกัน?"
โจวหลางรีบถาม
"ตระกูลเซี่ยงคือพระญาติฝ่ายฮองเฮาน่ะสิ"
"อดีตฮองเฮาองค์ก่อนก็มาจากตระกูลเซี่ยง"
"ฮองเฮาองค์ปัจจุบันก็เป็นคนตระกูลเซี่ยง"
"ใต้เท้าเซี่ยงเฮ่อหมิงก็เป็นถึงขุนนางคนโปรดของฝ่าบาท ดำรงตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายซ้าย'"
"นางกำนัลน้อยเซี่ยงซือเวยคนนั้น ก็คือน้องสาวแท้ๆ ของฮองเฮาองค์ปัจจุบันเชียวนะ!"
จางฟู่อธิบาย
"มิน่าล่ะ โจวเซี่ยงเฉิงถึงโดนหานอ๋องกระทืบปางตาย..."
โจวหลางถึงบางอ้อทันที
"เลิกคุยกันได้แล้ว ใต้เท้าหลินมาแล้ว"
จางฟู่เหลือบไปเห็นอาจารย์เดินมา จึงรีบสะกิดเตือน
ชายชราในชุดคลุมสีเขียวเข้ม ถือตำราและไม้เรียวเดินออกมาจากตำหนัก
เขานั่งลงบนตั่งไม้ด้านหน้า กวาดสายตามองเหล่านักเรียน
จากนั้นก้มลงมองรายชื่อในมือ
หางตาเหลือบไปเห็นโจวหลางที่นั่งเจี๋ยมเจี้ยมอยู่แถวหลังสุด
ในใจก็อดค่อนขอดไม่ได้
แค่เด็กหนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่ง จะไปมีปัญญาแต่งบทกวีสะท้านแผ่นดินแบบนั้นได้ยังไง?
ฝ่าบาทก็ช่างกระไร หูเบาเชื่อข่าวลือ ถึงกับสั่งให้เขามาลองเชิงเด็กคนนี้...
"วิชาแรกในวันนี้ เราจะมาเรียนเรื่องกวีนิพนธ์"
"ไม่ทราบว่าพวกเจ้า นอกจากเรียนที่สำนักกั๋วจื่อเจี้ยนแล้ว"
"ที่บ้านยังมีอาจารย์สอนพิเศษอีกหรือไม่?"
"ใครที่มีอาจารย์สอนที่บ้าน ให้ยกมือขึ้น"
หลินเอินเอ่ยถาม
ชั่วพริบตา ลูกหลานขุนนางและเชื้อพระวงศ์กว่ายี่สิบคนต่างพากันยกมือพรึ่บพรั่บ
แม้แต่จางฟู่ที่นั่งข้างๆ ก็ยังยกมือกับเขาด้วย
มีเพียงโจวหลางคนเดียวที่นั่งนิ่ง เขาอยู่ในจวนจวิ้นอ๋องอย่างโดดเดี่ยว ใครจะมาจ้างครูสอนให้
ถ้าจะมีอาจารย์ ก็คงมีแต่พวกทหารองครักษ์ที่สอนเตะต่อยให้เท่านั้นแหละ
โจวหลางลังเลครู่หนึ่ง เห็นทุกคนยกมือกันหมด
ก็คิดจะเนียนยกมือตามน้ำไปบ้าง
แต่ทว่าสายตาอันแหลมคมคู่หนึ่งกลับจ้องเขม็งมาที่เขาเสียก่อน
"โจวหลาง"
หลินเอินเรียกชื่อเสียงเรียบ
"ศิษย์อยู่นี่ขอรับ"
โจวหลางจำใจลุกขึ้นยืน ประสานมือตอบอย่างนอบน้อม
"เจ้าเติบโตมาในจวนจวิ้นอ๋อง เรียนหนังสือแต่ในสำนักกั๋วจื่อเจี้ยน"
"ที่จวนไม่เคยจ้างอาจารย์สอนพิเศษให้เจ้า"
"ถูกต้องหรือไม่?"
หลินเอินซักไซ้
ลูกศิษย์คนนี้เป็นอย่างไร เขารู้ไส้รู้พุงดี
โจวหลางมีผลการเรียนรั้งท้ายมาตลอด
แต่ข้อดีคือ แม้จะหัวทึบแต่ก็ไม่เคยสร้างปัญหา
พรสวรรค์มีจำกัด หลินเอินจึงปล่อยวางไม่ค่อยไปจ้ำจี้จ้ำไช
แต่วันนี้ ฝ่าบาทแอบทอดพระเนตรอยู่หลังฉากกั้นในตำหนัก
เขาจำต้องทำตามหน้าที่ ทดสอบเด็กคนนี้ให้รู้ดำรู้แดง
"ใช่ขอรับ ท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่เคยมีอาจารย์สอนที่บ้าน"
โจวหลางตอบตามตรง
"เจ้าเรียนหนังสือที่นี่มาหลายปี"
"แต่ไม่เคยเขียนบทกวีส่งแม้แต่บทเดียว ใช่หรือไม่?"
หลินเอินถามต่อ
คราวนี้ เหล่านักเรียนทุกคนต่างหันขวับมามองเป็นตาเดียว
วันนี้ท่านอาจารย์กินยาผิดขวดหรือเปล่า? ทำไมจู่ๆ ถึงได้มาใส่ใจเจ้าซื่อจื่อติงต๊องเป็นพิเศษเช่นนี้?
(จบบทที่ 15)